พระเครื่อง

จับตา๘-๙ส.ค.ดวงเมืองมีฤกษ์'ปฏิวัติ-รัฐประหาร!'

จับตา๘-๙ส.ค.ดวงเมืองมีฤกษ์'ปฏิวัติ-รัฐประหาร!'

06 ส.ค. 2556

จับตา๘-๙ส.ค.ดวงเมืองมีฤกษ์ 'ปฏิวัติ-รัฐประหาร!' : เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู ภาพ ศูนย์ภาพเนชั่น


              “ขณะนี้เป็นจุดต่ำสุดของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมตรี และรมว.กลาโหม คนในประเทศจะมีการต่อสู้กันเองทำให้เกิดความสูญเสีย แต่หลังจากผ่านวิกฤติไปได้ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
 
              ช่วงเดือนสิงหาคมเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ เรื่อยไปจนถึงเดือนกันยายนและตุลาคม โดยจะใช้เวลาประมาณ  ๖-๙ เดือน และสถานการณ์จะเริ่มคงที่ในช่วง พ.ศ.๒๕๕๗ โดยตลอดทั้งปีจะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลง และในช่วง พ.ศ.๒๕๕๘ จะเป็นปีแห่งความหวังใหม่ของประเทศไทย โดยที่มีผู้มีอำนาจรัฐบาลปัจจุบันจะสูญหายไม่เหลือซาก”

              ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นคำทำนาย 'หมอดูอีที' หมอดูชื่อดังชาวพม่า ได้ทำนายดวงประเทศไทยบางช่วงไว้

              ส่วนคำทำนายของโหรสำนักต่างๆ ของเมืองไทยนั้น ตั้งแต่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจนระหว่างม๊อบเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ทุกครั้งที่โหรออกมาทำนายจะมีผลกระบททันที ถ้าทำนายเกี่ยวกับ พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในทางไม่ดี แม้จะเป็นที่ถูกใจของม๊อบเสื้อเหลืองแต่กลับไปสร้างความไม่พอใจกับม็อบเสื้อแดง

              ขณะเดียวกันถ้าทำนายดวงนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีในทางไม่ดี แม้จะเป็นที่ถูกใจของม๊อบเสื้อแดงแต่ลับไปสร้างความไม่พอใจกับม๊อบเสื้อ เหลือง โหรส่วนใหญ่จึงร้องขอว่า “เอาไปเผยแพร่ได้ แต่ขออย่าใส่ชื่อเลย เพราะมีลูกศิษย์ทั้งที่เป็นเสื้อเหลือและเสื้อแดง” พร้อมกับย้ำด้วยว่า “เดียวเสียลูกค้า”

              ท่ามกลางกระแสความร้องแรงทางการเมือง ปกติแล้วน่าจะมีคำทำนายของโหรหลายสำนัก แต่กลับไม่มีเลย ส่วนคำทำนายหนึ่งที่ “คมชัดลึก” นำมาเสนอซึ่งได้จากพระรูปหนึ่งซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หลายท่านเคยไปใช้บริการ ทั้งนี้ท่านได้ร้องขอเหมือนท่านอื่นๆ คือ “เอาไปเผยแพร่ได้ แต่ขออย่าใส่ชื่อเลย เพราะมีลูกศิษย์ทั้งที่เป็นเสื้อเหลือและเสื้อแดง” โดยมีคำทำนายที่น่าสนใจดังนี้
 
              ดวงดาวเดิมของดวงเมืองไทยนั้น มีพระอาทิตย์เด่นเป็นมหาอุด หมายถึง สถาบันเบื้องสูงแข่งแกร่งไม่มีใครจะทำลาย หรือ ล้มล้างได้ เพียงแต่ดาวพระศุกร์ซึ่งเป็นเจ้าเรือนภพกระดุมภะ ไปสถิตอยู่ในภพวินาศจึงจะทำให้เศรษฐกิจไทย ไม่มั่นคงอยู่ตลอดกาล

              ปัจจุบันพระศุกร์โคจรเข้าทับพระจันทร์ ในดวงเมืองเดิมนั้น จึงพยากรณ์ได้ว่า “ประชาชนได้รับทราบถึงการบริหารประเทศอันล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล และพระเสาร์สถิตย์อยูในราศีตุล พระอาทิตย์ พระศุกร์ สถิตอยู่ในราศีกรกฎ กลุ่มดาวพระเคราะห์โคจรกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มดาวที่เป็นภัยและให้โทษ ต่อคณะผู้บริหารประเทศ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

              การปกครองของบ้านเมืองอย่างฉับพลัน และดวงของผู้นำคณะรัฐบาลมีดวงเหมือนกับ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย คือ พระเสาร์ทำลายพระอาทิตย์ ตาตำรากล่าวไว้ว่า  “เมื่อถึงคราววิวัตก็จะถึงคราววิบัติโดยฉับพลัน”

              วันพุธ ที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นวันที่ดวงดาวเริ่มเรียงตัว ส่งกระแสสัมพันธ์ถึงกันในทางร้าย จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ผู้มีอำนาจระดับประเทศ  หารือในทางลับเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง วันนี้มีฤกษ์ปฏิวัติรัฐประหารในช่วงย้ำรุ่ง แต่ไม่มีใครกล้าเลือกเพราะมีเกณฑ์ต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิต

              วันพฤหัสบดี ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นวันที่พระจันทร์ย้ายเข้ามาสู่ราศีกรกฎ หมายความว่า ประชาชนมีความรักชาติและยอมรับที่จะมีการปฏิวัติและเปลี่ยนแปลง วันนี้ทั้งวันไม่มีฤกษ์ปฏิวัติ แต่จะไปคาบเกี่ยวกับวันรุ่งขึ้น ในทางโหราศาสตร์นับเป็นวันเดียว

              วันศุกร์ ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นวันนี้ต้องจับตามองมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นวันเดียวที่มีฤกษ์ปฏิวัติรัฐประหารดีที่สุดของปีนี้  และเวลาที่ดีสุด คือ เวลา ๕.๒๐ น. ของเช้าตรู่วันศุกร์ เพราะเวลาดังกล่าวเป็น ๑.เพชรฆาตฤกษ์ (ลักคณากุมพระอาทิตย์) ซึ่งเป็นฤกษ์ที่เด็ดขาด หากทำการปฏิวัติในเวลาดังกล่าวจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ไม่เสียเลือดเนื้อ และ ๒. ดวงดาวที่เป็นดาวประจำตำแห่งรัฐบาลเป็นดาวอับแสง

              อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิวัติรัฐประหารในอดีตเวลาครั้งสำคัญ หลัง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา ฤกษ์ปฏิวัติส่วนใหญ่จะใช้เวลาย่ำรุ่ง ซึ่งหมายถึง เวลาประมาณ  ๕.๒๐ น. -  ๕.๔๘ น. โดยมีคติความเชื่อว่า “เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นจะเป็นฟ้าวันใหม่” หลายครั้งมีการใช้ฤกษ์ดังกล่าวในการก่อการและมักจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง

              นอกจากนี้มีคำทำนายยังระบุด้วยว่า ดวงแม่ทัพนายกองที่จะเป็นผู้นำปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่ใช่ทหารบก แต่จะเป็นทหารอากาศ เพราะมีดวง และเป็นสีที่สามารถล้มรัฐบาลได้ ทั้งนี้ถ้าวันที่ ๙ สิงหาคม ไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร ไปจนถึงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวชนิดที่เรียกว่า “อยู่ยาวตามอัธยาศัย หรือจะครูครบเทอม”

              ประเด็นหนึ่งทีน่าสนใจของคำทำนาย คือ สีเสื้อของผู้ออกมาชุมนุม ในครั้งนี้ผู้ร่วมชุมนุ่มส่วนใหญ่จะใส่เสื้อสีน้ำเงิน หรือ สีฟ้า เพราะเป็นสีกาลกิณีของเสื้อแดง ส่วนอีกสีหนึ่งจะเป็นเสื้อสีชมพู เพราะเป็นสีกาลกิณี  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งนี้เชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าว  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่กล้าใส่ชุดสีชมพูและชุดสีฟ้า เพราะใส่แล้วจะเป็นภัยกับตนเอง แต่จะเลือกใส่ชุด สีแสด สีเทาหรือ สีน้ำตาล เพื่อเสริมสร้างบารมี

              ทั้งนี้การชุมนุมที่ผ่านมานั้น การใส่เสื้อของผู้ร่วมชุมนุมมีความเชื่อทางไสยสาศตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ในกรณีของม๊อบเสื้อเหลืองเป็นสีมหามงคล ทักษิณเกิดวันอังคาร สีเหลืองเป็นกาลกิณีของคนเกิดวันอาคาร จากนั้นมีม็อบเสื้อแดง เกิด เพราะ สีแดงเป็นสีกาลกิณีของสีเหลือง  และ ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ส่วนชายชุดสีน้ำเงินที่เกิดขึ้นระหว่างมีม๊อบสีแดงนั้น เพราะมีความเชื่อว่าสีน้ำเงินเป็นกาลิณีของสีแดง

              เรื่องการประกอบพิธีทำลายดวงเมืองนั้น มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงระยะเวลาใน ๒ เดือที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกอบพิธีไม่ถูกตามจารีตประเพณีและหลักฤกษ์พานาทีตามโบราณ ๒ ครั้ง ครั้งแรก คือ  โครงการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อสร้างความสมานฉันท์และเป็นสิริมงคลแก่ประเทศไทย ที่จัดขึ้นในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ ระหว่างเวลา ๑๔.๒๒-๑๕.๒๒ น. โดยมีวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร กทม.เป็นศูนย์กลาง และวัดที่ร่วมจัดกิจกรรมอีก ๑๘ วัด แม้จะมีวัตถุประสงค์เป็นสิริมงคลแก่ประเทศไทย แต่โหราจารย์หลายสำนัก ต่างให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า “เหตุที่มีการกระทำพิธีในวันดังกล่าวเชื่อว่ามีผู้รู้ดวงชะตาเมืองเป็นอย่างดี"
 
              พระสุทธิธรรม สุทธิญาโณ หรือ พระอาจารย์ต้อม  ศิษย์เอกพระมหาประดิษฐ์ ถิระธัมโม อดีตโหราจารย์ใหญ่ประจำวัดสุทัศน์ฯ กทม. ให้ข้อมูลว่า ในทางโหราศาสตร์เป็นวันที่ห้ามประกอบกิจกรรมมงคลต่างๆ หรือห้ามประกอบการมงคลต่างๆ เนื่องจากเป็นวันมหาอุบาทว์ ตามกาลโยคประกาศมหาสงกรานต์ประจำปี ซึ่งเป็นประกาศที่บ่งบอกว่าฤกษ์ยามในแต่ละวันนั้นวันใดที่เหมาะสำหรับที่จะทำการมงคลหรือกิจการใดๆ เช่น วันพฤหัสบดี เป็นวันธงชัย เหมาะแก่การทำงานมงคลทำทุกอย่าง แต่ต้องขึ้นกับข้างขึ้นข้างแรมด้วย วันอาทิตย์เป็นวันอธิบดี เหมาะแก่การทำงานมงคลทำทุกอย่าง
 
              ในประกาศสงกรานต์ พ.ศ.๒๕๕๖ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า วันพุธเป็นวันมหาอุบาทว์ วันอังคารเป็นโลกาวินาศ ซึ่งหมายความว่า หากกระทำการมงคลใดๆ ภายใน ๒ วันนี้ ก็อาจจะได้รับโชคร้าย โดยในคติความเชื่อของคนโบราณ ใครกระทำการในวันนี้จะมีความทุกข์ ๑๐ ประการ เช่น เสียบุคคลอันเป็นที่รัก จากมิตรกลายเป็นศัตรู เสียทรัพย์สิน มีอุบัติเหตุเภทภัย หากกระทำโดยเป็นหมู่คณะก็จะเกิดการแตกแยก หรือมีอันเป็นในทางร้าย

              ส่วนอีกพิธีทำลายดวงเมือง ครั้งที่ ๒ คือ พิธีเจริญพุทธมนต์ฯ ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อ ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลา๐๕.๓๐ น.ซึ่งตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๓๗๕  ฤกษ์นี้ เป็นฤกษ์มหาสูญ เป็นเพชรฆาตฤกษ์ ซึ่งมิบังควรกระทำการอันเป็นมงคล

              ๑. วันอังคาร เป็นวันโลกาวินาศ ตามกำหนดกาลโยค ประกาศมหาสงกรานต์ประจำปี ๒๕๕๖ ถือว่าเป็นวันห้ามกระทำการมงคล หรือพิธีมงคล

              ๒. เวลา ๐๕.๓๐ น. ลัคนาสถิตย์ราศีเมถุน ประกอบด้วย เพชรฆาตแห่งฤกษ์ ซึ่งเป็นฤกษ์ อัปมงคลเป็นอย่างยิ่ง

              ๓. พระอาทิตย์ ซึ่งมีความหมายว่า   ผู้ใหญ่ มนตรี ประมุข ผู้นำสูงสุดของประเทศชาติ แม้ว่าจะกุมลัคนา แต่ก็เกาะฤกษ์เพชรฆาตเช่นกัน

              ๔. เมื่อพิธีแล้วเสร็จ ลัคนาจะย้ายราศีมาสถิตย์ราศีกรกฎ ทำให้พระอาทิตย์ไปสถิตอยู่ในราศี   เมถุน ซึ่งเป็นภพวินาศแก่ลัคนา ซึ่งทำนายได้ว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมในพิธี จะเกิดความวินาศ ฉิบหาย เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด

              หลักใหญ่ ๆ สี่ข้อห้ามนี้ เป็นข้อห้ามที่ห้ามกระทำการมงคลใด ๆ แม้จะเป็นการถวายเป็น พระราชกุศล

              วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นศูนย์กลาง เป็นพระอารามที่ตั้งอยู่ใจกลางพระนคร เป็นพระอารามชั้นเอก ชนิด ราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของประเทศเพียง ๑ ใน ๖ พระอาราม เป็นพระอารามหลวง ที่บุรพมหากษัตริย์ ได้ทรงสถาปนา ก่อตั้ง และให้ความอุปถัมภ์บำรุง มาโดยลำดับตั้งแต่ต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา

              การกระทำมงคลในสถานที่วัดสุทัศนเทพวรารามนั้น ในฤกษ์อันเลวร้ายในครั้งนี้ ถือว่า ผู้ที่ร่วมกระทำ สั่งกระทำการ มีความไม่หวังดีต่อบ้านเมือง และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสูงสุดของชาวไทยทั้งประเทศ

              สำหนับคำทำนายที่ "คมชัดลึก" ได้มานั้น สอดคล้องกับคำทำนายของ อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ หรือเจ้าของฉายา “โหรฟันธง” ได้ทำนาย "facebook fanpage"เมื่อวันที่ ๒๕  มิ.ย.๒๕๕๖ ได้ทำนายไว้ว่า ในขณะนี้ ดาวเสาร์และดาวราหู โคจรเล็งชะตาเมืองพอดิบพอดี และจะสมาศัพท์ร่วมทั้งราศี ร่วมทั้งองศา ในวันที่ ๖-๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ นี้ โดยประมาณ (ในวันที่ ๗ ตุลาคม องศาของดาวเสาร์และราหู จะสนิทกันที่  ๑๔ องศา ณ ราศีตุลย์)
 
              เหตุการณ์ก่อน และหลังในห้วงช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จะเกิดวิกฤติได้นานาประการ ว่ากันตามจริง ตามทฤษฎี ถ้าเป็นดวงชะตาคน ก็จะถึงกาลแห่งเคราะห์ครั้งใหญ่ บ้านแตกสาแหรกขาด ประสบเหตุเภทภัย ล้มละลายขาดทุน ครอบครัวแตกแยก ต้องคดีความ รวมถึงเจอภัยทางธรรมชาติ ราชภัย โจรภัย
 
              แต่ถ้าเป็นชะตาเมือง ในมุมเกณฑ์อย่างนี้ ก็ต้องวิเคราะห์ถึง กลียุคมิคสัญญี ผู้คนในบ้านเมืองจะแตกความสามัคคี และหันหน้าเข้ามาประหัตประหารทำลายล้างซึ่งกันและกัน ความแตกต่าง นำไปสู่ความแตกแยก บนการปลุกระดม ต่างคนต่างก็อ้างความชอบธรรม และจ้องทำลายล้างบุคคล กลุ่มบุคคล คณะบุคคลที่มีความคิดแตกต่างกันในทางความคิด โดยเฉพาะความคิดความเห็นทางการเมือง ความคิดความเห็นทางศาสนา และความคิดความเห็นทางกฎหมาย และที่สำคัญ
 
              ในมุมของดาวพฤหัสบดี ที่จะเป็นตัวช่วยก็ยังโคจรอยู่ในตำแหน่งเสื่อม คือเป็นประเกษตร ซึ่งในขณะนี้ ดาวพฤหัสบดีบนท้องฟ้า โคจรอยู่ในราศีคนคู่ มีสภาพอ่อนแรง หมดกำลัง ลำพังตัวตนของพฤหัสบดี ก็ยังจะเอาไม่ค่อยจะรอด

              ดาวพฤหัสบดี ตีความถึง กฎหมาย กฎระเบียบ ศีลธรรม ข้าราชการ ระบอบยุติธรรม คุณธรรม จริยธรรม นายแพทย์ ผู้ทรงศีล สมณะชีพราหมรณ์ นักบวช จากวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖  ที่ผ่านมา  ไปถึงมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๗ ดาวพฤหัสบดี อยู่ในอาการที่เรียกว่า ร่อแร่ ร่วงโรย ย่ำแย่

              โดยเฉพาะ ดาวพฤหัสบดีที่โคจรอยู่ในราศีมิถุน ยังโคจรพักร์องศา อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ ๔พฤศจิกายน ๒๕๕๖ - ๑๔ มีนาคม  ๒๕๕๗ นั่นหมายถึง เป็นดับเบิลแย่ของดาวพฤหัสบดี และดาวพฤหัสบดีดวงนี้ ยังหมายถึง ราชการงานแผ่นดิน กลไกงานต่าง ๆ ของรัฐ และราชการ อยู่ในอาการเสื่อม เสื่อมทั้งระบบ และเสื่อมทั้งศรัทธา จากมหาประชาชน

              ในบ้านเมืองมีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เมื่อฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ ย่อมนำไปสู่การปลุกระดม ฝ่ายหนึ่งที่ปลุกระดม ก็จุดไฟในดวงใจ และไฟดวงนี้ ก็จะเป็นไฟของความอาฆาตแค้น พยาบาท มุ่งร้าย อิจฉาริษยา ไฟที่ต้องการให้ได้อย่างใจ ไม่ใช่ไฟแห่งพลังที่นำไปสู่การเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบสร้างสรรค์ ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ก็เกิดความขัดแย้งแตกแยก เป็นไปตามโบราณท่านว่า "สนิมเกิดจากเนื้อในตน" เพราะการมุ่งหาประโยชน์ และการขาดความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และบารมี
 
              เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา "บ้านเมืองเราเรืองรุ่ง กรุงศรีอโยธยาดุจย่อฟ้ามาดิน แต่หาผู้ใดอาสาทำราชการ บริหารแผ่นดิน แล้วจะรักษาเอาไว้ได้" บัด นี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ว่าศัตรูของเรา ไม่ใช่ข้าศึกศัตรู แต่เป็นคนไทยด้วยกันเองนี่แหละ ที่ต่างก็ไม่เคารพต่อกติกา เพียงแค่อ้างคำว่า ประชาธิปไตย

"}])