พระเครื่อง

DSIไม่เชื่อ!'สมีคำ'สลัดคราบพระ

DSIไม่เชื่อ!'สมีคำ'สลัดคราบพระ

29 ก.ค. 2556

DSIไม่เชื่อ!'สมีคำ'สลัดคราบพระ แฉอีก'เณรคำ'ซุกคฤหบดีไทยเหนือเมืองแอลเอ ขณะที่'เจ้าของบริษัทรถหรู'ยันขายรถ40ล.ให้'สมีคำ'

               29 ก.ค.56 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า อดีตพระเณรคำ ได้แอบไปทำประกันชีวิตแบบเงินออม วงเงินสูงถึง 500 ล้านบาทนั้น ตนได้สั่งตรวจสอบที่มาของข่าวดังกล่าวว่า เป็นความจริงหรือไม่แล้ว ซึ่งตรวจสอบไม่ยาก เพราะต้องมีบริษัทรับประกันภัย ขอเวลาอีกระยะน่าจะทราบผล

               ด้าน นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์  หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์คดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องที่ศิษย์ของอดีตพระฉาว บอกว่า ได้สึกจากความเป็นพระที่สหรัฐ เพื่อขอเป็นผู้ลี้ภัยในสหรัฐนั้น เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะไม่เห็นประโยชน์การกระทำเช่นนั้นว่า ทำแล้วจะได้ลี้ภัยจริงหรือไม่ เพราะคดีนี้เป็นคดีอุฉกรรจ์ ไม่ใช่คดีทั่วไปและเชื่อว่าคงไม่มีประเทศไหนกล้าที่จะให้อดีตพระรูปนี้ลี้ภัยแน่ ดังนั้นกระแสข่าวนี้น่าจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อบิดเบือนประเด็นมากกว่า

              ขณะที่ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยว่า ยังคงอยู่ในขั้นตอนการประสานความร่วมมือซึ่งล่าสุดได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอไปประสานข้อมูลกับทางการประเทศสหรัฐฯแล้วโดยสหรัฐฯได้แจ้งว่า ได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมายจับและการเพิกถอนหนังสือเดินทางแล้ว หลังจากนี้คงต้องให้เวลาสหรัฐฯในการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งกรณีของประเทศไทยจะเกี่ยวข้องกับ พรบ.คนเข้าเมือง ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถดำเนินการได้ แต่ในสหรัฐฯอาจมีความแตกต่าง เพราะต้องผ่านการเสนอข้อมูลให้ศาลไต่สวนก่อน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการขอตัวกลับมาดำเนินคดีมากขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ ในการประสานขอความร่วมมือกับสหรัฐฯดีเอสไอได้ขอให้ช่วยตรวจสอบถิ่นที่อยู่ ด้วย

              "ดีเอสไอประสานไปยังตำรวจสากลเพื่อจับตาการเคลื่อนไหว หากจะมีการเดินทางผ่านสายการบินจะทราบข้อมูลได้ทันที ส่วนการขอลี้ภัยเป็นพลเมืองสหรัฐฯนั้น ตนเชื่อว่าสหรัฐฯต้องมีการตรวจสอบกลั่นกรองข้อมูลหลายด้านประกอบกัน แม้อดีตพระเณรคำจะมีทรัพย์สินและบ้านพักที่สหรัฐฯแต่ตนเชื่อว่าการขอลี้ภัย เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีเงื่อนไขที่เหมาะสม การลี้ภัยคงไม่สามารถทำได้ทุกกรณี เช่น กรณีอดีตพระเณรคำที่มีหมายจับทั้งคดีฉ้อโกงประชาชน คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิง และคดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นความผิดสากล ไม่อยู่ในข่ายที่จะขอลี้ภัยได้ ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าจะได้ตัวอดีตพระเณรคำกลับมาดำเนินคดีแน่นอน" พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าว

 

 

เร่งสอบปมฟอกเงิน หลังพบเบาะแส"ลูกศิษย์"ใกล้ชิด"สมีคำ"ซื้อประกันชีวิต 500 ล.



               พ.ต.อ ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า มีแหล่งข่าวแจ้งข้อมูลเบาะแสมาให้ชุดสืบสวนของดีเอสไอทราบว่า ลูกศิษย์คนสนิทของอดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือนายวิรพล สุขผล (หลวงปู่เณรคำ) เป็นนายหน้าไปซื้อประกันตามแหล่งต่างๆโดยเฉพาะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา จ.อุบลราชธานี เป็นประเภทประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการทยอยซื้อจากหลายๆ คน คนละหลายๆครั้ง ตั้งแต่ละครั้งละ 10-20 และ 50 ล้านบาท จนมียอดรวมวงเงินประกันสูงถึง 500 ล้านบาท ซึ่งดีเอสไอจะต้องตรวจสอบหาความเชื่อมโยงของเครือข่ายลูกศิษย์นายวิรพลว่า นำเงินจากรายได้ใดไปซื้อประกันภัยวงเงินสูง มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง และมีการยักย้ายถ่ายเทไปอยู่ที่ใครบ้าง

                พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวต่อว่า ขั้นตอนต่อไปดีเอสไอจะเชิญเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีฯมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทประกันภัยและการซื้อประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ของบุคคลดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่า เจ้าหน้าที่ขายประกันของธนาคารต้องจ่ายคอมมิชชั่นให้ลูกศิษย์ของอดีตพระเณรคำ 160,000 บาท ต่อยอดซื้อประกัน 1 ล้านบาท แต่ไม่ได้เชิญมาพบในฐานะผู้ต้องหา เพราะการซื้อประกันภัยของธนาคารถือเป็นหน้าที่ของพนักงานที่จะต้องขายประกันอยู่แล้ว จริงๆก็ไม่ทราบว่าพวกดารา ศิลปิน ที่มีรายได้มากๆจะมีใครซื้อประกันในวงเงินสูงขนาดนี้หรือไม่ จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะการซื้อประกันภัยแบบออมทรัพย์ถือเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการวางแผนที่ดีของกุนซือและมีการทำอย่างเป็นขบวนการ

                พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอได้ออกหมายเรียกให้นายสุขุม วงประสิทธิ และพ่อแม่และพี่น้องนายวีรพล เข้าให้ปากคำในวันที่ 31 ก.ค.นี้ว่า ถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อมายังดีเอสไอว่าจะเข้าให้การหรือไม่ ซึ่งดีเอสไอต้องการให้เข้ามาให้ข้อมูลในสำนวน ซึ่งจะเป็นผลดีกว่าการให้สัมภาษณ์หรือการแถลงข่าวรายวัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการแจ้งความของนายสุขุมต่อตำรวจกองปราบและหากพบว่า มีการแจ้งความเท็จก็จะแจ้งความดำเนินคดีกลับทันที

 

               


"อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม"แฉ"สมีคำ"ซุกคฤหบดีไทยเหนือเมืองแอลเอ

 

               ขณะเดียวกันเว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมของของพระมหานรินทร์ นรินฺโท พระจำอยู่ที่วัดในรัฐเท็กซัสประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานกรณีกระแนข่าวเณรคำสลัดคราบพระพร้อมกับแสดงความเห็นความว่า "ไม่มีกรีนคารด์และอยู่ในประเทศอเมริกาไม่ต่อเนื่องกันนานถึง 5 ปี อย่างไรก็ไม่มีสิทธิ์เป็น ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่เณรคำจะสึก เพราะถ้าสึกก็จะสูญเสียสถานะ "ผู้ลี้ภัยทางศาสนา" เหมือนอาจารย์ยันตระ และถ้า "นุ่งกางเกง" เมื่อใด ก็จะหมดเอกสิทธิ์คุ้มครองทันที นี่คือหัวใจของการต่อสู้ แล้วเรื่องอะไรจะสึกให้โง่ ดังนั้น ต่อให้เอาช้างมาลาก เณรคำก็ไม่ยอมถอดจีวรหรอก ข่าวศรีสะเกษระบุว่า "เณรคำสึก" แต่ข่าวแถวๆ แอลเอกลับบอกว่า "เณรคำยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองดูแลของคฤหบดีไทยท่านหนึ่ง เหนือเมืองแอลเอขึ้นไป และการขออเมริกันซิติเซ่นไม่ใช่เรื่องง่าย"

               อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมได้เปิดเผยเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์หลวงปู่เณรคำดอทคอมที่เปิดไปแล้ว

 

ข่าว"สมีคำสึก"กระหึ่มที่พักสงฆ์ขันติธรรมเหงา

              นายวิรอด พรรณนา ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนา จังหวัดศรีสะเกษ  เปิดเผยว่า จากที่มีข่าวว่าอดีตพระวิรพลได้ขอลาสิกขาจากการเป็นพระไปแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ในความเป็นจริงตามมมติของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษในการสอบอธิกรณ์ลงโทษพระวิรพลให้หมดสภาพจากการเป็นพระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 อันเนื่องมาจากการเสพเมถุน และดื้อแพ่งขัดคำสั่งของคณะอุบลราชธานี ที่มีคำสั่งให้เดินทางมารายงานตัว เพื่อรับการสอบอธิกรณ์ยังต้นสังกัด แต่ข่าวการลาสิกขาบทก็ถือเป็นหนึ่งของการปฎิบัติตนเพื่อให้หมดจากคำครหา และพ้นจากการกระทำที่ผิดกฎหมายกรณีที่แต่งกายคล้ายพระ และการแอบอ้างตัวในการเป็นพระเท่านั้น เป็นการลาสิกขาที่ไม่มีผลใดใดต่อทางพระพุทธศาสนา แต่จะมีผลทางจิตใจที่ยอมลาสิกขาบทแต่โดยดี  
    
              ขณะเดียวกันได้รับการประสานจากหัวหน้าเจ้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ว่า ขณะนี้ได้มีพระที่เดินทางไปยังอยู่ต่างประเทศพร้อมๆ กับอดีตพระเณรคำ และได้เดินทางกลับมาแล้ว 6 รูป ตอนนี้ไม่ทราบว่าไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้าง ขณะนี้ได้ประสานไปยังเลขาเจ้าคณะจังหวัด ที่จะได้สอบสวน ติดตาม สอบประวัติพระทุกรูปที่จำพรรษายังวัดและที่พักสงฆ์ทุกแห่งในจังหวัดศรีสะเกษ หากพบว่าพระสงฆ์ที่เดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับอดีตพระเณรคำ ก็จะได้ติดตามนำมาสอบถามข้อเท็จจริงว่า อดีตพระเณรคำลาสิกขาจริงหรือไม่ และขณะนี้พักอยู่ที่ใด
    
              นอกจากนี้พระทุกรูปที่เดินทางกลับมาสังกัดวัดใด ในการยื่นขอหนังสือเดินทางไปยังต่างแดน ปฎิบัติถูกต้องตามพระวินัยสงฆ์หรือไม่ ที่ทำเช่นนี้เพราะเป็นการจัดระเบียบสงฆ์ มิให้เกิดปัญหาใดใดในโอกาสต่อไปด้วย  
    
              สำหรับบรรยากาศที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม บ้านยาง ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ พระลูกศิษย์อดีตเณรคำยังเก็บตัวเงียบที่ชั้นบนสุดของกุฎิ ไม่ยอมเดินลงมาพบปะญาติโยม ส่วนแม่ครัวที่เคยทำอาหารถวายพระที่เคยมีอยู่นับสิบคน ขณะนี้เหลือเพียง 3 คน โยมผู้ชายที่เคยมาช่วยงานที่วัดประจำทั้งช่วงที่มีงาน และไม่มีงาน ราว 20 คน ขณะนี้เหลือเพียง 2 คนเท่านั้น เพราะเรื่องราวต่างๆ เริ่มชัดขึ้นและเณรคำไม่เดินทางกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้ แน่นอน

              พระครูธรรมธรคำไข โสภาจาโร ที่ปรึกษาพระเลขาเจ้าคณะจังหวัด(ธ) กล่าวว่า พยายามที่จะสื่อสารบอกว่าไปถึงพระลูกวัดของอดีตพระเณรคำ ว่า ตนเองมาอยู่ที่พักสงฆ์นี้เพียงลำพังองค์เดียว ไม่ได้ยกทีมงานพระมาแต่อย่างไร ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการที่จะช่วยดูแล สร้างความสงบเรียบร้อยแก่พระทุกองค์ที่อยู่จำพรรษาภายในที่พักสงฆ์แห่งนี้ ซึ่งพระสงฆ์ที่อยู่ที่วัดแห่งมาก่อนจัดให้ตนอยู่ตรงไหนตนก็อยู่ ไม่เคยเรียกร้อง และไม่เคยที่จะก้าวล่วงเดินขึ้นไปตรวจสอบชั้นบนกุฎิชั้น 3 แต่อย่างใด

              "ทรัพย์สินภายในวัดป่าขันติธรรม หากเป็นของของใครก็มาขนเอากลับไปได้ แต่ต้องแจ้งกับมัคทายกวัด เพราะอาตมาไม่ทราบว่าข้าวของของใครบ้าง รวมทั้งหากญาติๆ ของอดีตพระเณรคำ จะมาขนข้าวของใช้ส่วนตัวที่โยมถวายก็ได้ แต่หากสิ่งใดโยมถวายวัดก็ควรที่จะเก็บไว้เป็นของส่วนรวมที่วัด ส่วนองค์พระแก้วจะเป็นหยก หรือเป็นอะไร ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ขอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองจะดำเนินการตามกฎหมายไป" พระครูธรรมธรคำไขกล่าว
 

 

               
"เจ้าของบริษัทรถหรู"แจง"ดีเอสไอ"ยันขายรถมายบัค-ปอร์เช่-บีเอ็ม มูลค่า 40 ล้านให้ "สมีคำ"

 

               นายพัฒนกิจ มีสา กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็นเอส สปีด ออโต้เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด พร้อมทนายความเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงกรณีการขายรถยนต์หรู 3 คัน ให้กับนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) ซึ่งมีภาพรถยนต์จอดอยู่ในโรงเก็บรถของสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมว่า ตนต้องการเข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการชี้แจงเอกสารและข้อมูลการขายรถให้กับอดีตพระเณรคำ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทของตนได้ขายรถยนต์ให้กับอดีตพระเณรคำ 3 คัน มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ได้แก่ รถยนต์เบนซ์ มายบัค รุ่น 62S บีเอ็มดับเบิ้ลยู รุ่น X6 และรถยนต์ปอร์เช่ รุ่นคาร์เยนร์ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ยึดคืนรถยนต์ทั้ง 3 คันกลับคืนมานานกว่า 3 ปี เนื่องจากอดีตพระเณรคำไม่ผ่อนชำระค่างวดรถยนต์ตามกำหนด

                นายพัฒนกิจ กล่าวอีกว่า อดีตพระเณรคำเป็นผู้มาติดต่อซื้อรถที่บริษัทด้วยตนเอง ระหว่างการเดินทางมารักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ โดยเดินทางมาเป็นขบวนรถยนต์ใหญ่โต ในการทำสัญญาซื้อรถมายบัคได้วางเช็คเป็นเงินดาวน์ 2 ล้านบาท และตกลงว่าจะผ่อนส่งเดือนละ 1 ล้านบาท แต่ผ่อนไปเพียง 8 งวดก็ขาดส่ง บริษัทจึงติดตามไปขอรถยนต์คืน ส่วนรถหรูอีก 2 คัน ก็วางเงินดาวน์คันละ 2 ล้านบาท และตกลงจะผ่อนชำระเดือนละ 1 ล้านบาทเช่นกัน แต่เมื่อขาดส่งบริษัทจึงยึดคืน โดยอดีตพระเณรคำก็ยอมคืนรถแต่โดยดี

                ผู้สื่อข่าวถามว่า พระไม่มีรายได้เหตุใดจึงยอมทำสัญญาซื้อขายรถราคาแพงให้ถึง 3 คัน นายพัฒนกิจ กล่าวว่า ตนก็ไม่เห็นด้วย แต่เป็นการทำสัญญาผ่อนชำระกับบริษัทโดยตรง ยืนยันว่าบริษัทไม่ใช่ญาติโยม ไม่ใช่ลูกศิษย์ และไม่ได้ถวายรถยนต์ให้อดีตพระ แต่ในการติดต่อซื้อขายมีลูกศิษย์ในขบวนที่เป็นครูอาจารย์เป็นผู้ติดต่อ และทราบว่าขณะซื้อขายรถอดีตพระมีชื่อเสียง จึงคิดว่าพระซื้อรถยนต์ไปเพื่อใช้กิจของสงฆ์ แต่เมื่อไม่ได้ใช้รถยนต์จึงยอมให้ยึดคืน เช่น ปอร์เช่ คาร์เยนร์ซึ่งผ่อนส่งเพียงแค่ 2 งวดเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อยึดรถทั้ง 3 คันกลับคืนบริษัทก็ไม่ได้ขายรถยนต์คันอื่นๆ ให้กับอดีตพระเณรคำอีก

                

              

"}])