พระเครื่อง

ไปต่อ  :  บาตรเดียวท่องโลก

ไปต่อ : บาตรเดียวท่องโลก

06 ส.ค. 2556

ไปต่อ : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสฺสโร

             บนสะพานไม้หน้ารูปปั้นหญิงสาวงามที่แหงนหน้ามองดูฟ้าอยู่ในน้ำใสสะอาดทำให้ทะเลสาบแห่งนี้มีสีฟ้าเขียวมรกต มีป้ายเล็กๆ บอกเรื่องราวแห่งความรักอันทุกข์ระทมจากการพลัดพรากคนรักที่ตายไป จนทำให้เธอเสียใจกระทั่งตรอมใจตายกลายเป็นตำนานเล่าขานว่า น้ำตาทำให้ทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน (Blausee)

             ป้ายนั้นยังบอกต่ออีกว่า...ขอให้รูปปั้นสาวงามช่วยเตือนพวกเราเหล่ามวลมนุษยชาติ ให้เรียนรู้ที่จะวางอดีตแห่งความระทม ให้อภัยกับทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแห่งความผิดพลาด พลัดพราก เริ่มต้นวันใหม่ เดินต่อไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่สงบ เป็นโอกาสอันงดงามที่จะแผ่ความสงบสุขให้แก่สรรพสิ่ง และถึงเวลาที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างรู้เท่าทันด้วยความตระหนักรู้

             เดินแล้วหกล้มเป็นเรื่องธรรมดา ขอเพียงแค่ยืนขึ้นแล้วก้าวเดินต่อไป แม้อาจไม่ดีเท่าเดิมในเวลานั้น แต่อีกไม่นานเราจะแกร่งยิ่งขึ้น ในที่สุดแล้วเราจะถึง ณ ที่หมายปลายทางแห่งความตั้งใจ จุดหมายของเรากับของใครๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดียวกันหรือเหมือนกัน ไม่ควรท้อแท้ต่อโชคชะตา ไม่มีฟ้าที่ไหนมาลิขิตมาบันดาล นอกจากการกระทำของเรา

             ลองสังเกตดูดีๆ ที่ล้มอาจจะไม่ใช่เพราะหลุมหรือก้อนหิน แล้วจะโทษใครถ้าเราไม่มีใจอยู่กับการเดิน ถึงแม้มองดีแล้วก็ยังล้มเพราะเราอาจมีกำลังไม่พอ เราจึงควรรู้จักกำลังของตน ไม่ต้องไปเป็นเหมือนใคร เปรียบเทียบกับใครทำให้ทุกข์ใจไปทุกเรื่อง

             ทุกชีวิตผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาด้วยกันในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถคิด ทบทวน พิจารณานำอดีตที่ผิดพลาดมาเป็นโอกาสแห่งการเติบโต เพื่อที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ด้วยการฝึกฝนกำลังอย่างไม่ย่อท้อและเดินแต่ละก้าวด้วยความตระหนักรู้ ยอมรับ ขอบคุณความผิดพลาด ไม่จมอยู่กับความผิดพลาด น้อยเนื้อต่ำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการไม่รัก ทำร้าย และทำลายตัวเองอย่างสาหัสที่สุด

             แล้วเราจะเห็นว่าไม่เคยมีความผิดพลาดใดๆ ทั้งหมดคือการเรียนรู้ เมื่อรู้ก็ควรที่ปล่อยวางสิ่งที่รู้ สัมผัส จะทำให้ใจไม่ทุกข์ และสุขก็จะอยู่ ณ ตรงนั้นเสมอ

             เราอาจเคยล้มเพราะคนอื่นทำให้เราล้ม แต่มีประโยชน์อะไรเล่า ที่จะโทษ ด่าว่าเขาเพราะเราเป็นคนล้ม เป็นคนเจ็บ ต้องกลับมาดูแล รักษาตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สุดท้ายเราเองก็ต้องลุก เดินต่อไป ที่เราทุกข์มากเพราะหวังพึ่งและโทษคนอื่น ยิ่งด่าว่า โกรธเขา อาฆาตแค้นเขา ทำร้ายเขาตอบ ขุดคุ้ยเรื่องร้ายๆ มาด่า ว่ากัน มองให้ลึกซึ้งแล้ว ไม่ทำให้เราดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เราเองกลับทุกข์ใจ ไร้ซึ่งความสงบมากยิ่งขึ้นทวีคูณ ใจที่มีความรุ่มร้อน โกรธแค้นอาฆาต อิจฉาริษยาเป็นใจที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เหมือนเอาน้ำร้อน เอาไฟรดตัวเอง สาดใส่กัน มีแต่เจ็บและเจ็บไม่มีจุดจบ

             ความสุขสงบ คือจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายความสุขทั้งปวง เมื่อเราสามารถดำรงอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มเปี่ยม ไม่เพียงแต่อดีตที่ไม่ปรากฏ อนาคตคือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่ทำให้เราต้องกลุ้มกังวล เครียด คาดหวัง ถ้าเราเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นเช่นนั้นกับปัจจุบันอย่างแท้จริง ความสุขจะค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปธรรม

             พยายามดึงใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่กระทำ พูด หรือแม้แต่คิด ความคิดเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคิดเห็นถูก การกระทำก็ถูก ไม่มีอะไรทำให้เราต้องทุกข์ใจไปมากกว่าเดิม เพราะเรารู้ มีท่าทีกับบุคคล สิ่งของ สถานการณ์ต่างๆ อย่างเป็นกลาง และพร้อมจะปล่อยวางทุกท่าที เพื่อรักษาใจที่สงบ ไม่ยึด ไม่เปรียบเทียบ เข้าใจเหตุปัจจัยที่เกื้อกูลให้ปรากฏ ดำรงอยู่ และดับไป

             น้ำตาแห่งความระทมแปรเปลี่ยนเป็นสายฝนที่ฉ่ำเย็น

             เขาไม่ได้ทำให้เราทุกข์ เราเองต่างหาก วางไม่ลง

             ใจมีทุกข์ สุขจึงไม่ปรากฏ

"}])