พระเครื่อง

จะปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างไรดี?

จะปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างไรดี?

27 ต.ค. 2556

จะปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างไรดี? : พระวิสัยทัศน์สมเด็จพระสังฆราช :ผศ.ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ ประธานกก.บริหารหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล

              พระเดชพระคุณพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน) ปรารภถึงตัวท่านเองและสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเอาไว้ว่า:

              'หลวงตาอาจจะมีบารมีทางด้านคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทยเราได้แต่หากเป็นด้านค้ำจุนพระศาสนาแล้วสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศฯจะมีบารมีมากกว่าเสียอีกน๊ะ...สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชนั้นท่านมีภาระต้องค้ำพระศาสนาไว้อยู่ภาระธุระทางพระศาสนาของพระองค์ท่านยังไม่สุดสิ้นเมื่อใดท่านก็คงต้องอยู่ต่อไปเรื่อยๆ (เจริญอิทธิบาทภาวนาต่ออายุขัย)จะยังตายไม่ได้อยู่ตราบนั้น...'

              พิเคราะห์ดูทุกๆคำแล้ว ไม่เกินความจริงไปเลย

              พระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน  ปุณฺณโก) อดีตเลขานุการของเจ้าประคุณสมเด็จฯ เคยอธิบายให้ผมและผู้บริหารมูลนิธิมหามกุฏฯ ฟังด้วยกันเมื่อครั้งที่พาผมเข้าไปกราบลาเพื่อไปเรียนต่างประเทศว่า 'สมเด็จฯทรงเน้นเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังต่างประเทศมากเพราะทรงเห็นว่าในภายภาคหน้าชาวต่างชาติจะช่วยปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา'

              แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงทำอะไร? ขออธิบายสั้นๆ แค่บางส่วนครับ:-

              1.ทรงบุกเบิกให้มีการแปลหนังสือหลักสูตรนักธรรมตรีโท เอกเป็นภาษาอังกฤษโดยให้คณาจารย์มหามกุฏราชวิทยาลัยและลูกศิษย์ของท่านช่วยแปล เช่น อ.ศิริพุธศุกร์,  พระขันติปาโล ฯลฯ ทรงบุกเบิกเป็นท่านแรก  จนกระทั่งบัดนี้  คณะสงฆ์ก็ใช้ตำราที่ทรงบุกเบิกให้แปลเพื่อจัดสอบธรรมสนามหลวงในต่างประเทศ

              2.ทรงบุกเบิกศูนย์ฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  อบรมพระสงฆ์ให้รู้จักเตรียมพร้อมทั้งด้านความรู้และวิธีปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ต่างประเทศ  ต่อมาพระธรรมทูตเหล่านี้ก็สับเปลี่ยนกันไปปฏิบัติงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

              3.ทรงสนับสนุนการก่อสร้างวัดในต่างประเทศโดยให้มูลนิธิมหามกุฏฯ สนับสนุนการเงิน ทั้งในอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, เนปาล, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ฯลฯ พระองค์เคยส่งพระธรรมทูตไปตรวจดูความคืบหน้า มีสมเด็จพระมหามุนีวงศ์(อัมพร) วัดราชบพิธฯ ขณะนี้เป็นหัวหน้า ผมได้ไปด้วย

              คนไทย ลาว เขมรและเวียตนามที่อยู่ในออสเตรเลียพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสมเด็จฯ ทรงส่งพระธรรมทูตมาในจังหวะที่เหมาะเพราะคนออสเตรเลียขณะนั้นและขณะนี้กำลังมองหา *ศาสนาที่มีเหตุผล* อยู่พอดี  นักวิชาการออสเตรเลียจำนวนมากเลิกเชื่อศาสนาเดิมที่เคยนับถือกันมากแล้ว พยายามศึกษาพระพุทธศาสนา แต่พระภิกษุที่จะให้ไต่ถามไม่ค่อยมี

              กระทั่งบัดนี้  พระพุทธศาสนาได้รับการยกย่องว่ากำลังเติบโตเร็วที่สุดในออสเตรเลีย  พระสงฆ์สามเณรได้รับอาราธนาไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ จนเป็นเรื่องปรกติ อ่านบางส่วนได้ครับที่:-http://www.buddhanet.net/whybudoz.htm

              4.สมัยพระองค์เดินทางไปประเทศอังกฤษ โดยพำนักที่วัดพุทธประทีปแต่ครั้งยังทรงสมณศักดิ์ที่พระศาสนโสภณ  ฝรั่งจำนวนมากที่เห็นพระองค์แล้วเลื่อมใส  ยอมรับว่าทรงมีพระจริยาวัตรเป็นนักปฏิบัติกรรมฐานแบบพระป่า  หลายคนเลื่อมใสพระองค์ถึงขนาดเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาขอฝึกกรรมฐานกับพระองค์  แม้บางคนจะพูดไทยไม่ได้เลยก็มี

              ขณะนี้ ศูนย์ปฏิบัติกรรมฐานที่มีเครือข่ายและมีชื่อเสียงที่สุดของสหราชอาณาจักรคือ *ศูนย์สมถะทรัสต์*(http://www.samatha.org/) ปัจจุบัน ศูนย์นี้ ขยายเครือข่ายไปทั่วสหราชอาณาจักร   แรกเริ่ม มีฝรั่งคนหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มแกนนำรุ่นบุกเบิกจัดตั้งกลุ่มเรียนอาณาปานสติกัมมัฏฐานกับนายบุญมั่น  ปุญญธีโร (อดีตพระภิกษุไทยที่ไปอังกฤษแล้วสอนอาณาปานสติกัมมัฏฐานที่นั่น) แต่รู้สึก ยังมีความรู้ไม่เพียงพอ และส่วนตัวก็รู้สึกประทับใจในพระจริยาวัตรเจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ครั้งที่เสด็จไปประเทศอังกฤษ  จึงเดินทางมาศึกษากรรมฐานเพิ่มเติมที่ประเทศไทยและฟังการอบรมกรรมฐานของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่วัดบวรนิเวศวิหารอยู่ระยะหนึ่ง   แล้วก็กลับไปพัฒนาศูนย์สมถะทรัสต์ที่สหราชอาณาจักรต่อ  จนแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้

              ฝรั่งคนนี้  จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ครับ  ชื่อว่าลานซ์ คัสซึน (Lance Cousins) ซึ่งนักวิชาการอังกฤษด้วยกันชมว่าเป็น1 ในนักปราชญ์ 2 ท่านที่เชี่ยวชาญพระพุทธศาสนามากที่สุดในสหราชอาณาจักร   ท่านเคยเป็นอดีตนายกสมาคมบาลีปกรณ์ของอังกฤษ และเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ขณะนี้ เกษียณอายุราชการแล้ว มาเป็นอาจารย์อาวุโส สังกัดวิทยาลัยวูลฟ์สัน (Wolfson College) ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด  เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งเดินทางมารับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สาขาพุทธศาสนศึกษา ซึ่งผมเขียนถึงใน https://www.facebook.com/bodhinand/media_set?set=a.630628546967184.1073741847.100000601345722&type=3

              ตอนผมไปเรียนที่อังกฤษใหม่ๆ ผมเคยนัดพบกับท่านเพื่อขอคำปรึกษาหลายเรื่อง  แรกๆ ที่ผมนัดพบ ผมออกจะประหม่าแต่ท่านกลับบอกกับผมว่า 'ดีใจที่ได้พบลูกศิษย์สมเด็จพระสังฆราชฯ มาเรียนที่อังกฤษเพราะผมก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จฯ เหมือนกัน!' แล้วท่านก็เล่าประวัติที่ท่านมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดบวรนิเวศวิหารให้ฟัง

              คนอังกฤษหลายคนเล่าว่า 'อีกไม่นานคนนับถือพระพุทธศาสนาในอังกฤษก็จะทวีคูณเพราะพุทธศาสนศึกษามีเจริญทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติในเวลาเดียวกัน'  ที่สหรัฐอเมริกานั้น เพื่อนนักวิชาการด้วยกันเล่า (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่าคนนับถือพระพุทธศาสนาทะลุสิบล้านไปแล้วครับ  มีวัดธรรมยุตหลายวัดที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงสนับสนุน  ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม  ประเทศเนปาล พระองค์ก็เสด็จไปรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ทุกวันนี้ จำนวนชาวพุทธก็เพิ่มมากขึ้น   อินโดนีเซียก็มีจำนวนชาวพุทธเพิ่มหลังจากที่ทรงพาศิษยานุศิษย์ไปบุกเบิกฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอีกรอบหนึ่ง จนบัดนี้ พระภิกษุสามเณรที่นั่นก็ล้วนแต่เป็นศิษยานุศิษย์ของพระองค์เกือบทั้งสิ้น ฯลฯ

              ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะทรงมี *อนาคตังสญาณ* (ญาณกำหนดรู้อนาคต) ซึ่งเป็นที่มาของ *พระวิสัยทัศน์* ของพระองค์หรือปล่าวนะครับ  แต่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ บังเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์อย่างมากในขณะนี้  มีชาวต่างชาติจำนวนมากในหลายๆ ประเทศเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้นแล้วช่วยกันเผยแผ่ๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง พระองค์เป็น *ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่ง* ในการขับเคลื่อน  ถ้าคนสมัยนี้เชื่อใน *พระวิสัยทัศน์* ของพระองค์ก็ควรต้องช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปสู่ระดับนานาชาติ  ทั้งด้านการศึกษาและการเผยแผ่ ยิ่งๆ ขึ้นซึ่งจะทำให้พระพุทธศาสนามั่นคงยิ่งขึ้นตามมา

              ในฐานะชาวพุทธ  แต่ละคนสามารถช่วยเหลือกันได้ในลักษณะที่แตกต่างกันครับ เช่น บางคนอาจจะช่วยเรื่องเงิน, บางคนอาจจะช่วยให้คำแนะนำหรือให้กำลังใจ, บางคนอาจจะช่วยอำนวยความสะดวกในด้านเครือข่าย, บางคนอาจจะช่วยบอกกล่าวในหมู่พุทธศาสนิกชนอื่นๆ, บางคนอาจจะใช้อำนาจหน้าที่อำนวยความสะดวก, บางคนอาจจะใช้สื่อที่ตัวเองมีช่วยประชาสัมพันธ์บอกกล่าว ฯลฯ แต่ละคนก็ได้ *บุญ* และสมกับที่เป็น *พุทธมามกะ* เช่นเดียวกัน

              ผลที่สุดก็คือพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง  มีอิทธิพลต่อจิตใจคนในยุคนี้มากยิ่งขึ้น  สังคมก็ร่มเย็นมากยิ่งขึ้น  อาชญากรรมก็ลดมากขึ้น  ผู้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมากยิ่งขึ้น สังคมก็จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้นตามมา

              ส่วนตัวผมยัง *รู้สึก* ตลอดเวลาว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังทรงอยู่ ไม่ได้เสด็จไปไหนเลยครับ

"}])