
'สมีคำ'พ่อเด็ก!ผลดีเอ็นเอชี้ชัด
'สมีคำ'พ่อเด็ก!ผลดีเอ็นเอชี้ชัด 'ธาริต'เตรียมแถลงใหญ่22ส.ค.นี้
21ส.ค.2556 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รายงานผลตรวจวัตถุพยาน อาทิ เส้นผม และชานหมาก ตามที่ดีเอสไอส่งให้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) พบว่าดีเอ็นเอในวัตถุพยานตรงกับดีเอ็นเอของเด็กชายวัย 12 ปี ที่มารดามีเพศสัมพันธ์กับอดีตเณรคำ จึงค่อนข้างชัดเจนว่า อดีตเณรคำมีความสัมพันธ์เป็นพ่อลูกกับเด็กชายคนดังกล่าว โดยรายละเอียดจะเปิดเผยในการแถลงข่าวในวันที่ 22 ส.ค.นี้
ที่กระทรวงยุติธรรม วันที่ 22 ส.ค.นี้ พ.ท.นพ.เอนก ยมจินดา ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้แถลงว่า เผยผลการตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) พ่อแม่ลูกระหว่างนายวิรพลกับน.ส.เอ(นามสมมุติ)และด.ช.บอย(นามสมมุติ) ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเมียและลูกชายวัย 12 ปีของนายวิรพลว่า หลังจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ ได้ส่งตัวอย่างวัตถุพยานสารพันธุกรรม 4 ชิ้น ประกอบด้วย ปลายซิการ์ที่อดีตเณรคำใช้สูบแล้วมอบให้ลูกศิษย์เก็บไว้บูชา เศษจีวร 2 ชิ้น และพระเครื่องรุ่นดอกบัวคู่ รุ่นชานหมากให้กับสำนักนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ โดยผลการตรวจพบว่า ที่บริเวณเศษซิการ์พบคราบน้ำลายตรงเยื่อบุกระพุ้งแก้ม พบว่าสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับบุคคลที่เป็นภรรยาและลูก ชี้ให้เห็นว่าบุคคลทั้ง 3 มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกันจริง โดยผลดีเอ็นเอมีความแม่นยำน่าเชื่อถือได้สูงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์
พ.ท.นพ.เอนก กล่าวอีกว่า การยืนยันผลการตรวจดีเอ็นเอครั้งนี้สามารถใช้ในทางนิติศาสตร์ และจะเป็นตัวอย่างที่นำไปใช้ในการฟ้องร้องคดีทั้งคดีเเพ่งและคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอาญาในการยื่นฟ้องเรื่องการกระทำชำเรา ส่วนในคดีเเพ่งจะใช้สำหรับการฟ้องคดีครอบครัวและเยาวชน ซึ่งผลพิสูจน์ดีเอ็นเอมีความชัดเจนไม่สามารถโกงหรือทำขึ้นมาได้ เพราะเป็นหลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
“หลักฐาน 4 ชี้นที่พนักงานสอบสวนส่งมาให้ คราบน้ำลายที่ปลายซิการ์ ซึ่งมีเซลล์ที่อยู่ในกระพุ้งแก้ม ขึ้นสารพันธุกรรมชัดเจนที่สุด ส่วนเศษจีวรและชานหมากเป็นชี้นเล็กๆไม่สามารถตรวจหาสารพันธุกรรมได้ ตามปกติการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ ลูก นั้น ลูกจะมีดีเอ็นเอของพ่อและแม่คนละครึ่ง ซึ่งผลตรวจครั้งนี้ชัดเจนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำนายสุริ สุขผล น้องชายอดีตพระเณรคำมาตรวจอีก” ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าว



