พระเครื่อง

ลายเส้นบนท้องฟ้า

ลายเส้นบนท้องฟ้า

17 พ.ย. 2556

ลายเส้นบนท้องฟ้า : ธรรมะ ยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต

             นก บินข้ามทวีปเพื่อหาอาหาร 

             งู อาศัยลำตัวออกเดินทางหากิน

             มนุษย์เล่า ใช้สองเท้าทำอะไร...

             โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆ เมื่อเทคโนโลยีเจริญขึ้น ความสะดวกสบายมาแทนที่ มนุษย์จึงต้องใช้สองเท้าไปหาเงินมาอย่างเหน็ดเหนื่อยเกินกำลังแล้วก็ต้องประดับด้วยสินค้าชนิดต่างๆ เพื่ออวดยี่ห้อกันอย่างไร้แก่นสาร มิใช่เดินเท้าเปล่าด้วยความสุขเบาสบายไปบนแผ่นดินอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หรือมีความสุขจากคุณงามความดีเป็นอาภรณ์ประดับกายและใจให้งดงามอีกต่อไป

             มันกลายเป็นค่านิยมใหม่ อันเป็นภัยเงียบที่เรามองไม่ค่อยเห็น แล้วเราจะรู้ทัน หรือเห็นมันได้อย่างไร โน่นแหละ จนกว่าจะเจอความทุกข์จากการไม่ได้มันมามากขึ้น หรือเสียมันไปอย่างไม่อยากจะเสียนั่นแหละ เพราะทำใจยังไม่เป็นว่ามันไม่ใช่ของเรา หรือของใคร แต่ทุกสิ่งที่กลายมาเป็นของใช้นั้นล้วนมาจากธรรมชาติทั้งนั้น ถ้าพิจารณาเป็น ใช้เป็น เราจะลดค่าใช้จ่ายลงอีกเยอะ ไม่ต้องเหนื่อยหาเยอะๆ แล้วก็ใช้มากๆ ไม่ต้องเบียดเบียนตัวเราและเบียดเบียนธรรมชาติอีกต่อไป 

             ภิกษุรูปหนึ่งรำพึงขำๆ กับตนเองขณะที่ต้องนั่งรถมากรุงเทพฯ ก็เห็นทางที่เขียนว่า ยู-เทิร์น (U-turn) เต็มไปหมด กว่าจะไปถึงที่หมายก็ต้องเลี้ยวไปเลี้ยวมาเหมือนงูเข้าไปในเขาวงกต โยมที่ขับรถบอกว่า ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่มีที่ให้รถซึ่งมีมากกว่าถนนวิ่ง เลยต้องปิดทางนั้น ให้เลี้ยวไปทางนี้ เลี้ยวมากๆ จะได้วิ่งกันได้บ้างไม่ต้องจอดอยู่บนถนนนานๆ ทางใกล้ เลยดูเหมือนไกล  

             พระเลยชวนคุยเล่นๆ ว่า โชคดีที่มีทางยู-เทิร์นเยอะๆ นะ หากเราน้อมสิ่งที่เราประสบข้างนอกเข้ามาพิจารณาภายในใจก็จะเห็นธรรมะหรือเห็นไตรลักษณ์ได้ในทุกสิ่ง

             "ไว้โยมจะเข้าใจเอง เรื่องไตรลักษณ์น่ะ" แล้วพระก็ตัดบทไปเลย และคิดว่า บางทีโยมอาจจะเข้าใจแล้วก็ได้ จึงกลับมาอยู่กับพุทโธ และใคร่ครวญธรรมเงียบๆ คนเดียวว่า...   

             ผู้คนที่อยู่ในโลกนั้น จริงๆ แล้วก็แสวงหาธรรมได้ไม่ยากเช่นเดียวกับพระที่อยู่ป่าอยู่ดง เพราะทุกสิ่งล้วนมีสองด้านให้เราเรียนรู้เสมอ โลกียสุขนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เปรียบเสมือนการดื่มน้ำผึ้งบนปลายมีด แต่เพราะคนเราไม่ระวังในการเสพสุขทางโลก กลับหาทางปกปิด หรือปิดกั้นอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ คือความทุกข์ ทำให้เราก้าวพลาดไปได้ 

             ดูอย่างดาวหางบนท้องฟ้าที่ตกลงมา จริงๆ แล้ว ขณะที่ตาเรามองเห็นเส้นทางของมันที่ค้างอยู่บนฟ้า นั่นหมายความว่า มันลอยไปไหนก็ไม่รู้นานแล้ว แต่สิ่งที่เราไปดู ไปชื่นชม คืออดีตของมันต่างหาก ความทุกข์ก็ปรากฏในลักษณะเดียวกัน มันไม่ใช่ความเป็นจริงที่ปรากฏในปัจจุบันขณะ  ถ้าเราเห็นอย่างนี้ในทุกสิ่ง ทางกลับรถก็คือทางให้เราเดินเข้ามาในใจเรา น้อมทุกสิ่งมาพิจารณาให้เห็นอีกด้านในสิ่งเดียวกันว่าจากความทุกข์ จะนำไปสู่ความสุขได้อย่างไร !
 

"}])