พระเครื่อง

'น้องชายสมีคำ'ออกโรง!รับนอนคู่สาว

'น้องชายสมีคำ'ออกโรง!รับนอนคู่สาว

23 ก.ค. 2556

'ลูกศิษย์'แถลงปมรูปถ่าย'เณรคำ'นอนอยู่กับผู้หญิง แท้จริงแล้วเป็นรูปถ่ายของน้องชาย'สมีคำ' ด้าน'ธาริต'ส่งหมายจับ'สมีคำ'ให้สหรัฐฯพิจารณาถอนวีซ่า

               เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 กรกฎาคม นายสุขุม วงษ์ประสิทธิ์ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม พร้อมด้วย นายเริงศักดิ์ กำธร ลูกศิษย์อดีตพระเณรคำ หรือนายวิรพล สุขผล นำตัวญาติพี่น้องของอดีตพระเณรคำ แถลงต่อสื่อมวลชนถึงรูปถ่ายที่ถูกกล่าวหาว่า อดีตพระเณรคำนอนอยู่กับผู้หญิง แท้จริงแล้วเป็นรูปถ่ายของน้องชายพระเณรคำ คือ นายสุริ สุขผล เมื่อครั้งที่บวชเป็นเณรอยู่ที่วัดเดียวกัน

              โดยทางนายสุริ อ้างว่า ตนเองบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยบวชอยู่กับหลวงปู่เณรคำ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งตนเคยนำรถของหลวงปู่เณรคำไปล้างแล้วแอบขโมยไปรับผู้หญิงคนในรูปก่อนที่จะพากันไปหลับนอนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.ศรีษะเกษ แต่ตนไม่รู้ว่าใครเป็นคนแอบถ่ายรูป ที่ตนออกมารับสารภาพวันนี้ก็เนื่องจากเกิดความสงสารหลวงปู่เณรคำที่ถูกใส่ร้ายจนทำให้เสียชื่อเสียง

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไม่พึ่งออกมายอมรับผิดทั้งที่เรื่องผ่านมานานแล้ว นายสุรี ตอบว่า ตนเองพึ่งสำนึกได้ว่าทำความผิดอย่างมากจนทำให้คนเข้าใจผิดหลวงปู่เณรคำว่าเป็นคนไม่ดี แต่วันนี้ตนสำนึกได้จึงได้ตัดสินใจออกมาเปิดเผยความจริง และถ้ามีการตรวจสอบหรือพิสูจน์ ดีเอ็นเอ ตนก็ยินดีพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ถ้าผลตรวจสอบไม่ตรงกับที่ตนเองอ้างตนก็พร้อมจะรับผิดทุกอย่าง

             นอกจากนี้นายสุริ ยังบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกของผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นลูกของหลวงปู่เณรคำ นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ลูกของหลวงปู่เณรคำและก็ไม่ใช่ลูกของตนเองด้วย

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าผู้หญิงที่นายสุริ กล่าวอ้างว่า เป็นคนที่ตนเองพาไปหลับนอนด้วยออกมายืนยันว่าไม่ใช่ นายสุริจะรับผิดชอบอย่างไร นายสุริ ลังเลอยู่นานก่อนที่จะตอบกับผู้สื่อข่าวว่า ตนพร้อมที่จะพิสูจน์ทุกเรื่อง หลังจากนั้นนายสุริ ได้กล่าวขอโทษกับบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ที่ตนทำให้หลวงปู่เณรคำต้องมาเสียชื่อเสียง

             ด้านนายสุขุม กล่าวว่า วันนี้ตนเองยังมีจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ยังเคารพและศรัทธาต่อหลวงปู่เณรคำเหมือนเดิม หลังจากวันนี้ตนเองจะเดินหน้าตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ โดยจะนำเอกสารหลักฐานไปยื่นให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เพื่อตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของ ดีเอสไอ ปปส.และปปง. โดยเฉพาะสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่บิดเบือนความจริงว่าจะมีการตรวจสอบรูปถ่ายของหญิงสาวที่อ้างว่านอนอยู่กับหลวงปู่เณรคำ แต่กับไม่ทำตามสัญญา กลับไปแจ้งให้ทางดีเอสไอ ทราบถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผม พร้อมทั้งจะมีการร้องเรียนกล่าวหา พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาปปส. ที่ออกมาเปิดเผยว่ามีคนใกล้ชิดของหลวงปู่เณรคำ ประมาณ 20 คน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถือว่าเป็นการใส่ร้ายหลวงปู่เณรคำโดยปราศจากหลักฐาน

                

 

 "ธาริต" ส่งหมายจับ"สมีคำ"ให้สหรัฐฯพิจารณาถอนวีซ่า

                
              นายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงการสอบสวนคดีความผิดของนายวิรพล  สุขผล หรืออดีตพระวิรพล  ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) ว่าในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ดีเอสไอจะแถลงสรุปความคืบหน้าการดำเนินคดีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้การติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีถือว่าอยู่ในขั้นตอนที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศในการยกเลิกวีซ่า  ทางการไทยไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายการพิจารณาได้  ส่วนกรณีที่นายสุขุม  วงประสิทธิ์  ลูกศิษย์อดีตเณรคำยังคงทำการเคลื่อนไหวและพาดพิงการทำหน้าที่ของดีเอสไอว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหานั้น  ดีเอสไอย้ำว่าจะติดตามดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด  แม้ขณะนี้จะยังไม่ถือว่าเข้าข่ายการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน  อย่างไรก็ตาม  การที่ออกมาระบุว่าอดีตเณรคำจะเดินทางกลับเข้าประเทศในวันที่ 31 ก.ค.นี้  ดีเอสไอคงไม่จำเป็นต้องเรียกตัวเข้าสอบถามข้อมูลใด ๆ เพราะทุกอย่างเดินหน้าไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว

             นายธาริต  กล่าวถึงกรณีที่นายศุภราช  วิริยพันธ์  หรือเสี่ยกัง  เจ้าของร้านประดับยนต์ซึ่งถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) อายัดทรัพย์หลังพบทำธุรกรรมร่วมกับอดีตเณรคำมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตเณรคำในข้อหาฉ้อโกง พร้อมยืนยันว่า เป็นผู้เสียหายว่า   ในส่วนของดีเอสไอจะกันบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นพยานหรือไม่ต้องพิจารณากันตามพยานหลักฐาน  หากพิสูจน์แล้วไม่พบการกระทำผิดก็ถือเป็นผู้เสียหายชัดเจน  แต่หากมีพฤติกรรมร่วมกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามปกติ  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายรายติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอโดยระบุว่าเป็นผู้เสียหายถูกอดีตเณรคำฉ้อโกง ซึ่งดีเอสไอจะทยอยสอบปากคำอย่างละเอียด 

                ด้านพ.ต.ท.พงษ์อินทร์  อินทรขาว  ผบ.สำนักคดีความมั่นคง  เปิดเผยว่า ตนพร้อมพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อสอบปากคำพยานที่รู้เห็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างอดีตเณรคำและสีกา  รวมถึงการสอบปากคำผู้กำกับการทางหลวง 6  ซึ่งได้ให้ข้อมูลและเชิญดีเอสไอไปตรวจสอบรถที่ระบุว่า ได้รับบริจาคจากอดีตเณรคำ จำนวน 3 คัน ประกอบด้วยรถโตโยต้า คัมรี่ อีซูซุ  แอดเวนเจอร์ และรถบ้านที่ดัดแปลงเป็นรถโมบายเพื่อใช้งานระหว่างการลงพื้นที่ภาคสนามอย่างละ 1 คัน หลังจากนี้ดีเอสไอจะนำไปตรวจสอบเปรียบเทียบว่าตรงกับกลุ่มรถที่ดีเอสไอมีข้อมูลก่อนหน้านี้หรือไม่  โดยเฉพาะประเด็นก่อนที่นำรถบริจาคเคยนำไปมอบให้ผู้ใดมาก่อนหรือไม่เพราะรถเหล่านี้เป็นรถที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้ว   สำหรับการติดต่อขอคืนรถยนต์ในส่วนของเจ้าคณะจังหวัดต่าง ๆ ได้แจ้งความประสงค์ขอคืนรถทั้งหมด รวมถึงผู้ครอบครองรถและทรัพย์สินอื่นต่างก็ติดต่อจะนำทรัพย์ส่งคืนประมาณ 3-4 ราย

                พ.ต.ท.พงษ์อินทร์  กล่าวต่อว่า  ในส่วนผู้เสียหาย เช่น ผู้บริจาคเงิน นักธุรกิจที่นำเงินและสินค้ามาให้อดีตเณรคำใช้แต่อดีตเณรคำไม่ใช้หนี้คืนนั้น  ผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ   ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเร่งสอบข้อเท็จจริงเนื่องจากระยะหลังที่เริ่มมีกระแสข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับเหตุสัมพันธ์สีกาจนส่อต้องถูกปาราชิกพ้นจากความเป็นพระส่งผลให้เงินบริจาคลดลง  จำเป็นต้องไปหยิบยืมจากผู้ที่ยังเลื่อมใส ศรัทธาและให้การสนับสนุนอยู่  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่ประเด็นหลักเพราะคณะสงฆ์ได้ดำเนินการให้ปาราชิกไปแล้ว  แต่ดีเอสไอจะเน้นดำเนินคดีเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์สินและระบุเสียหายภาพรวมทั้งหมด  โดยในวันที่  24 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. นายสงกรานต์  อัจฉริยะทรัพย์  ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  จะเข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมกรณีที่อดีตเณรคำแอบอ้างว่า ได้รับพระราชทานดอกไม้พระราชทาน เพื่อสร้างภาพให้คนเลื่อมใสและร่วมบริจาคเงิน  โดยวันเดียวกันนี้ตนจะหารือกับอธิบดีดีเอสไอกรณีที่ยังพบลูกศิษย์ของอดีตเณรคำเคลื่อนไหวสร้างความไขว่เขว   ให้กับสาธารณชนแม้ขณะนี้จะยังไม่ถือว่ามีพฤติกรรมที่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีโดยตรง  แต่การออกมาเคลื่อนไหวก็ทำให้ประชาชนไขว่เขวในสาระสำคัญของการดำเนินคดี  ทั้งนี้ เพื่อให้อธิบดีดีเอสไอพิจารณาว่าสมควรถูกดำเนินคดีได้หรือไม่

             ขณะที่พ.ต.ท.กรวัชร์  ปานประภากร  ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค  กล่าวว่า ในเวลา 11.00 น.ของวันที่ 24 ก.ค.นี้ ผู้เสียหายที่เป็นผู้ขายรถเบนซ์  มายบัคให้อดีตเณรคำจะเข้าร้องทุกข์และมอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการซื้อขายรถ เนื่องจากอดีตเณรคำซื้อรถแล้วผ่อนไม่ครบตามจำนวนเงินก็กลับนำรถมาคืนให้  ทั้งนี้ ล่าสุดตนยังได้เบาะแสเกี่ยวกับรถโรลส์รอยซ์  3 คัน ที่เคยปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งมั่นใจว่าเร็ว ๆ นี้จะสอบสวนจนได้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

             ด้านแหล่งข่าวจากดีเอสไอ  เปิดเผยว่า  สำหรับการติดตามตัวอดีตเณรคำกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและศุลการักษ์(Immigration and Customs Enforcement หรือ ICE)  สำนักงานสอบสวนความมั่นคงภายใน (Homeland Security Investigations  หรือ HSI)  นั้นถือว่าดีเอสไอได้ทำหน้าที่ในการประสานงานอย่างครบถ้วนแล้ว  โดยได้จัดส่งเอกสารเกี่ยวข้องให้ไปอย่างเต็มที่เพื่อประกอบการพิจารณาให้ชัดเจน  อย่างไรก็ตาม โดยปกติในการเพิกถอนวีซ่าไม่จำเป็นต้องรอให้หมดอายุ  แต่สามารถเพิกถอนได้ทันทีเพราะถือว่าอยู่ในอำนาจของสถานฑูตโดยตรงในฐานะเป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติวีซ่าให้บุคคลใดเดินทางเข้าประเทศได้หรือไม่  พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่จะเดินทางไปต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐฯหากไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอก็คงไม่สามารถให้วีซ่าผ่านเข้าประเทศได้  เทียบกับกรณีของอดีตเณรคำซึ่งถูกเพิกถอนหนังสือเดินทางและมีหมายจับชัดเจน  ดังนั้น  หวังว่าการพิจารณาเพิกถอนวีซ่าจะผ่านการพิจารณาได้ไม่ยาก แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานขอความร่วมมือคงไม่สามารถเหมาะสมหากจะมีการแสดงท่าทีกดดันระหว่างกัน   อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นข้อมูลระบุว่าอดีตเณรคำมีเพียงวีซ่าของประเทศสหรัฐฯเท่านั้น

                

               
ดีเอสไออายัดรถตำรวจทางหลวง 3 คันโยง "เณรคำ"

 

                พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าสอบปากคำพยานที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพยานรายนี้ให้ข้อมูลว่า เคยเห็นนายวิรพล สุขผล  หรือ อดีตพระเณรคำ มาพักในอู่รถยนต์สองแห่ง ที่บ้านคำนางรวยและบ้านคำน้ำแซบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยแต่ละครั้งที่เดินทางมาจะมีขบวนรถตำรวจทางหลวงมาจอดอยู่ที่อู่ซ่อมรถทั้งสอง

                นอกจากนี้ พยานยังระบุว่า ภายในอู่รถยนต์มีรถทัวร์ที่ถูกดัดแปลงทำเป็นรถบ้าน และตู้คอนเทนเนอร์ทำเป็นที่พัก ซึ่งอดีตพระเณรคำ และพระลูกวัด รวมทั้งคนสนิท ใช้เป็นที่สำหรับมั่วสุ่มในทางที่ไม่ดี และพยานยังยืนยันว่า เคยเห็นลูกศิษย์ลากรถวอลโว่ สีขาวสภาพพังยับเยิน มาซ่อมและตัดตัวถังรถยนต์ ซึ่งข้อมูลก็ตรงกับอดีตลูกศิษย์ที่ให้ข้อมูลกับดีเอสไอ ว่า อดีตพระเณรคำเคยขับรถวอลโว่ สีขาวชนคนเสียชีวิต
 
 ต่อมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้เดินทางไปที่กองกำกับการทางหลวง 6 สถานีตำรวจทางหลวงที่ 4 อุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอข้อมูลจาก พ.ต.อ.เอกมนต์ พรชูเกียรติ ผู้กำกับการกองกำกับการทางหลวง 6 หลังจากดีเอสไอพบว่าอดีตพระเณรคำเคยมอบรถยนต์ 3 คันประกอบด้วยโตโยต้า แคมรี่  และรถยนต์อีซูซุ มิวเซเว่น ต่อมาพบว่ารถทั้งสามคันยังจอดอยู่กองกำกับการตำรวจทางหลวง 6 และรถยังเป็นชื่อของนายวิรพล  ทางดีเอสไอจึงได้เข้าตรวจสอบและอายัดรถทั้งหมด

                นอกจากนี้ อดีตพระเณรคำยังได้มอบรถโมบายปฏิบัติการเคลื่อนที่ อุปกรณ์วิทยุสื่อสารให้กับ พล.ต.ต.นรบุญ  แน่นหนา รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจทางหลวง และเมื่อปี 2553 อดีต “เณรคำ”  มอบเงิน สร้างหอประชุม 1 หลังมูลค่า 3 ล้านใช้ชื่อว่าหอประชุมฉัตติโก ให้กับ กองกำกับการ 6 สถานีตำรวจทางหลวงที่ 4 อุบลราชธานีและรับปากกับครอบครัวตำรวจทางหลวงอุบลฯว่าจะมอบเงินให้สร้างแฟลตตำรวจจำนวน 20 ล้านบาทให้ครอบครัวตำรวจทางหลวงแต่มีเรื่องอื้อฉาวเสียก่อน

                

"}])