
'งาม'พันธุ์ไม้นานาพรรณณพุทธมณฑลกรุงเก่า
'งาม'พันธุ์ไม้นานาพรรณณ พุทธมณฑลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา : ท่องไปในแดนธรรม เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
วัดสุทธาวาสวิปัสสนา อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมี "พระครูธรรมธรสมรักษ์ อนาลโย" หรือ "หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย" เป็นเจ้าอาวาส ได้รับความเห็นชอบของเจ้าคณะจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีมติเห็นชอบร่วมกันให้หลวงพ่อรักษ์ เป็นประธานดำเนินการสร้างพุทธมณฑลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พุทธศาสนิกชน มีสถานที่เป็นศูนย์รวมในการประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ทุกพระองค์
ในส่วนของการดำเนินงานนั้น หลวงพ่อรักษ์ได้ซื้อที่ดินขยายเขตเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างได้จำนวน ๘๔ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ซึ่งจากเดิมวัดมีที่ดินเดิมเพียง ๒๑ ไร่ ๒๔ ตารางวา และที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๙๖ ตารางวา ปัจจุบันพุทธมณฑลอยุธยามีเนื้อที่ดินทั้งสิ้น จำนวน ๑๒๒ ไร่ ๒ งาน ๖๗ ตารางวา
นอกจากก่อสร้างเสนาสนะ เช่น โบสถ์ ศาลาอเนกประสงค์ และพัฒนาช่วยเหลือด้านสาธารณะสงเคราะห์สถานที่ต่างๆ มากมาย เช่น โรงเรียน-สถานีอนามัย ตลอดจนวัดวาอารามในถิ่นทุรกันดาร และสนับสนุนการศึกษาเยาวชน และระดมหาทุนทรัพย์มอบเงินช่วยการศึกษาพระบาลีอีกเป็นจำนวน ๑๕๐ ล้านบาท และได้ดำเนินการปลูกสวนป่าปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล ใช้งบประมาณจำนวน ๑๔ ล้านบาท
ทั้งนี้ ยังได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ได้มาปลูกบัวและเยี่ยมชมพุทธมณฑล และที่ผ่านมาในช่วงเทศกาลกิจกรรมวันวิสาขบูชา พุทธมณฑลอยุธยาได้ดำเนินการปลูก “สวนป่าสาละ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” โดยมีพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานในพิธีเปิดสวนป่าสาละ ด้านหน้าอุโบสถ ทิศเหนือ มี “สวนพฤกษา พระพรหมดิลก” “สวนพฤกษาพระพรหมโมลี” และ "สวนป่าไม้มงคล ๗๗ จังหวัด พระพรหมสุธี”
นอกจากนี้แล้วภายสวนป่าของพุทธมณฑลอยุธยาแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่แหล่งการศึกษา เรียนรู้ ของนิสิตนักศึกษาและเยาวชน อีกที่หนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยาด้วย คือ มีต้นไม้พรรณไม้ต่างๆ มากมาย อาทิ ต้นตะโกดัด ที่มีอายุหลายร้อยปี เป็นจำนวนกว่า ๓๐๐ ต้น และพรรณไม้โบราณที่มีกลิ่นหอม หรือเป็นพรรณไม้อนุรักษ์ที่หายากในประเทศ ทั้งนี้ ยังมีสวนป่าต้นไม้สาละ ซึ่งมีมากถึง ๑๐๙ ต้น แต่ละต้นมีความใหญ่ให้ร่มเงาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นไม้ที่พระพุทธเจ้าประสูติ
สำหรับท่านที่เดินทางไปวัดสุทธาวาสวิปัสสนา พุทธมณฑลประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่งนี้ จะเห็นได้ว่าภายในวัดสะอาดร่มรื่น ต้นไม้พรรณต่างๆ กำลังเจริญเติบโต ที่สำคัญภายในสวนป่ากรรมฐานจะมีหินก้อนใหญ่วางไว้ใต้ต้นไม้สำหรับนั่งสมาธิ หรือพักผ่อนจิตใจ สำหรับผู้เดินทางมาเที่ยวชม นับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสัปปายะสถาน เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม บำเพ็ญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง
หลวงพ่อรักษ์บอกว่า การปลูกสวนป่าของวัดสุทธาวาส ยังสอดคล้องกับนโยบายของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่ว่าต้องการให้วัดต่างๆ ปลูกต้นไม้กันให้มาก เน้นวัดสะอาด ร่มรื่น ไม่จำเป็นต้องมีเสนาสนะมาก ในระหว่างรองบประมาณก่อสร้างพระมหาเจดีย์สิ่งที่ต้องทำคือ ปลูกต้นไม้ เพราะกว่าจะโตต้องใช้เวลาหลายปีส่วนการก่อสร้างนั้นมีปัจจัยเมื่อไรก็สร้างเสร็จได้ดังใจ
สาระแห่งต้นสาละ
ในการปลูกต้นสาละนั้น หลวงพ่อรักษ์บอกว่า เป็นไม้ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ทั้งตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มีความสำคัญในพุทธประวัติ ๓ ครั้ง ที่สำคัญ คือ
ครั้งแรก ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระพุทธมารดา คือพระนางสิริมหามายาทรงครรภ์ใกล้ครบกำหนดพระสูติการ จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมีพระสูติการที่กรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมประเพณีพราหมณ์ เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า "สวนลุมพินีวัน" เป็นสวนป่าไม้ "สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพักอิริยาบถ พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร ซึ่งตรงกับวันศุกร์เพ็ญเดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
อีกตอนหนึ่งก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจุอยู่ในถาดทองคำของนางสุชาดาแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้การลอยถาดทองคำนี้สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรงอธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฏว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควงไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลาเย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ์ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน ๖
ตอนสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวา
ปฏิบัติธรรมตลอดปีมา ๑๐ ปี
หลวงพ่อรักษ์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ท่านได้พัฒนาวัดสุทธาวาสจากเดิมที่เป็นวัดธรรมดาทั่วไปจนเป็นที่รู้จักแก่สาธุชนว่า "วัดสุทธาวาส วิปัสสนา" เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แห่งที่ ๑๓ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ ตามมติมหาเถรสมาคม
ผลงานและสิ่งที่หลวงพ่อรักษ์ ตั้งใจทำมาตลอดคือ งานด้านการเผยแผ่หลักธรรม คำสอนขององค์สมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า ในรูปแบบของการปฏิบัติสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ให้แก่สาธุชนคนไทย รวมทั้งชาวต่างชาติ โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ท่านได้เข้ามาอยู่วัดแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการปฏิบัติธรรมจะจัดขึ้นทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ สุดท้ายของสิ้นเดือน ตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลวงพ่อรักษ์ได้เปิดปฏิบัติธรรมทุกๆ เดือนหลักสูตร ๓ วัน ๒ คืน โดย ๔ เดือนที่เหลือมีกำหนดเวลา ดังนี้ เดือนกันยายน ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๙ เดือนตุลาคม ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ เดือนพฤศจิกายน ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๔ และเดือนธันวาคม ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๙ รวมทั้งในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มีกิจกรรมสวดมนตข้ามปี
ผู้สนใจปฏิบัติธรรมตามหลักแนวมหาสติปัฏฐาน ๔ สอบถามรายละเอียด ได้ที่โทร.๐-๓๕๓๗-๙๙๗๗ และ ๐๘-๑๑๙๐-๕๗๕๗ หรือเข้าชมได้ที่ www.watsuthawasvi.com



