พระเครื่อง

หยุดใช้น้ำมันแล้วไปถีบจักรยานกับหลวงพ่อกัน

หยุดใช้น้ำมันแล้วไปถีบจักรยานกับหลวงพ่อกัน

02 พ.ย. 2556

หยุดใช้น้ำมันแล้วไปถีบจักรยานกับหลวงพ่อกัน : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพระชาย วรธัมโม

           ดูเหมือน หลวงพ่อสมบูรณ์ สุมังคโล แห่งวัดป่าลานหินตัด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จะเป็นพระสงฆ์เพียงรูปเดียวในประเทศไทยในเวลานี้ที่ใช้จักรยานในการทำงานสื่อสารกับสังคมให้ตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านการจัดงานคาร์ฟรีเดย์ รณรงค์ลดการใช้รถยนต์เพื่อประหยัดการใช้พลังงานน้ำมัน เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายนที่ผ่านมา แม้ว่าจะล่วงเลยมาเดือนกว่าๆ แล้ว แต่การรณรงค์เรื่องลดการใช้พลังงานน่าจะกระทำได้ทุกวัน

           ท่านเล่าที่มาที่ไปของการจัดงานในครั้งนี้ให้ฟังว่า วันนี้เป็นวันรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ทั่วโลกเพื่อหยุดการใช้น้ำมัน ที่บ้านเรามีการจัดกันที่ส่วนกลางคือที่กรุงเทพฯ

           "ในฐานะที่เราเป็นพระสงฆ์ที่สนับสนุนการขับขี่จักรยานเพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมันเลยถือโอกาสนี้จัดงานกับเขาด้วย ทุกคนรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีน้ำมันใช้อย่างถาวร สักวันหนึ่งน้ำมันต้องหมดไปจากโลกนี้แน่ๆ แต่บ้านเรากลับส่งเสริมการซื้อรถด้วยนโยบายรถคันแรกลดภาษีให้ ๑ แสนบาท ผลก็คือมีรถออกมาเต็มท้องถนนไปหมดแล้วรถก็ติดกันยาวเหยียดยิ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานน้ำมันโดยใช่เหตุ เราจึงอยากให้ทุกคนหันมามีสติกับการประหยัดน้ำมันด้วยการหันมาปั่นจักรยานกัน ซึ่งงานคาร์ฟรีเดย์ เราจัดมาปีนี้เป็นปีที่ ๓ แล้ว”

           แม้จะเป็นงานรณรงค์เพียงวันเดียวแต่เป็นงานที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆ ในชนบทที่อยู่ไกลปืนเที่ยงอย่างเช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการลุกขึ้นมาจัดโดยพระสงฆ์ หลวงพ่อสมบูรณ์เล่าให้ฟังว่ามีการประชาสัมพันธ์งานด้วยการนำป้ายโฆษณาไปติดตามจุดต่างๆ มีการแจกใบปลิวที่ตลาดบ้านกรวดเพื่อเชิญชวนเยาวชนและผู้สนใจนำจักรยานมาร่วมขับขี่กันในวันนั้น มีการประสานงานกับนายอำเภอบ้านกรวดแล้วกระจายข่าวไปยัง ๔ เทศบาลในเขต อ.บ้านกรวด เชื่อมโยงกับอีก ๑๖ โรงเรียนที่หลวงพ่อมีเครือข่ายอยู่แล้ว อีกทั้งพระสงฆ์ในวัดปราสาททองและวัดตลาดนิคม ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ให้การสนับสนุนด้วยการมาร่วมขับขี่จักรยานในกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้พลังงานในครั้งนี้

           เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน มีการเปิดงานที่หอประชุม อ.บ้านกรวด ซึ่งอยู่ใจกลางตลาด พระสงฆ์ ๘ รูป พร้อมด้วยชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ ๓ ชมรม คือ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอประโคนชัย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอลำปลายมาศ และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอบ้านกรวด

           น่าเสียดายที่วันนี้ฝนตกจึงมีเยาวชนและผู้สนใจมาร่วมขับขี่จักรยานประมาณ ๒๕๐ คนไม่เช่นนั้นคงมีจำนวนมากกว่านี้

           หลังจากเปิดงานมีกิจกรรม เกม และสันทนาการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างสนุกสนานและผ่อนคลายไปกับกิจกรรม หลังจากนั้นมีการขับขี่จักรยานเป็นหมู่ใหญ่ประมาณ ๒๕๐ คันจาก อ.บ้านกรวด ไปยังเขื่อนเมฆาซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐-๓๐ กิโลเมตรแล้วไปจบที่วัดป่าลานหินตัดด้วยกิจกรรมการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นเพียงกิจกรรมวันเดียวแต่อย่างน้อยก็ทำให้เยาวชนที่นี่ตระหนักรู้ถึงการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองของมนุษย์ซึ่งมีความสำคัญกับเยาวชน หากเยาวชนรุ่นนี้ไม่ตระหนักรู้ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงเยาวชนรุ่นถัดไปว่าจะเป็นอย่างไร ไม่แน่นักว่าทรัพยากรธรรมชาติจะมีหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังๆ ได้ใช้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่น่าคิด

           ผู้เขียนถามหลวงพ่อสมบูรณ์ว่าปกติต่างจังหวัดมีรถยนต์น้อยอยู่แล้ว การจัดงานคาร์ฟรีเดย์ จะมีผลอะไร เพราะถนนในต่างจังหวัดโดยปกติก็มีรถราวิ่งกันน้อยอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อ.บ้านกรวด ถนนโล่งมาก

           หลวงพ่อสมบูรณ์ให้คำตอบว่า เป็นคำถามที่ดี แต่ก่อนนี้หลวงพ่อมาอยู่ใหม่ๆ ชาวบ้านยังมีรถยนต์ใช้กันน้อย ในหมู่บ้านหนึ่งมีเพียงไม่กี่คันเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้เราสังเกตว่าในหมู่บ้านเริ่มมีรถยนต์เพิ่มจำนวนมากขึ้น บางบ้านมีถึง ๓ คัน ยิ่งมีนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับคนที่ซื้อรถยนต์คันแรกจำนวนรถในหมู่บ้านก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น

           "โดยปกติชาวบ้านต้องการมอเตอร์ไซค์กันเป็นความต้องการพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งมีนโยบายแบบนี้ออกมาก็ยิ่งกระตุ้นความอยากของคน ส่งผลให้ชาวบ้านหันมาซื้อรถยนต์ใช้กันมากขึ้น น้ำมันก็ถูกนำมาใช้เผาผลาญมากยิ่งขึ้น เราจึงต้องออกมากระตุ้นเตือนด้วยการทำให้ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่างว่าเรายังมียานพาหนะรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ต้องเผาผลาญพลังงานจากธรรมชาติและไม่ต้องเผาผลาญเงินในกระเป๋าของพวกเขามากเกินไปด้วย การรณรงค์ให้หันมาใช้จักรยานกัน ถึงแม้เราจะอยู่ต่างจังหวัด มีรถราบนถนนน้อยอยู่แล้วแต่เชื่อว่าการออกมารณรงค์คาร์ฟรีเดย์ น่าจะเตือนสติผู้คนในชนบทให้ตระหนักรู้ถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและน่าจะเป็นวิธีการเตือนสติชาวบ้านได้ดี อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้เตือนล่วงหน้าแล้วก่อนที่หายนะจะมาถึงอย่างช้าๆ”

           กับคำถามที่ว่าชาวบ้านมีความคิดเห็นอย่างไรกรณีพระขับขี่จักรยาน หลวงพ่อตอบว่า เราเริ่มขับขี่จักรยานมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๘ บัดนี้ผ่านมา ๙ ปีแล้ว มันก็มี ๓ แบบด้วยกัน คือ ทั้งชื่นชม ก่นด่า และเฉยๆ แต่ในโลกใบนี้ขอให้รู้ไว้เถิดว่าเราคงไม่สามารถทำอะไรให้ถูกใจคนได้ทุกคน ไม่มีใครทำอะไรแล้วได้รับคำชมเชยล้วนๆ หรือโดนด่าล้วนๆ เพียงอย่างเดียว มันต้องมีทั้งสองแบบ

           "เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง 'โลกธรรม ๘ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุขก็ต้องมีทุกข์' แต่ทั้งหมดนี้เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าเราทำไปเพราะอยากเด่นดัง เราต้องการให้ผู้คนหันมาตระหนักรู้วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กำลังคืบคลานเข้ามาต่างหาก ซึ่งก็ได้เสียงตอบรับที่ดีไม่เช่นนั้นคงไม่มาร่วมงานกันเป็นร้อยๆ คนเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการแถวนี้ต่างก็ยอมรับได้ไม่มีปัญหา"

           แล้วในส่วนของคณะสงฆ์จังหวัดบุรีรัมย์คิดอย่างไร หลวงพ่อตอบว่า คิดว่าท่านกำลังเรียนรู้อยู่นะ แต่ในละแวกวัดที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็เห็นด้วยกับการที่พระสงฆ์หันมาขับขี่จักรยานกันเพราะเราอยู่ต่างจังหวัดแบบนี้การเดินทางไปธุระต่างๆ มีความลำบาก

           "เวลามีงานประชุมคณะสงฆ์ ประชุมเจ้าอาวาส หรือไปสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนแต่ละครั้ง ถ้าวัดไหนไม่มีรถยนต์ก็ต้องรบกวนญาติโยมให้ขับรถไปส่งให้ ทุกวัดจึงต้องมีรถยนต์ประจำวัด ๑ คันกับโยมคนขับที่เป็นผู้ชายอีก ๑ คน ทางวัดต้องมีเงินเดือนให้คนขับรถด้วยไม่งั้นเขาจะเอาเงินที่ไหนไปหาเลี้ยงครอบครัว แล้ววัดต้องมีเงินจ่ายค่าน้ำมันอีก มันก็เสียค่าใช้จ่ายกันเป็นทอดๆ แต่ถ้าเรารณรงค์ให้พระสงฆ์หันมาใช้จักรยานกัน เมื่อนั้นเราไม่ต้องเสียเงินทองมากมายและยังได้ออกกำลังกายให้เหงื่อออกอีกด้วย

           "อย่างในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาการฟังปาฏิโมกข์เป็นพิธีกรรมที่แต่ละวัดจะสวดและฟังกันเอง แต่คณะสงฆ์ที่ อ.บ้านกรวด มีการฟังร่วมกันเป็นสังฆกรรมใหญ่ซึ่งมีอยู่ ๖๐ วัด ประมาณ ๔๐๐ รูป เราก็ขี่จักรยานไปร่วมสังฆกรรมซึ่งเป็นที่รับรู้ของสงฆ์หมู่ใหญ่ที่นี่ หรือในช่วงสอบนักธรรมตรีที่ผ่านมาเราไปคุมสอบเราก็ขี่จักรยานไปพร้อมกับนำป้ายรณรงค์ไปตั้งโชว์ที่สนามสอบถือเป็นการประชาสัมพันธ์ว่าเราขับขี่อย่างเปิดเผย ไม่ได้ขับขี่แบบหลบๆ ซ่อนๆ เวลานี้มีพระสงฆ์ในเครือข่าย ‘พระนักพัฒนาภาคอีสานเครือข่ายพุทธชยันตีเพื่อสังคม’ ที่เป็นเพื่อนสหธรรมิกก็เริ่มหันมาใช้จักรยานที่วัดของท่านเองบ้างแล้วอย่างเช่นพระเพื่อนที่ จ.อุดรธานี และเพื่อนพระที่ จ.นครราชสีมา ท่านก็หันไปริเริ่มการขับขี่จักรยานที่วัดท่านซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี”

           ใช่แล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีทีเดียวที่เรามีพระสงฆ์หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพิ่มจำนวนมากขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้นี้พระสงฆ์ในต่างจังหวัดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น นอกจากจะประหยัดพลังงานและทุ่นค่าใช้จ่ายแล้ว สิ่งที่ได้ตามมาคือสุขภาพที่แข็งแรง

"}])