
ทะเลแห่งกามนั้นไร้ฝั่ง?
ทะเลแห่งกามนั้นไร้ฝั่ง? : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา
“คำสอนใดไม่เนื่องด้วยสุญญตา คำสอนนั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า”
ธรรมะจาก 'สนเฒ่าแสดงธรรม' หลวงตาชราท่านหนึ่ง แว่วเข้ามาในมโนจิตของผู้เขียน อย่างน้อย ใครที่สามารถเข้าใจคำสอนนี้ได้ ก็คงจะไม่หลงงมงายไปพลาดท่า ลงหลักปักสมอแห่งศรัทธา ลงที่พระจอมปลอม เพียงเพราะเห็นว่าท่านได้เคย อ้างตัวว่าเป็นอรหันต์ อันเปี่ยมไปด้วยปาฏิหาริย์ เท่านั้น
“สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแต่เหตุ สิ่งหนึ่งสิ่งนั้น ย่อมดับลงที่เหตุ”
ปฐมเทศนาที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ ก่อนจะพระองค์จะทรงสาธยายต่อในเรื่องธัมมจักกัปปวัตนสูตร เทศน์กัณฑ์ใหญ่ ซึ่งเป็นประโยคง่ายๆ แต่ทรงพลังเสียเหลือเกิน
ทุกข์ คือ ผล
ต้นเหตุ คือ สมุทัย
แล้วอะไรเล่าคือสมุทัย จะได้ตัดมันเสีย เพื่อผลเป็นนิโรธสมาบัติ ดับไม่เหลือจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ก็ต้องฆ่า พ่อ (อวิชชา) และ แม่ (ตัณหา) ให้ตายลงเสีย โดยการเจริญมรรค นั่นเอง
“ทะเลแห่งกามนั้นไร้ฝั่ง ... ทุกข์ใดจะเสมอเหมือน เท่ากาม นั้นไม่มี”
ผู้ครองเพศบรรพชิต แล้วถอยลงมาสู่เพศแห่งฆราวาส แม้จะประกาศตัวต่อสาธารณะว่า สุขในกามครั้งนี้ดีกว่าสุขอันประณีตแห่งเพศบรรพชิตนั้น หากมีคนเชื่อก็คงจะมีแต่ชาวพุทธที่ไม่มีหลัก (หรือที่หลักไม่แน่น) เท่านั้นแหละครับ เพราะมีพุทธพจน์ตั้งมากมาย พระองค์ได้ตรัสเตือนสติ อย่างชัดเจนว่า ทุกข์แห่งกามนั้นใหญ่หลวงยิ่งนัก ฯลฯ เป็นต้น
จึงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่พระองค์ใดองค์หนึ่ง หรือท่านผู้เคยสงบ สงัด สลัดทิ้งเรื่องกามมาตั้งนมนานแล้ว จู่ๆ เกิดรังเกียจเพศพรหมจรรย์ของตน เลี้ยวกลับสู่วังวนมนุษย์ขี้เหม็นอย่างกะทันหัน พุ่งตัวกระโดดลงสู่ทะเลกามอย่างมาดมั่น แล้วบอกกล่าวกับมวลชนอย่างไร้ 'หิริ-โอตตัปปะ' ว่า ... ข้ากำลังเป็นสุขยิ่งนัก สุขกว่าเพศบรรพชิตเดิมเสียอีก? พระรูปใด ที่สามารถกล่าวได้ขนาดนี้ ก็คงจะมีแต่เพียงพระ ที่ท่านไม่เคยเข้าถึงธรรมเลยเป็นแน่แท้ จึงสามารถกล่าววจีกรรมได้ ขนาดนั้น
“ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นที่ไหลมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นโอกาสว่าง การที่คนอยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้นไม่ได้ ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด”
พุทธพจน์บทนี้เป็นคำชัดเจนที่ตอกย้ำว่า เพศบรรพชิตนั้นประเสริฐกว่า ไม่ว่าจะเป็นแง่ของการถือพรหมจรรย์ หรือแง่ของการเผยแผ่ธรรม อาจจะมีชาวพุทธเราเป็นจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดกันไปเองว่า การเป็นฆราวาสนั้น เผยแผ่ธรรมได้ดีกว่าพระสงฆ์ ก็ขอให้พิจารณากันเสียใหม่ พระสงฆ์ผู้เป็นสุปฏิปันโน นั้นเปรียบเสมือนเป็น แม่ทัพ อยู่แนวหน้าในการปราบปราม พิชิตกิเลสมาร พวกฆราวาสเป็นลูกทัพ อยู่แนวหลัง เฝ้าสนับสนุน รู้ตาม เดินตามมรรคา ทางอันประเสริฐ เดินตามรอยพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระอริยบุคคลทั้งหลาย
'ลูกทัพ' ที่ว่ามานี้ จะมีพลังในการเผยแผ่ธรรมได้มากกว่า 'แม่ทัพ' ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อดีตพระองค์ไหน หรือใครที่พูดไปในแนวทางที่ว่า สึกออกมาแล้วสามารถเผยแผ่ธรรมได้ดีกว่านั้น ผมคนหนึ่งคงจะเชื่อได้ยาก หากแต่พวกเขาเหล่านั้น จะเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ว่า ... สึกออกมาแล้ว โลกแห่งทะเลกามนั้นสวยงามกว่าดงขมิ้นอยู่หลายขุมนั้น ... ผมจะไม่โต้แย้งเลย แม้สักคำ
“สรรพสิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
“อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้ อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น. อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”
แม้แต่ตอนที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จปรินิพพาน ยังได้กล่าวสั่งสอนแก่สาวกทั้งหลายว่า อย่าเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ให้ยึดเอาพระธรรม ธรรมวินัย เป็นที่พึ่ง ดังนั้น พุทธบริษัทเรา หากรู้หลักนี้อย่างจริงใจแล้ว เราก็ไม่ควรจะยึดติดในตัวบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือสำนักหนึ่ง สำนักใด จนกลายเป็นอุปาทานบานเบอะ เข้าทำนอง พระอาจารย์บังพระพุทธเจ้า สำนักข้าเจ๋งกว่าสำนักท่าน
หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านว่า อะไรๆ มันก็ไม่แน่ ดังนั้น วันใดวันหนึ่ง พระอาจารย์ของท่านเปลี่ยนแปร พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา พวกท่านจะได้ไม่เสียอกเสียใจ ระทมทุกข์ ระทมโศก เพ้อพร่ำร่ำไร
“หญิงทั้งหลายในโลกย่อมย่ำยีชายผู้ประมาทแล้ว พวกหล่อนย่อมชักจูงจิตของชายหนุ่มไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่พลัดตกจากต้น สภาพนั้นบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นเหวสำหรับพรหมจรรย์”
อุบาสกก็ดี ภิกษุก็ดี พึงอย่าได้ประมาทเลย ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า “พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อสตรีอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อย่าดู”
“เมื่อจำต้องดู จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
“อย่าพูดด้วย”
“เมื่อจำต้องพูด จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
“ต้องตั้งสติไว้”
สตรีเพศเป็นศัตรูแห่งพรหมจรรย์ของบุรุษ และบุรุษเพศก็เป็นศัตรูแห่งพรหมจรรย์ของสตรีเฉกเช่นกัน พระอาจารย์อนันต์ อกิญิจโน กล่าวเตือนกับพระลูกศิษย์อยู่เสมอว่า “กิเลสน่ะ มันไม่กลัวพระพรรษามากหรอกนะ อย่าได้ประมาท!”
ในพุทธพจน์ยังได้มีตรัสไว้ทำนองตักเตือนให้พระทำตัวเคร่ง เสมอเหมือนเป็นสะใภ้ใหม่ ที่เพิ่งย้ายเข้าอยู่ในบ้านสามี คือระลึก ตระหนัก สำเหนียกว่า ตัวเองนั้นยังเป็นพระใหม่ เคร่งวินัยอยู่เสมอนั่นเอง จะได้ไม่พลาดต่อ 'ผู้หญิงบานฉ่ำ' ทั้งหลาย ที่ใจร้าย หมายมั่นจะปั้นพระ สึกเอามาทำเป็นสามี ด้วยขบวนการ ๒๒ นารีพิฆาต อันลือลั่นยุทธภพ!!!
อย่าได้มี ผัสสะโง่ (พุทธทาสภิกขุ)
ทุกข์เกิดที่จิต เพราะทำผืดเรื่องผัสสะ
ทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ
ทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ
อันนี้อาจมิใช่พุทธพจน์โดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นคำที่ท่านพุทธทาส สอนย้ำอยู่เสมอ เสมือนเป็น Action Plan ผู้เขียนขออาราธนาให้ครูบาอาจารย์และชาวพุทธทั้งหลาย หันกลับมาเน้นย้ำ ธัมมวิจัย ใส่ใจต่อหลักหัวใจพุทธให้หนักแน่นมากขึ้น ผนวกกับการปฏิบัติ ทำความเพียรอยู่เสมอ และไม่เพิกเฉย ละเลย ต่อธรรมวินัย อันพระพุทธเจ้าฝากไว้อย่างชัดเจน จึงจะได้เป็นหลักเป็นฐาน สมกับที่เถรวาทไทยเป็นศูนย์กลางชาวพุทธทั่วโลกได้จริง มิใช่ทำกันแต่เป็นเพียงศาสนพิธี เท่านั้นฯ
ยึด 'หลัก' ให้แน่น อย่าแคลนคลอน
อิงหลักคำสอน พระพุทธองค์
ติดใจพระองค์ใด ก็อย่างายงม
อย่าปลักจม ลงสู่สำนักใด
'หลัก' แน่น จึงเข้าถึง หัวใจธรรม
ไม่พลาดถลำ เพ้อรำพันสำนักไหน
ไม่มีอลัชชี สมี นารีพิฆาตใด
เยี่ยวรดหัวใจ ชาวพุทธไทยได้ ด้วยประการทั้งปวงฯ
ขอเชิญร่วมงานสาธยายพระไตรปิฎก มหากุศล ครั้งที่ ๒ ณ วัดมเหยงคณ์ ต.หันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา โดย มูลนิธิสุปฏิปันโน วันเสาร์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร ๐๘-๓๐๗๙-๙๓๐๒



