
DSIติดตามพระ6รูปแยก'สมีคำ'กลับไทย
'ดีเอสไอ'ติดตามพระ 6 รูป หลังแยกคณะ'สมีคำ'กลับไทยตั้งแต่ 20 มิ.ย. ส่วนรถหรู'โรส์ลอยซ์'พบเบาะแสถูกย้ายเข้ามาหลบใน กทม.
25 ก.ค.56 พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีอดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือนายวิรพล สุขผล (หลวงปู่เณรคำ) ว่า ขณะนี้ พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างติดต่อนายสุขุม วงประสิทธิ์ ลูกศิษย์ใกล้ชิดอดีตพระเณรคำ เพื่อให้นำตัวนายสุริ สุขผล น้องชายนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ ที่อ้างว่า เป็นคนในภาพถ่ายร่วมหลับนอนกับสีกา และพยานที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนโดยเร็ว พร้อมกับตรวจดีเอ็นเอนายสุริ ตามที่ประกาศไว้ว่าพร้อมให้ตรวจสอบ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนจะเร่งเรียกสอบปากคำพระ 6 รูปที่ร่วมคณะกับอดีตพระเณรคำ ไปสหรัฐอเมริกาแต่เดินทางกลับมาก่อนแล้ว ได้แก่ พระฐกฤต โสรี ที่กลับมาเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา และอีก 5 คนที่กลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. คือ พระอภิรักษ์ ทันงาม พระสุทธิ จรัมพรสกุล พระเสียน มีมัน พระสมใจ จำนงค์ และพระไกรศักดิ์ ปากวิเศษ มาสอบปากคำโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการข่าวพบว่า ทั้ง 6 รูปซึ่งใกล้ชิดอดีตพระเณรคำ หลังจากเดินทางกลับเข้าไทยก็แยกย้ายกระจัดกระจาย โดยไม่กลับเข้าวัดต้นสังกัด
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฎิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวถึงการตรวจสอบรถยนต์ที่มีอยู่ในความครอบครองของอดีตพระวิรพลว่า จนถึงขณะนี้พบรถยนต์ที่นายวิรพลมีชื่อเป็นผู้ครอบครองแล้ว จำนวน 80 คัน ซึ่งรถส่วนใหญ่ได้ถูกแจกจ่ายไปอยู่กับพระผู้ใหญ่ในพื้นที่ไว้ใช้ในกิจการสงฆ์ ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ก็ต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ส่วนรถโรส์ลอยซ์ 3 คัน ที่มีผู้แจ้งเบาะแสว่าพบจอดอยู่ในโรงรถภายในสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ นั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนทราบเบาะแสรถทั้ง 3 คันแล้ว โดยรถยนต์ทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาเก็บไว้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยและขณะนี้พนักงานสอบสวนยังอยู่ในขั้นตอนประสานกับเจ้าของรถทั้ง 3 คันนี้ที่ผู้ขายให้กับนายวิรพลเพื่อมาให้ปากคำและส่งรถทั้งหมดมาตรวจสอบ ส่วนรถยนต์เบนซ์ มายบัค ที่นายวิรพลซื้อมาในราคาเพียง 20 ล้านบาทนั้น พนักงานสอบสวนได้นัดให้เจ้าของรถมายบัคคันนี้มาพบให้ข้อมูลในวันจันทร์ที่ 29 ก.ค.นี้ก่อนจะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษและอุบลฯ อีกครั้ง
"กรมศิลป์"เผยผลพิสูจน์ หยกสร้างพระแก้วมรกต"สมีคำ"ของเก๊ ชี้ มีคุณคล้ายหินอ่อนหินปูน
นายขจร มุกมีค่า ผอ.สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี กล่าวว่า จากการที่สำนักศิลปากรฯได้นำชิ้นส่วนหินที่อดีตหลวงปู่เณรคำอ้างว่า เป็นหินหยก นำมาสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ณ สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม นั้นขณะนี้ คณะผู้วิเคราะห์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งมี ผศ.ดร.อุดม ทิพราช เป็นหัวหน้าคณะ ได้ส่งผลการตรวจสอบโดยใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ของหินดังกล่าวมาให้ตนแล้ว พบว่า หินนี้ไม่ใช่หยก โดยได้มีการนำไปเผาไฟ ปรากฏว่า หินชนิดนี้ถูกทำลายด้วยไฟ และยังพบว่า เมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับกรด ได้เกิดฟองก๊าซ และมีเกิดการกัดกร่อนอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ เมื่อนำไปขูดหรือขัดด้วยกระจก และโลหะ หินตัวอย่างเกิดร่องและสึกหรอได้ง่าย แสดงให้เห็นว่า หินชนิดนี้ไม่มีคุณสมบัติของหยก แต่มีลักษณะคล้ายหินอ่อนและหินปูนมากกว่า ซึ่งหากเป็นหินหยกแท้ จะไม่เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวข้างต้นขึ้น
“ก่อนหน้านี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประสานมายัง สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ให้ช่วยสรุปผลการตรวจสอบหินที่อ้างว่าเป็นหยกทั้งหมด เพื่อนำไปประกอบการสืบสวน กรณีของอดีตหลวงปู่เณรคำ ซึ่งตอนนี้เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ผมได้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้ทางอธิบดีกรมศิลปากร และดีเอสไอ รับทราบ ในการใช้ประกอบการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป”นายขจร กล่าว



