
อธิการบดี'มจร'แนะ'ชูคนดีเปิดโปงคนโกง'
อธิการบดี 'มจร'เตือนสติคนไทย เชิดชูคนดีเปิดโปงคนโกง สร้างสังคมคุณธรรมโปร่งใส ประเทศชาติจึงเจริญก้าวหน้า ไม่ล่มสลายเพราะคอร์รัปชั่นเหมือนหลายประเทศในอดีต
22พ.ย.2556 พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้บรรยายธรรมพิเศษ หัวข้อ “สังคมคุณธรรมโปร่งใส : ชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย” เนื่องในโอกาสวันสถาปนา ครบรอบ 14 ปีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนนนทบุรี อ.เมือง จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน2556 โดยมีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวเปิดงานและ สนง.ป.ป.ช.ทุกจังหวัดเข้าร่วม ความว่า
สังคมคุณธรรมโปร่งใสเป็นเครื่องกำหนดอนาคตของประเทศ เพราะมีบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่หลายประเทศ แม้มีความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจหรือการทหาร แต่ต้องล่มสลายไป เพราะไร้คุณธรรมมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนปัจจุบันสิ่งที่น่าห่วงใยของสังคมยุคใหม่ คือ รูปแบบการลงทุนของรัฐในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ด้วยการตั้งบรรษัท หรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อเอาเงินรัฐไปใช้ลงทุนมากๆ แล้วบริหารงานแบบเอกชนโดยมีข้าราชการ นักการเมือง คอยแย่งเข้าคุมอำนาจหาประโยชน์ หากไม่มีระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ดีเพียงพอ หรือบทลงโทษรุนแรง ก็จะให้เกิดปัญหาต่อประเทศชาติ
การสร้างสังคมคุณธรรมโปร่งใส ด้วยการสร้างคุณค่าสังคมไทย เช่น การแจกรางวัลยกย่องคนทำดีเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เป็นการทำด้านเดียว คนไทยก็เหมือนคนเอเชียทั่วไป คือ พวกหน้าใหญ่ รักหน้าตา ของตัวเองมากกว่าเงิน พวกที่พยายามแข่งขันหาเงินไม่ได้ใช้เพื่อปัจจัยสี่เท่าไรแต่ทำเพื่อหน้าตาว่า ตนเองรวยกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตามหากคนพวกนี้ถูกเปิดโปงว่าโกงกิน ก็จะไม่เสี่ยง ยอมจนดีกว่า เพราะถึงมีเงินล้นฟ้าแต่หากชื่อเสียงไม่ดี ชีวิตก็ไม่มีความสุข ดังนั้นจึงต้องรณรงค์เชิดชูคนที่ยืนหยัดอยากถูกต้อง ทำให้คนหันมามีเกียรติอย่างมีความสุข ไม่ใช่ได้เกียรติมาจากการเอาเงินที่ไม่ถูกต้องมาใช้นั่นก็คือ ใครก็ตามที่ร่ำรวยอย่างไม่ถูกต้อง ถือว่าไม่มีสิทธิมีเกียรติ ซึ่งประชาชนทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาติดตามตรวจสอบ
สำหรับหลักคุณธรรมในการสร้างสังคมคุณธรรมโปร่งใส ประกอบด้วยคุณธรรมพื้นฐาน ๔ประการ ประกอบด้วย สัจจะ เพราะคนเราจะได้รับเกียรติต่อเมื่อมีสัจจะ มีความซื่อสัตย์ เป็นที่ยอมรับของคนอื่น และต้องมีกระบวนการไม่ยกย่องคนที่หาเกียรติด้วยการโกงหรือทุจริตคอร์รัปชัน โดยร่วมกันทำทั้งประเทศ
ประการที่สอง ทัมมะ คือ การฝึกฝนฝึกตน เพราะการฝึกตนทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ที่มีวิวัฒนาการและสามารถปรับตัวได้ดีจนอยู่รอด จนครองความยิ่งใหญ่ในโลกได้เหนือสัตว์อื่นที่ไม่สามารถฝึกฝนพัฒนาตนเอง การบริหารประเทศก็เช่นเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องมีเศรษฐกิจหรือมีกองทัพใหญ่ที่สุด แต่สามารถปรับตัวได้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ต้องเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ฝึกตนให้เห็นถึงประโยชน์ของคนอื่นและเห็นประโยชน์ส่วนรวมก่อนเห็นประโยชน์ของเรา ไม่ใช่โกงกันมาอย่างไรก็โกงต่อไปอย่างนั้น เพราะวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาในสังคมประชาคมอาเซียน(AEC) เราอาจไม่เหลืออะไรเลย
ประการที่สาม ขันติ หรือความอดทน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านสร้างความโปร่งใสต้องอดทนต่อสิ่งยั่วยุต่างๆที่จะคอยชักพาให้ออกนอกลู่นอกทาง เพราะหลายคนที่ทุจริตคอร์รัปชันก็ไม่ได้ตั้งใจโกงตั้งแต่แรกแต่สืบเนื่องมาจากทนความยั่วยุต่ออารมณ์ไม่ไหว ทำให้เกิดอคติ ไม่ว่าจะเป็นจากความโลภ ความโกรธ หรือความหลงความชอบ และประการสุดท้ายคือ จาคะ หรือ การเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ความสุขหรือประโยชน์ของตนเพื่อผู้อื่น เพราะหากเรามัวแต่นึกแต่ถึงประโยชน์ส่วนตนสังคมก็จะเกิดปัญหาแน่ ที่ผ่านมาการศึกษาของเราไม่ได้สอนให้คนรู้จักเคารพ และรักษาสมบัติสาธารณะเท่าใดนัก คนเราจึงมักสนใจแต่สมบัติส่วนตัวเท่านั้น จึงต้องมีการสอนปรับความคิดกันใหม่ให้รักสมบัติสาธารณะ หรือของส่วนรวมเป็นหลัก



