
'เณรคำ'ไม่แคร์!ไร้สังกัดอ้างวัดตปท.รับแล้ว
'สุขุม'โว'เณรคำ'ไม่สนไร้สังกัด อ้างวัดฝรั่งเศส-เยอรมัน เตรียมอ้าแขนรับแล้ว 13ก.ค.คณะสงฆ์ศรีสะเกษชี้ชะตาความเป็นพระของเณรคำ เผยคลิปชีวิต'ยันตระ'ในอเมริกา
12 ก.ค.56 เมื่อเวลา 11.20 น.ที่บริเวณหน้าสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ได้เดินทางมายังสำนักเลขานุการฯ เพื่อมายื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรม ให้มีการพิสูจน์ภาพปริศนา และการตรวจดีเอ็นเอเพื่อใช้ในการพิจารณาขับหลวงปู่เณรคำ ซึ่งสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ปฏิเสธการรับหนังสือดังกล่าว แต่นายสุขุม จึงได้นำหนังสือฉบับนี้ไปมอบที่กุฏิ พระเทพสารเวที บริเวณคณะกุฏิ โดยพระเทพสารเวที ได้ส่งให้พระสุทธิสารเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ออกมารับหนังสือแทน
โดยพระสุทธิสารเมธี กล่าวว่า จะรับเรื่องนี้ไว้ แต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เนื่องจากมีการดำเนินตามสายปกครองคณะสงฆ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม จะนำหนังสือฉบับนี้ ไปกราบเรียนให้สมเด็จพระวันรัตทราบต่อไป
โดยนายสุขุม กล่าวว่า ได้มายื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมต่อหลวงปู่เณรคำ ต่อพระเทพสารเวที ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งการที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้านกฎหมายและพระธรรมวินัยสงฆ์ให้หลวงปู่เณรคำ ไม่ใช่เป็นต่อสู้เพื่อหลวงปู่เณรคำเพียงอย่างเดียว แต่ต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนา ต่อสู้เพื่อปกป้องกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายปกครองสงฆ์ ที่ต้องยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งนี้ ขอกราบเรียนว่า คดีหลวงปู่เณรคำ ไม่เปิดโอกาสให้ตนออกมาพูดโต้ตอบ ทั่วโลกเขาจะมองว่า ระบบของศาลไทย ระบบการปกครองของสงฆ์ไทย ล้าหลัง ถอยหลังไป 100 ปี
นายสุขุม กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการปกป้อง กระบวนการยุติธรรม และการปกครองคณะสงฆ์ไม่ให้เป็นที่อับอายของนักกฎหมายทั่วโลก ที่เขาจับตามองขณะนี้ ตนขอกราบเรียนให้มีการทบทวนคำสั่งดังต่อไป นี้ 1.กรณีการตั้งกรรมการขับหลวงปู่เณรคำ โดยให้เวลาภายในวันที่ 12 ก.ค.นั้น ขอขยายเวลาออกไปจนถึง 31 ก.ค.นี้ 2.รูปภาพปริศนาได้รับการเปิดเผยออกมาแล้วว่า ชื่อ พระสุริ โดยได้ออกมายอมรับว่า เป็นรูปของตนเอง ขอให้ดีเอสไอ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลฯนำภาพและคำสารภาพของนายสุริไปพิจารณาในการสอบสวนและดำเนินคดี 3.กรณีไม่สามารถขยายเวลาการสอบสวนออกไปได้ทางคณะสงฆ์มีเหตุผลอะไรในการให้ความเป็นธรรมกับหลวงปู่เณรคำ 4.การพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานสำคัญในการสึกหลวงปู่เณรคำและดำเนินคดีในศาลอาญา ขอให้มีการพิสูจน์โดยใช้มาตรฐานสากลที่เขายอมรับ ไม่ใช่ใช้ของปู่และย่า นำไปตรวจดีเอ็นเอแทน
“ตอนนี้มีภาพหลักฐานยืนยันว่า คนที่นอนหนุนหมอนในภาพ เป็นน้องชายหลวงปู่เณรคำ ชื่อว่า สุริ ซึ่งได้บวชพร้อมกับหลวงปู่เณรคำ และสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเช่นกัน โดยสึกไปแล้วเมื่อ สองสามปีที่แล้ว จึงขอเรียกร้องให้นายสุริ ออกมาให้ข้อมูลต่อดีเอสไอและเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี โดยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้บอกผ่านสื่อไปรอบหนึ่งแล้ว อยากให้นายสุริ ออกมาชี้แจงต่อสื่อด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการติดต่อกับหลวงปู่เณรคำเมื่อ สองสามวันที่แล้ว ผ่านระบบไลน์ และเฟซบุ๊ก ซึ่งหลวงปู่เณรคำ แจ้งว่า ขณะนี้หลวงปู่เณรคำคิดถึงญาติโยมมาก แต่จะกลับมาก็ต่อเมื่อได้รับความเป็นธรรม และยืนยันว่า หลวงปู่เณรคำ ไม่เดินทางกลับมาไทยในวันที่ 12 ก.ค.อย่างแน่นอน และจะกลับมาตามมติของคณะสงฆ์ศรีสะเกษภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ รวมทั้งจะกลับมาอย่างสง่างามและยิ่งใหญ่กว่าเดิม”นายสุขุม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าหลวงปู่เณรคำออกเดินทางจากฝรั่งเศสไปอเมริกาจริงหรือไม่ นายสุขุม กล่าวว่า การเดินทางไปอเมริกา ของหลวงปู่เณรคำ ได้รับกิจนิมนต์จากญาติโยม ขณะนี้ได้เดินทางกลับมาฝรั่งเศสแล้ว ส่วนเรื่องรถและบ้านที่อเมริกา เป็นเรื่องขอญาติโยมที่นำมาถวาย อย่างไรก็ตาม หากหลังจากวันที่ 12 ก.ค.คณะสงฆ์อุบลราชธานี มีมติขับออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้ว ก็คงไม่ต้องกังวล สบายมาก เพราะหลวงปู่เณรคำ มีวัดในต่างประเทศพร้อมรับที่ให้อยู่ในสังกัดอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นวัดใดนั้น คงจะเป็นที่ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ ทราบว่า มีพระผู้ใหญ่ในเยอรมัน เสนอตัวพร้อมที่จะรับเข้าไปอยู่ในสังกัด พร้อมทั้งจะยกที่ดินส่วนหนึ่งให้ด้วย
จากนั้นสื่อข่าวได้ขอดูหลักฐานการพูดคุยระหว่างนายสุขุม กับหลวงปู่เณรคำผ่านไลน์ และเฟซบุ๊ก โดยนายสุขุม ได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลการพูดคุยกับหลวงปู่เณรคำ โดยขอไปหารือกับคณะทีมกฎหมายก่อน โดยในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ยืนยันว่า จะมีการเปิดเผยรายละเอียดหลักฐานการติดต่อกับหลวงปู่เณรคำอย่างแน่นอน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายสุขุมออกมาเคลื่อนไหวเป็นการขัดคำสั่งหลวงปู่เณรคำหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษแล้วว่า จะขอให้ทางลูกศิษย์งดการให้ข่าว นายสุขุม กล่าวว่า การที่ตนออกมาเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวในเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม เป็นการเคลื่อนไหวในฐานะลูกศิษย์ของพระสงฆ์ทุกรูป ไม่ใช่ออกมาเคลื่อนไหวในฐานะของลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ หากผลการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่า หลวงปู่เณรคำยุ่งเกี่ยวกับสีกาจริง ตนพร้อมที่จะเป็นคนแรกที่จะกราบอาราธนาให้ หลวงปู่เณรคำสึก
ด้านพระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า การมาของนายสุขุม ที่บริเวณหน้าสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นไปโดยพลการ ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้ามายังสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชแต่อย่างใด พร้อมทั้งได้มีการแอบอ้างชื่อ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในการแจ้งต่อสื่อมวลชนว่า สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จะมีการแถลงข่าวกรณีหลวงปู่เณรคำ ซึ่งไม่เป็นความจริงและทางสำนักฯไม่ได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนแต่อย่างใด
ในขณะเดียว สำนักฯ ก็ไม่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากนายสุขุม เนื่องจากนายสุขุม ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการในการส่งหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมได้ เพราะการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม จะต้องให้เจ้าตัวที่ได้รับความเสียหายมายื่นด้วยตนเอง หรือมีหนังสือมอบอำนาจในการดำเนินการอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่นายสุขุมไม่มีเอกสารใดมายืนยัน ดังนั้น ถือว่า เอกสารที่นายสุขุมมายื่น ก็ถือว่าไม่มีผลแต่อย่างใด ทั้งนี้สำหรับขั้นตอนการปกครองคณะสงฆ์ นายสุขุมควรจะไปยื่นหนังสือต่อเจ้าคณะปกครองที่ดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อส่งต่อมายัง รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต จะถูกต้องตามหลักการปกครองมากกว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สื่อข่าวได้ไปขอกราบนมัสการสอบถามข้อมูลความคืบหน้ากรณีหลวงปู่เณรคำจากสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ที่วัดบวรฯ ซึ่งท่านไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ โดยลูกศิษย์ใกล้ชิดระบุว่า สมเด็จพระวันรัต จะไม่ขอให้สัมภาษณ์เรื่องเณรคำอีก เพราะขณะนี้มีนักข่าวหลายสำนักสอบถามเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก และทราบว่า หนึ่งในนั้น มีนักข่าวของทางฝ่ายหลวงปู่เณรคำอยู่ โดยนำข้อความที่สมเด็จพระวันรัตนให้สัมภาษณ์ ไปบิดเบือน มีการปล่อยข่าวว่า สมเด็จพระวันรัตน มีการเรียกหลวงปู่เณรคำเข้ามาคุย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า การที่นายสุขุมอ้างว่า หลวงปู่เณรคำ จะไปสังกัดที่วัดต่างประเทศนั้น เชื่อว่า ทำไม่ได้ เพราะวัดต่างประเทศไม่ได้ขึ้นตรงกับกฎหมายไทยและพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งถ้าจะไปก็ไปอยู่ได้ แต่ก็ถือเป็นพระไร้สังกัด ไม่ใช่สังกัดคณะสงฆ์ไทย ไม่เป็นพระสงฆ์ไทย ทั้งนี้การย้ายสังกัดต้องมีหนังสือการย้ายจากต้นสังกัดยินยอมก่อน และสังกัดใหม่ต้องมีหนังสือตอบรับเข้าสังกัดด้วย
13ก.ค.คณะสงฆ์ศรีสะเกษชี้ชะตาความเป็นพระของเณรคำ
พระครูสิริวินัยวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ ปฎิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะจังหวัด เปิดเผยว่า คณะสงฆ์ได้นัดหมายประชุมผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการสอบสวนสงฆ์ ในวันที่ 13 กค. เพื่อให้สำเร็จตามลำดับขั้นตอนต่อไป ตามวินัยสงฆ์ ลำดับนี้ข้อมูลต่างๆ จะต้องถูกนำมาส่งก็จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์ เพื่อพิจารณาในการที่จะให้ขับพ้นพระไปเลยหรือจะเป็นอาบัติปาราชิก ซึ่งคณะสงฆ์ก็จะได้ตัดสินให้เด็ดขาดไป เพื่อให้ถูกต้องตามเสียงหมู่มากจึงจะถือว่าถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ส่วนพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆ ทั้งของคณะสอบอธิกรณ์สงฆ์ และข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศานา ข้อมูลจากดีเอสไอ ข้อมูลจากกองปราบ ที่ได้สอบข้อมูลทางโลก มาส่งมอบให้คณะสงฆ์เพื่อประกอบการพิจารณาอธิกรณ์สงฆ์ในวันพรุ่งนี้ ที่จะมีการประชุมพิจารณากรณีพระวิรพล ในการเกิดกรณีการทำตัวให้ตกเป็นข่าว สร้างความเสื่อมเสียต่อคณะสงฆ์ทั้งประเทศ โดยเฉพาะจ.ศรีสะเกษ และจ.อุบลราชธานี ในฝ่ายธรรมยุต และไม่เดินทางมารายงานตัวต่อเจ้าคณะจ.ศรีสะเกษ(ธ) ด้วยตนเอง และไม่มาตามคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานที่เป็นเจ้าคณะปกครองต้นสังกัด วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตามวัน และระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งหากไม่มาจริงภายในวันนี้ พรุ่งนี้คณะสงฆ์ก็คงจะลงมติขับให้พ้นจากพระหรืออาบัติปาราชิก
เผยคลิปชีวิต'ยันตระ'ในอเมริกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอมนาม "jone jond" ได้เปิดเผยแพร่คลิปการเคลื่อนไหวของนายวินัย ละอองสุวรรณ หรือ อดีตพระยันตระ อมโร หลังจากถูกคณะสงฆ์ไทยให้สึกเมื่อ 20 ปีก่อน ขณะนี้พำนักอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีชีวิตการเป็นอยู่เหมือนกับนักบวชบางนิกายในพระพุทธศาสนาและยังมีประชาชนทั้งไทยและต่างประเทศยังศรัทธาอยู่
อย่างเช่นคลิปตามลิงค์นี้ http://www.youtube.com/watch?v=JG-9HfoffP0 มีการเผยแพร่เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา
"ดีเอส"ไอถวายข้อมูลลับแก่เจ้าคณะศรีสะเกษเพิ่ม
ที่สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) วัดป่าศรีสำราญ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พ.อ.ชัชนันท์ เชื้ออำนาจ รอง ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ชำนาญการพิเศษ และคณะ ได้เดินทางมาเข้าพบเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อที่จะได้ถวายรายงานความคืบหน้า พร้อมข้อมูลทางลับกรณีของพระวิรพลเพิ่ม
ปปง.ประสานตรวจทรัพย์"เณรคำ"
พ.ต.อ.เอกราษฎร์ อินต๊ะสืบ ผกก.สภ.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก กล่าวว่า ทางสภ.แม่สอดได้รับการประสานจากสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง. ) ว่า ขอความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ปปง. ที่จะลงไปพื้นที่ อ.แม่สอด เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินของหลวงปู่เณรคำ โดยจะนำอัญมณีที่ยึดได้จากกทม.ทั้งหมด ไปให้พ่อค้า แม่ค้าพลอยในอำเภอแม่สอดดู ว่า มีรายการใดที่ติดบัญชีไป และการตรวจสอบทรัพย์สินอื่นๆเกี่ยวข้อง โดยทางสภ.แม่สอด ได้มอบหมายให้กับพ.ต.อ.สุพจน์ นวรัตนารมย์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ สภ.แม่สอด เป็นผู้ดำเนินการด้านอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ปปง.
"ดีเอสไอ"ยื่นหนังสือแจ้งพฤติกรรม ขับ"หลวงปู่เณรคำ"ออกจากวัดมีผลคืนนี้
เมื่อเวลา 09.30 น.ที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พ.อ.ชัชนันท์ เมธีธรรมาภรณ์ รองผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในฐานะพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เดินทางมาพบพระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์ ทัสสนีโย) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุต เพื่อยื่นหนังสือขอส่งแจ้งข้อมูลพฤติกรรมของพระวิรพล ฉัตฺติโก หรือหลวงปู่เณรคำ กระทำความผิดทางอาญา ให้เจ้าคณะจังหวัดอุบลฯได้ใช้ประกอบในการพิจารณา เช่น รายงานสรุปผลการวิเคราะห์ตรวจสอบภาพของพระวิรพล ฉัตฺติโก รายงานรถยนต์มีการจัดซื้อในนามของพระวิรพล ฉัตฺติโกและผู้ใกล้ชิด รายงานผลตรวจสอบเบื้องต้นในเรื่องความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวน 1 ชุด
โดยหนังสือระบุว่า ด้วยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 151/2556 อยู่ระหว่างการสอบสวน สืบสวนพระวิรพล ฉัตฺติโก กระทำความผิดทางอาญา จากการสอบสวน สืบสวนมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระวิรพล ฉัตฺติโก ที่เข้าข่ายการกระทำผิดตามพระธรรมวินัยและการกระทำผิดอาญาแผ่นดิน ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหายแก่พระพุทธศาสนาและเป็นการรักษาไว้ซึ่งสถาบันศาสนา จึงขอให้ได้พิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป
พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีฝ่ายธรรมยุต กล่าวว่า จะรับเรื่องไว้พิจารณาซึ่งความจริงได้สั่งการไปแล้วว่าให้พระวิรพล ฉัตฺติโก มารายงานตัวด้วยตนเองภายในวันที่ 12 ก.ค.นี้ และได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าไปประชุมที่ จ.ศรีสะเกษ กับเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษคณะสงฆ์ธรรมยุต เจ้าคณะอำเภอทั้งหมดของจังหวัดอุบลฯ ได้ประชุมกัน โดยแยกประเด็นว่าในเรื่องของวินัยทางฝ่ายสงฆ์ก็รับมาดำเนินการ ส่วนเรื่องคดีทางอาญาก็ดำเนินหกันไปตามกฏหมายบ้านเมือง
พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) กล่าวว่า ฉะนั้นข้อมูลต่างๆ ที่มีหลักฐานอาตมาขอมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการไป เช่น เรื่องเงิน เรื่องทองทรัพย์สิน สมบัติต่างๆ รูปภาพคลิปต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ ส่วนอาตมาจะรับเรื่องคือ การพิจารณาในเรื่องวินัยของสงฆ์ ซึ่งเรื่องของการพ้นสังกัดได้ดำเนินการสั่งการไปแล้วและประกาศไว้แล้วคือ จะมีผลในวันนี้ ถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งได้เรียกตัวพระสุนาถมุนี (มานะ) เจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร ฝ่ายธรรมยุต วัดศรีนวล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์มาดำเนินการในเรื่องนี้ การที่จะให้พระสึกต้องเป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าเจ้าตัวไม่อยู่ก็สามารถสั่งได้ทางเอกสารแต่ต้องให้ผ่านพระอุปัชฌาย์ก่อน จากนั้นจะส่งเรื่องให้เจ้าคณะภาค มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและจะส่งไปยังดีเอสไอด้วย
จากกรณีเมื่อถูกขับออกจากวัดไม่มีสังกัดอยู่ก็ถือว่าเป็นพระเร่ร่อน เป็นพระไม่มีที่อยู่ ถ้าเห็นอยู่ที่ใดก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมตัวนำมาดำเนินคดีได้ สำหรับสาเหตุที่คณะสงฆ์ได้พิจารณาขับออกจากวัดได้แก่ 1.ไม่มารายงานตัวตามเวลาที่กำหนด 2.ไม่เอื้อเฟื้อในพระอุปัชฌาย์ 3.ขัดคำสั่ง และ 4.การประพฤติผิดจริยธรรมของพระภิกษุ ซึ่งจากนี้ไปภายใน 3 วัน พระวิรพล ฉัตฺติโก จะต้องหาสังกัดวัดใหม่ ซึ่งหากมีเจ้าอาวาสวัดแห่งใหม่ให้สังกัด ก็จะมีความผิดไปด้วย เพราะรู้แล้วว่าพระวิรพล ฉัตฺติโก ต้องอธิกรณ์มีคดีติดตัวใครรับเข้าสังกัดก็ถือว่าผิด
หลังจากนี้ทางเจ้าคณะจังหวัดก็จะได้แจ้งให้เจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดได้รับทราบไม่ให้รับพระรูปนี้เข้าสังกัด ในส่วนถ้ายังอยู่ต่างประเทศก็จะให้จับสึกได้ทันทีแล้วแจ้งมายังเจ้าอาวาสต้นสังกัดได้รับทราบ
ในส่วนเรื่องรถยนต์นั้นพระวิรพล ฉัตฺติโก ได้ให้โยมนำรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์มาถวาย 1 คัน เพราะเห็นว่าอาตมาใช้รถกระบะ 4 ประตูเก่าๆ ปัจจุบันได้ขายรถคันที่นำมาถวายไปแล้ว เปลี่ยนเป็นรุ่นเดียวกันแต่ดีกว่าเดิม
นายชยพล พงษ์สีดา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า กรณีพระวิรพล ถูกขับออกจากวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จะต้องหาวัดสังกัดใหม่ แม้ว่าระเบียบไม่มีกำหนดว่าต้องรีบหาสังกัดภายในกี่วัน แต่ทางอุปัชฌาย์ที่ทำหน้าที่บวชให้มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการหาสังกัดโดยเร็วที่สุด ซึ่งพระวิรพล มีความผิดถึงขั้นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีขับออกจากจังหวัดด้วย ก็หมายความว่าไม่สามารถเข้าสังกัดในจังหวัดอุบลราชธานีได้อีก ต้องไปหาวัดสังกัดในจังหวัดอื่นแทน แต่ถ้าไม่มีวัดไหนยอมรับเข้าสังกัดตามระเบียบแล้วจะต้องสึกโดยปริยาย เพราะตามกฎมหาเถรสมาคมพระต้องมีต้นสังกัดชัดเจน
"ธาริต"หน้าถอนวีซ่า"เณรคำ" ลั่นขอศาลออกหมายจับแน่
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีเกี่ยวกับพฤติกรรมและการกระทำโดยมิชอบของพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) ว่า ดีเอสไอได้เริ่มหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้ากระบวนการถอนวีซาของพระวิรพล โดย พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ อยู่ระหว่างการประสานข้อมูลกับกับหน่วยงานในสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเพื่อเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือ แต่ขณะนี้ดีเอสไอยังต้องรอข้อมูลสำคัญอีกบางส่วนก่อนเดินหน้าเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้ ดีเอสไอจะสามารถขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับแน่นอน โดยจะรอมติของคณะกรรมการฝ่ายสงฆ์ชี้ขาดให้พ้นจากความเป็นพระด้วย
ด้านพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนอยู่ระหว่างการเดินหน้าขั้นตอนรวบรวมข้อมูลและพิจารณาพยานหลักฐานในคดีประกอบเพื่อขอให้มีการเพิกถอนวีซ่าของพระวิรพล เพราะการเพิกถอนวีซ่าในต่างประเทศจำเป็นต้องมีประเด็นที่ชัดเจน แต่ระหว่างที่ยังไม่มีการออกหมายจับดีเอสไอก็จะใช้ความร่วมมือในคดีอาญากับสหรัฐฯอย่างเต็มที่
.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กล่าวถึงการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของพระวิรพลที่ก่อนหน้านี้มีการระบุว่ามีการนำเงินไปฝากที่ธนาคารในประเทศสหรัฐฯ 2 บัญชี และกรณีที่พบว่ามีการมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านในรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐฯว่า ปปง.จะติดตามตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศ โดยปปง.จะดำเนินการเฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนคดีอาญาเป็นหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รายงานข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยว่า ตามขั้นตอนการนำตัวพระวิรพลกลับประเทศมาดำเนินคดีจำเป็นต้องมีหมายจับ จากนั้นอัยการต้องมีความเห็นสั่งฟ้องคดีและเป็นผู้ประสานงานกับต่างประเทศในการแจ้งหมายจับดังกล่าวไปต่างประเทศ เพื่อขอให้ส่งตัวกลับโดยต้องส่งคำร้องภายใน 60 วัน อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนประเทศไทยมีข้อตกลงร่วมกับอีก 20 ประเทศ รวมถึงประเทศสหรัฐฯด้วย
ขณะที่นพ.เอนก ยมจินดา ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รับตัวอย่างดีเอ็นเอของหญิงที่อ้างว่ามีสัมพันธ์กับพระวิรพล ดีเอ็นเอของเด็ก 11 ขวบ และดีเอ็นเอของพี่ชายต่างมารดาของพระวิรพลแล้วอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจพิสูจน์ซึ่งจะทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนดีเอ็นเอบิดา มารดาและน้องชายพระวิรพลเจ้าหน้านี้พยายามขอหมายศาลเพื่อเข้าบ้านพักและเก็บตัวอย่างมาตรวจดีเอ็นเอเพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สุด เนื่องจากดีเอ็นเอของบิดา มารดาถือเป็นญาติสนิทลำดับรองลงมาที่ใกล้ชิดกับพระวิรพลที่สุด



