
'ทุกข์'นั้นสำคัญไฉน?
'ทุกข์'นั้นสำคัญไฉน? : สุทธิชัย หยุ่น
“ทุกข์” คำเดียวช่างทำมีผลต่อชีวิตมนุษย์เรามากมายได้เพียงนี้
คำนี้คนเดียวทำสามารถทำลายชีวิต, ทำลายโลก, ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้
เพราะทุกข์หมายถึงความเจ็บปวดทรมาน, ความเครียด, ความขัดแย้ง, ความย่ำแย่, ความน่าเกลียดน่ากลัว, ความชั่วร้าย, ความไม่พึงพอใจ
ทุกข์มากับโศก, และโศกตามมาด้วยความสลด
ฉะนั้น, ใครต่อใครในโลกนี้จึงดิ้นรนพยายามจะหาทาง “ดับทุกข์”
บ้างก็ไหว้พระ, ทำบุญ, บ้างก็ขอน้ำมนต์, บ้างก็เข้าหาไสยศาสตร์, บ้างก็นึกว่าถ้าโยนบาปให้คนอื่นแล้วตนจะพ้นทุกข์, และอีกบางคนก็แก้ปัญหาด้วยการเด็ดชีวิตตัวเองเสีย
วันก่อน, ผมอ่านหนังสือชื่อ “มองชีวิตและสังคมด้วยความว่าง” ของสันติกโรที่แปลโดยคุณชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เขียนถึงชีวิตของท่านพุทธทาสและกล่าวถึงหลักคิดแห่งการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้าแล้ว, ก็เริ่มเข้าใจว่า “ทุกข์นั้นสำคัญไฉน”?
ถ้าถามว่าหากจะเลือกคำสอนของพระพุทธองค์ที่สำคัญที่สุดข้อเดียวคืออะไร, ท่านก็จะบอกว่าคือเรื่องทุกข์นี่แหละ
อาจารย์สันติกโรเขียนว่าพระพุทธเจ้าเองได้ทรงประกาศและชี้ชัดถึงความมุ่งหมายและขอบเขตของคำสอนของพระองค์ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย, แต่ก่อนนี้ก็ดี, เดี๋ยวนี้ก็ดี, เราบัญญัติเฉพาะเรื่องทุกข์กับเรื่องความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น...”
พุทธทาสภิกขุก็ได้ตอกย้ำถึงพุทธพจน์นี้อยู่เสมอ
การหาทางพ้น “ทุกข์” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามจะดิ้นรนให้พ้นตลอดชีวิต แต่น้อยคนนักที่จะยืนยันได้ว่าสามารถหาทางพ้นทุกข์อย่างถาวรหรือมีสูตรสำเร็จได้
ท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี่แหละที่ทำให้คนทุกข์, ทุกข์น้อยลงหรือพ้นทุกข์ได้หากทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน
หากจะดับทุกข์ให้เด็ดขาดนั้น อาจารย์พุทธทาสภิกขุบอกว่าต้อง “ลด, ละ, เลิก” ซึ่งความเห็นแก่ตัว และการยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น
ถ้าทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง, จะมีเงินมากเท่าไหร่, จะมีอำนาจใหญ่โตเพียงใด, จะมีตำแหน่งแห่งหนน่าเกรงขามอย่างไร, ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์
เพราะทุกข์ไม่ได้หายไปพร้อมกับตำแหน่ง, อำนาจหรือเงิน
ตรงกันข้าม, คนใดยิ่งมีเงินเยอะ, แสวงหาอำนาจและบารมีมาก, ก็ยิ่งจะเพิ่มพูนความทุกข์มากขึ้นตามลำดับ, ก็จะยิ่งตกอยู่ในฐานะที่จะต้องทุกข์หนักขึ้นกว่าคนธรรมดาเสียอีก
อาจารย์พุทธทาสบอกว่าถ้าเราไม่รู้สึก, ไม่คิดว่าสิ่งใด ๆ ในจักรวาล, รวมถึงจิตสำนึกของตัวเราเองด้วยนั้นเป็น “ตัวกู” หรือ “ของกู” ความทุกข์ก็หมดไป
ความทุกข์หมดหมายถึงไม่มีการเกิด, ไม่มีการตาย
ท่านบอกด้วยว่าสังคมจะสันติได้นั้นขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมไม่เห็นแก่ตัว, เลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ผมชอบที่ท่านสันติกโรเขียนว่าสำหรับพุทธทาสภิกขุแล้วไม่มีอะไรในศาสนาพุทธสำคัญกว่าเรื่องทุกข์และการดับทุกข์
“สำหรับท่านแล้ว, อะไรก็ตามที่ดับทุกข์ได้ล้วนเป็นพุทธศาสนาทั้งสิ้น...”
นี่คือสัจจะที่ทำให้ผมเข้าใจได้อย่างชัดแจ้ง...โดยที่ไม่ต้องท่องบนคัมภีร์หรือคำสอนหนัก ๆ ที่บ่อยครั้งสติปัญญาน้อย ๆ ของเราไม่อาจจะนำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้
เมื่อมีผู้ถามอาจารย์พุทธทาสว่าอะไร “ดี” อะไร “ถูกต้อง”? ท่านจะถามกลับง่าย ๆ ชัด ๆ ว่า
“แล้วมันดับทุกข์หรือไม่?”
ความหมายก็คือว่าถ้าอะไรดับทุกข์ได้, นั่นแหละคือสิ่งที่ “ดี” และ “ถูกต้อง”
อะไรที่ดับทุกข์ไม่ได้หรือเพิ่มทุกข์เพิ่ม “ความหนัก” ให้กับจิตใจ, ไม่ว่าจะพูดจาให้ไพเราะหรือเรียกมันด้วยถ้อยคำสวยหรูเพียงใด, ก็ไม่ดีและไม่ถูกต้องเป็นแม่นมั่น
ดังนั้น, “ทุกข์” จึงเป็นดัชนีใหช้ตรวจสอบทุกความคิดทุกประสบการณ์
พูดภาษาชาวบ้านก็คือว่าสิ่งใดที่ยังมีทุกข์อยู่, สิ่งนั้นก็ไม่ถูกต้อง
แต่หากสามารถพบความไม่มีทุกข์, สิ่งนั้นก็ “ใช่” และ “ถูกต้อง” อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง
ก็ย่อมจะมีคำถามต่อว่า, ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าชีวิตที่ปราศจากความทุกข์คือชีวิตอันพึงแสวงหา, คำถามต่อมาก็คือว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อ “ดับทุกข์” หรือลดระดับของความทุกข์นั้นเสีย
อาจารย์พุทธทาสยกคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าหากจะดับทุกข์ก็ต้องเข้าใจบทสรุปบทเดียวจากคำสอนของพระองค์ท่าน
นั่นคือก็ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่พึงยึดมั่นคือมั่นว่าเรา, ว่าของเรา...”
คำสอนมีสั้น ๆ เท่านั้นแหละ
แต่ทางปฏิบัติทำได้ยาก (เป็นบ้า)
และนั่นแหละคือสิ่งที่ท้าทายคนไทยที่อ้างว่านับถือศาสนาพุทธทั้งหลายทั้งปวงว่ามีความเข้าใจในเนื้อหาสาระแก่นแท้ของคำสอนของพระองค์ท่านแค่ไหน
เพราะที่เห็นอยู่วันนี้, คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนนั้นไม่ได้เข้าใจหรือพยายามจะเข้าใจคำสั่งสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธเท่าไหร่
ตรงกันข้าม, กลับพยายามจะยึดมั่นถือมั่น, เข้าวัดก็จะสร้างเรื่อง “ยึดมั่นถือมั่น” มากขึ้นกว่าเดิมอีก, ต้องอาจารย์ท่านนี้, ต้องอาจารย์ท่านนั้นจึงจะแม่น, ต้องเข้าใกล้พระรูปนี้รูปที่ดังจึงจะเท่และคุยโอ้อวดกับใครต่อใครได้
สำหรับบางคน, ยิ่งเข้าวัด, เข้าไหว้พระ, ยิ่งสร้างการ “ยึดมั่นถือมั่น”
ดังนั้น, ท่านพุทธทาสจึงสอนว่าเราสามารถเข้าใจ “ทุกข์” ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจเรื่องการยึดมั่นถือมั่นหรือ “อุปาทา
น” เท่านั้น
สรุปว่าการดับทุกข์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อการยึดมั่นถือมั่นสิ้นสุดลงเท่านั้น
ยึดอะไรอยู่, ถืออะไรอยู่ก็ยังเป็นทุกข์
วางมันลงเสีย, เพราะทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ และทุกอย่างย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายทั้งปวง
วางลงได้เมื่อไหร่, ความทุกข์หายไปเมื่อนั้น
รู้แล้วหรือยังว่า “ทุกข์” นั้นสำคัญไฉน?



