พระเครื่อง

บุญสร้างหมวกบุญความลงตัวของ..ขลังแลปลอดภัย

บุญสร้างหมวกบุญความลงตัวของ..ขลังแลปลอดภัย

13 ส.ค. 2556

บุญสร้างหมวกบุญความลงตัวของ...ความขลังและความปลอดภัย : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

              “กองทุนผ้าป่าหมวกนิรภัยเพื่อเด็กและเยาวชน” (หมวกบุญ) เพื่อมอบให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ได้มีหมวกนิรภัยสวมใส่ทุกครั้งที่ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ และเป็นการปลูกจิตสำนึก สร้างความตระหนักให้แก่เด็กและเยาวชนในการป้องกันอุบัติภัยทางถนน ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมหนึ่งของบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด

              โครงการนี้มีการระดมเงินบริจาคจากหน่วยงาน หรือองค์กรที่มีจิตศรัทธา รวมทั้งประชาชนทั่วไป เป็นทุนในการจัดซื้อหมวกนิรภัย โดยตั้งเป้าหมายไว้จำนวน ๓๕,๐๐๐ ใบ นำไปแจกจ่ายให้ประชาชน นักศึกษาอาชีวศึกษาในพื้นที่ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ให้ความสำคัญ และเห็นประโยชน์ของการสวมหมวกนิรภัย ๑๐๐% และเป็นการสนับสนุนการดำเนินการงานทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน

              เนื่องในโอกาสวันประกันชีวิตแห่งชาติ เมื่อวันอังคารที่ ๓๑ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ที่ผ่านมา พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ได้จัดให้มีงานบุญใหญ่ทอดผ้าป่าหมวกนิรภัยมหากุศล มอบให้นักเรียนใน จ.นครปฐม เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ วัดไผ่ล้อม

              อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นสิริมงคล หลวงพี่น้ำฝนได้นำหมวกนิรภัยทั้งหมดเข้าพิธีปลุกเสก โดยพระเถราจารย์ ๕ รูป อัญเชิญกายสังขารหลวงพ่อพูล อัตตะรักโข อธิษฐานจิต หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา หลวงพ่อสิริ วัดตาล จ.นนทบุรี หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม

              บรรยากาศในวันงาน "ทอดผ้าป่ามวกกันน็อก" เนื่องในวันประกันชีวิตแห่งชาติ วันพุธที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๗.๓๐ น. ณ วัดไผ่ล้อม โดยเวลา ๐๖.๓๐ น. ขบวนรถแต่ละบริษัทพร้อมกันที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์(ด้านหน้าองค์พระร่วง ฯ) เวลา ๐๗.๐๐-๐๗.๑๕ น. เคลื่อนขบวนจากองค์พระ นำขบวนโดยรถตำรวจพร้อมกองผ้าป่าถึงวัดไผ่ล้อม เวลา ๐๘.๓๐ น. ในงานนี้หลวงพี่น้ำฝนจะเทศน์ ๑ กัณฑ์ หัวข้อ “หมวกนิรภัย...ใส่เพื่ออะไร?”

              หลวงพี่น้ำฝน บอกว่า แม้การใส่หมวกกันน็อกจะเป็นข้อบังคับของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งผู้ขับและผู้นั่งซ้อนท้าย ขณะเดียวกันถึงตำรวจจับและปรับก็ยังมีผู้ที่ฝ่าฝืนอยู่เสมอๆ ที่ผ่านมามีความผยายามหลากหลายวิธีให้ผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ต้องส่วมใส่หมวกกันน็อก และวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างได้ผล คือ ทำหมวกกันน็อกให้เป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งที่คนขับขี่รถจักรยานยนต์ขาดไม่ได้ 

              หมวกนิรภัย ด้านหน้าอัญเชิญรูปเหมือนหลวงพ่อพูลนั่งเต็มองค์ ในใบโพธิ์ ล้อมรอบด้วยยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า ยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์ นะ โม พุท ธา ยะ และยันต์พระคาถาหัวใจพระรัตนตรัย อิ สวา สุ อีกทั้งยังได้จารึกอักษรภาษาไทยไว้ด้านหน้าหมวกว่า พุทธัง แคล้วคลาด ธัมมัง แคล้วคลาด สังฆัง แคล้วคลาด ขับรถไม่ประมาท แคล้วคลาด ปลอดภัย ซึ่งเป็นพระคาถาของหลวงพ่อพูล อัตตะรักโข อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม มอบให้ไว้แก่คนที่มาเจิมรถกับท่าน เพื่อความเป็นสิริมงคล

              ส่วนเหตุผลที่ต้องเสก และเขียนยันต์ไว้บนหมกกันน็อกด้วยนั้น หลวงพี่น้ำฝน บอกว่า คนไทยมีความเชื่อเรียนอักขระเลขยันต์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเป็นหมวกกันน็อกเฉยๆ คนอาจจะลืมใส่ แต่ถ้าเป็นหมวกกันน็อกทั้งมียันต์และปลุกเสกคนอาจจะใส่มากขึ้น เพราะมีความเชื่อว่า "อย่างน้อยต้องขลังกว่าหมวกกันน็อกที่ไม่ปลุกเสก ถือว่าเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอยากใส่ คือ ใส่หมวกกันน็อกนอกจากปลอดภัยแล้ว ยังมีความขลังในพุทธคุณของพระคาถาด้วย"

              สำหรับพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า มีคติความเชื่อว่า สรรพคุณคุ้มครองอันตรายจากอาวุธทั้งปวง ภาวนาทุกวันมิตกนรก เสกน้ำล้างหน้าทุกวันกันโรคภัยไข้เจ็บคุณไสยทั้งมวล คาถานี้อานุภาพสูงส่งมาก มีอยู่ในตำราพิชัยสงครามใช้ได้สารพัด กำบังได้ แคล้วคลาดได้ ขับผีได้ แก้อาถรรพณ์ต่างๆ ก็ได้ คาถานี้มี ๒ บท  คือ

              บทที่ ๑ คือ "อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ" ส่วน บทที่ ๒ คือ "ตะโจพระพุทธเจ้าจงมาเป็นหนัง มังสังพระธรรมเจ้าจงมาเป็นเนื้อ อัฐิพระสังฆเจ้าจงมาเป็นกระดูก ตรีเพชรคงคง อิสวาสุ สุสวาอิ พุทธะปิติอิ"

              ทั้งนี้หลวงพี่น้ำฝนได้ให้คติธรรมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "จริงอยู่ความเจ็บและความตายเป็นเรื่องธรรมดาโลก แต่เชื่อว่าไม่มีใครอยากเจ็บ และก็อยากตาย วันนี้มีหมวกให้สวมหัว ดีกว่าวันหน้าไม่มีหัวให้สวมหมวก วันนี้ได้แจกหมวกไปนับพันใบหากช่วยให้คนรอดตาย และลดการบาดเจ็บสัก ๑ คน ก็ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จแล้ว แต่อาตมาเชื่อว่ามีมากกว่านี้แน่"   


พุทธคุณแห่งมงกุฎพระพุทธเจ้า


              คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ที่ว่า "อิติปิ โส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ" อุปเท่ห์ของคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า เป็นคาถาครอบจักรวาล คือ ใช้ในการกระทำอะไรทั้งหลายทั้งปวง ที่จะเป็นมงคลหรือป้องกันสรรพภัยได้ร้อยแปด ให้สวดคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าทุกคืน คืนละ ๙ จบ อานุภาพของพระคาถา ศัตรูจะพินาศเองเมื่อคิดประทุษร้าย จะเกิดผลในด้านมงคลทุกประการ

              หลวงพี่น้ำฝนอธิบายให้ฟังว่า ประวัติการใช้คาถานี้มายาวนาน คาถาเสกหญ้าให้ม้ากิน ที่หลวงปู่เอี่ยมถวายพระครูปลัดเอี่ยม ได้ถวายคาถาบทนี้ให้ ล้นเกล้าฯ เหนือหัวจุฬาลงกรณ์ (ร.๕) เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป คือ "คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย" หรือ "มงกุฎพระพุทธเจ้า"

              ในสนามแข่งม้าชานกรุงปารีสนั่นเอง เมื่อพระองค์ได้รับคำทูลเชิญให้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแข่งม้านัดสำคัญนัดหนึ่ง ซึ่งมีขุนนาง ข้าราชการ พระบรมวงศานุวงศ์ฝรั่งเศสมาชมกันมาก พวกมันได้นำเอาม้าดุร้ายและพยศอย่างร้ายกาจมาทูลเกล้าฯ ถวายให้ประทับ โดยถือโอกาสขณะที่อยู่ท่ามกลางมหาสมาคม แม้รู้ว่าม้านั้นดุร้าย พระปิยมหาราชเจ้าก็จะไม่ทรงหลีกหนี ด้วยขัตติยะมานะที่ทรงมีอยู่ในฐานะผู้นำประเทศ หากทรงพลาดพลั้งนั่นคือ "อุบัติเหตุ" ใครก็จะเอาผิดหรือต่อว่าเจ้าเศษฝรั่งไม่ได้

              ม้าตัวนั้นเล่าลือกันว่า เคยโขกกัดผู้เลี้ยงดูและผู้หาญขึ้นไปขี่ตายมาแล้วหลายคน ในครั้งนั้นพระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ขวารวบยอดหญ้าแล้วดึงขึ้นมากำมือหนึ่ง ทรงตั้งจิตอธิษฐานถึงพระรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราช และพระปลัดเอี่ยม เจริญภาวนาพระคาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย ที่พระปลัดเอี่ยมถวายสามจบ ทรงเป่าลมจากพระโอษฐ์ลงไปบนกำหญ้านั้น แล้วแผ่เมตตาซ้ำ ยื่นส่งไปที่ปากม้า

              เจ้าสัตว์สี่เท้าผู้ดุร้ายสะบัดแผงคอส่งเสียงดังลั่นก่อนจะอ้าปากงับเอาหญ้าในพระหัตถ์ไปเคี้ยวกินกลืนลงไป ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปตบที่ขาหน้าของมันสามครั้ง เจ้าม้านั้นก็ก้มหัวลงมาดมที่พระกรไม่แสดงอาการตื่น หญ้าเสกสัมฤทธิผลตามพระราชประสงค์ เป็นปฐมเหตุแห่งพระบรมรูปทรงม้า หน้าพระราชวังดุสิต ที่เล่าขานกันต่อมาช้านาน และยังคงกึกก้องในโสตประสาทของปวงชนชาวไทยต่อไป ชั่วกัลปาวสาน

              เมื่อรวมพุทธคุณแห่งยันต์เฑาะว์รันโต คาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ คาถาหัวใจปาติโมกข์ และคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า เหรียญหลวงพ่อโต วัดปราโมทย์ จึงขึ้นชื่อว่า มีพุทธคุณดังคำกล่าวที่ว่า "ฝอยท่วมหลังช้าง" คือ "ไม่อาจพรรณนาได้หมด ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์"
 

"}])