
'เณรคำ'ส่อรอดคดียาอยู่อเมริกาสบาย
เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมฟันธง เอาผิด 'เณรคำ' คดียาเสพติดไม่ได้ สามารถอยู่ในอเมริกาได้สบาย ด้าน'ธาริต'ขอหมายจับ'สมีคำ'17ก.ค.นี้
15ก.ค.2556 หลังจากคณะจังหวัดศรีสะเกษได้ตั้งคณะกรรมการสอบอธิกรณ์อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ ประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ กรณีประพฤติผิดพระธรรมวินัยหลายข้อ จนกระทั้งได้มีมติว่าอดีตพระวิรพลต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดยังไม่ทราบว่านายวิรพลหลบซ่อนตัวที่ประเทศใด
ส่วนการหาข้อมูลเอาผิดกับนายวิรพลข้อหาค้ายาเสพติดนั้น หลังจากนายวิฑูรย์ จำปาทอง ผู้อำนวยการ ป.ป.ส. ภาค 3 นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณใต้ฐานพระแก้วมรกตองค์จำลอง และกุฏิพระภิกษุสงฆ์ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด ขณะเดียวกันได้สุ่มตรวจปัสสาวะพระภิกษุและสามเณร 5 รูป ไม่มีผลบวกหรือมีปัสสาวะเป็นสีม่วงเช่นกัน
แม้นว่านายวิฑูรย์ จะระบุว่า มูลเหตุของยาเสพติดที่น่าจะเกี่ยวข้องกับนายวิรพลคือ การเงิน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และเจ้าหน้าที่ ปปง. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ ตลอดจนการโอนเงินเข้าบัญชีของนายวิรพลจำนวนหลายฉบับ ยาเสพติดจะมีส่วนสอดคล้องกันกับเงินที่โอนมา และจุดหมายปลายทางของเงิน หากเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็อาจจะมีแนวโน้มเกี่ยวกับยาเสพติด แต่จากการตรวจสอบบัญชีของนายวิรพลบางส่วน จนถึงขณะนี้ยังไม่พบความเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด
ทั้งนี้เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอมของพระมหานรินทร์ นรินฺโท พระจำอยู่ที่วัดในรัฐเท็กซัสประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ติดตามพฤติกรรมของนายวิรพลมาตั้งแต่ต้นล่าสุดได้ลงความเห็นว่า หาหลักฐานยาเสพติดเกี่ยวกับนายวิรพลไม่พบ และ ป.ป.ส.คงสรุปได้แค่สงสัย ถ้าอย่างนั้นนายวิรพลก็อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาสบายเหมือนอาเสี่ยแน่นอน
"ธาริต"ขอหมายจับ"เณรคำ"17ก.ค.นี้
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมคณะพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการพิจารณาเพื่อขอศาลออกหมายจับนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล (หลวงปู่เณรคำ) ว่า ที่ประชุมลงมติ 6 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1. มีมติเห็นชอบให้พนักงานสอบสวนขอศาลอนุมัติหมายจับอดีตพระวิรพลในวันพุธที่ 17 ก.ค. นี้ จากความผิด 2 ฐาน คือ พรบ.คอมพิวเตอร์ ม.14 เกี่ยวกับการลงข้อความอันเป็นเท็จ กรณีอวดอ้างรับบริจาคสร้างพระแก้วมรกต ซึ่งเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงชัดเจน และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีและพรากผู้เยาว์ ซึ่งคดีดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันเนื่องจากเป็นการกระทำผิดที่ผ่านมานานเป็น 10 ปี โดยปกติต้องถือว่าปาราชิกตั้งแต่ 10 ปีก่อน ตั้งแต่เสพเมถุนแล้ว แต่อดีตพระวิรพลคำยังกระทำผิดอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันด้วยการลงข้อมูลในเว็บไซค์อวดอุตริหลอกลวงให้ประชาชนนำเงินและทองคำมาบริจาคสร้างพระแก้ว
นายธาริต กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2. จะเริ่มดำเนินการเมื่อได้รับหมายจับจากศาลอาญา ดีเอสไอจะดำเนินการให้มีการส่งตัวกลับ ซึ่งมี 2 แนวทางคือทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)ให้แจ้งไปยังศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร(ศ.ต.ภ.) เพื่อให้ทราบว่าคดีมีหมายจับอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อจะได้ประสานไปยังสถานกงศุลต่าง ๆ ให้ถอนวีซ่านายวิรพล และจะประสานงานกับหน่วยงานกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรปเพื่อขอให้เพิกถอนวีซ่า โดยก่อนหน้านี้จากการประสานกับทางการสหรัฐฯระบุว่า หากมีหมายจับในคดีความฐานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศจะทำให้มีการน้ำหนักในการถอนวีซ่า เพื่อผลักดันตัวกลับไทยได้มากขึ้น
นายธาริต กล่าวต่ออีกว่า 3. ดีเอสไอจะใช้อำนาจสั่งการยึด อายัดทรัพย์สินของอดีตพระวิรพล ประกอบด้วยบัญชีธนาคาร 41 บัญชี ที่ตรวจสอบพบ และบัญชีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งไปยังทุกธนาคารและสถาบันการเงินให้อายัดเงินทุกบัญชีที่มีชื่อของนายวิรพลเป็นเจ้าของบัญชี และแจ้งไปยังอธิบดีกรมที่ดินให้อายัดที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในชื่อของนายวิรพลทั้งหมด เพื่อห้ามไม่ให้โอนขายหรือเปลี่ยนมือผู้ถือครอง รวมถึงทำหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกเพื่ออายัดรถยนต์ในชื่อของนายวิรพลทั่วราชอาณาจักร 4. ดีเอสไอจะประสานไปยังปปง.ให้อายัดทรัพย์ในครอบครองของผู้ใกล้ชิดและนอมินีของนายวิรพล
อธิบดีดีเอไอ กล่าวด้วยว่า 5. ในวันที่ 18 ก.ค. นี้ จะมอบหมายให้ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ดีเอสไอ ยื่นเรื่องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษเพื่อให้มีคำสั่งให้เด็กชายวัย 11 ปี เป็นบุตรโดยชอบของนายวิรพลซึ่งจะทำให้บุตรชายมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและได้รับทรัพย์สินในส่วนที่ได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งจะขอให้ศาลสั่งตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับพ่อแม่ของนายวิรพลซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดสายตรง และ 6. เรียกร้องให้พลเมืองดีแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับทรัพย์สินอื่น และขอให้เข้าร้องทุกข์แจ้งความคดีฉ้อโกงประชาชนเกี่ยวกับการอวดอุตริทำให้หลงเชื่อนำเงินไปบริจาค และขอให้เข้าเป็นพยานในคดีด้วย โดยเบื้องต้นดีเอสไอมีพยานส่วนหนึ่ง เช่น ผู้บริจาคที่ดินให้จัดตั้งสำนักสงฆ์
“ดีเอสไอจะยังไม่ดำเนินการขอส่งตัวนายวิรพลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพราะมีขั้นตอนยุ่งยากกว่า แต่จะใช้วิธีเพิกถอนวีซ่าเพื่อให้ต่างประเทศผลักดันกลับ เพราะเมื่อถูกถอนวีซ่าและพาสปอร์ตก็เท่ากับอยู่ในต่างแดนโดยไม่มีสถานะ ซึ่งวิธีการผลักดันกลับจะทำให้ได้ตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีการที่ต่างประเทศก็นำมาใช้ในกรณีที่จะขอให้ไทยผลักดันตัวชาวต่างชาติที่กระทำผิดออกนอกราชอาณาจักร” นายธาริต กล่าว
ด้านพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวว่า ในวันที่ 17 ก.ค. พนักงานสอบสวนจะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองรถเพิ่มเติมตามที่มีผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลครอบครองรถกว่า 70 คัน ส่วนกรณีที่มีการซื้อมาและขายคืนให้โชว์รูมนั้นถือเป็นข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดโดยจะเข้าสอบถามข้อเท็จจริงกับบริษัทจำหน่ายรถโดยตรง
กองปราบส่งสำนวนคดี"เณรคำ"ให้ดีเอสไอทำคดีต่อ
พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 บก.ป. ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน บก.ป.ที่รับผิดชอบการสอบสวนคดีหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ตามความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พรบ.สงฆ์ และความผิดในข้อหาอื่นๆ
โดยก่อนเริ่มการประชุม พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า พยานหลักฐานที่กองปราบปรามรวบรวมได้นั้นเพียงพอต่อการขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีหนังสือถึง พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดี และพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหลังรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ดังนั้นทาง บก.ป.จะนำพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจะมีตัวแทนจากดีเอสไอมารับมอบในวันที่ 19 ก.ค.นี้
รอง ผบก.ป.กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ นั้น จากนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะเป็นเจ้าภาพ ส่วน บก.ป.และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการในส่วนที่มีการประสานขอความร่วมมือ โดยจะยังคงทำงานร่วมกัน และหากผู้ใดที่มีข้อมูลการกระทำของหลวงปู่เณรคำ ที่เข้าข่ายความผิดคดีอาญา สามารถเข้าให้ข้อมูลได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมาของพนักงานสอบสวน บก.ป. มีการลงพื้นที่เข้าตรวจค้นบ้านพักที่ จ.อุบลราชธานี มีการสอบปากคำพยาน และรวบรวมหลักฐานต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการนำเรื่องร้องเรียนมาตรวจสอบ ก่อนประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำซึ่งเข้าข่ายความผิดของหลวงปู่เณรคำ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พรบ.สงฆ์ พรบ.คอมพิวเตอร์ และกรณีการขอเครื่องราชฯ ฯลฯ ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ น่าจะสามารถนำไปพิจารณาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป



