
เผยบ้านพร้อมที่ดินที่'เณรคำ'ที่อเมริกา
ทุกหน่วยเดินหน้าเต็มสูบจับสึก'เณรคำ'หลัง12ก.ค.ไม่กลับไทยเข้าชี้แจง มส.ห่วงกระทบต่อพุทธศาสนาวงกว้าง พศ.พร้อมยื่่นถอนวีซ่า 15 ก.ค.นี้ เปิดบ้านที่อเมริกา
15ก.ค.2556 นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารว่า มส.ห่วงข้อกล่าวหาถึงพฤติกรรมของพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ เพราะกระทบต่อพระพุทธศาสนาในวงกว้าง ซึ่งพศ.จะรอสรุปผลการพิจารณาจนเสร็จสิ้นก่อน จึงจะรายงานให้มส.รับทราบอีกครั้ง
"ส่วนความคืบหน้าของการพิจารณา ขณะนี้คณะสงฆ์อุบลราชธานีและศรีสะเกษ ได้ขีดเส้นไว้ว่า ในวันที่ 12 ก.ค. จะมีมติขับพระวิรพลออกจากสังกัดวัดหากไม่มารายงานตัว หากมีมติออกมาเช่นนั้น พศ.ก็สามารถใช้มาตรา 29ในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ระบุว่า พระรูปถูกจับหรือกระทำผิดทางอาญาเป็นพระเร่ร่อน สามารถที่จะให้ทำการสึกได้ ในการกระบวนการพิจารณาได้" นายนพรัตน์ กล่าวและว่า
ขณะนี้พศ.ได้ลงนามหนังสือชี้มูลความผิดของหลวงปู่เณรคำแล้ว เพื่อเสนอต่อเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในวันที่ 15ก.ค. เนื่องจากต้องรอผลสรุปของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในวันที่ 12ก.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของระบบการปกครองคณะสงฆ์ สำหรับหลังสือดังกล่าวที่พศ.ส่งให้เจ้าคณะปกครอง ได้กล่าวถึงมูลฐานความผิดที่ดีเอสไอแจ้งมายังพศ. คือ 1.มีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดต่อคอมพิวเตอร์ 2.ประมวลกฏหมายอาญา ฐานความผิดฉ้อโกง และฉ้อโกงประชาชน 3.การอวดอุตริมนุสธรรม
พศ.ได้นำ 3 ข้อหามาวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เพื่อให้เห็นถึงการชี้มูลความผิด การอวดอุตริมนุสธรรมที่ทำให้คนหลงเชื่อ ก็ถือว่า พระวิรพล มีความผิด การหลอกลวงให้ถวายปัจจัยไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ก็ถือว่า ผิด การนำเงินไปใช้ในลักษณะอย่างอื่นก็ ถือว่า มีความผิดเช่นกัน
“ทางเจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ได้กำหนดว่าให้หลวงปู่เณรคำ มารายงานตัวด้วยตนเองภายในวันที่ 12 ก.ค. หากพ้นกำหนด ทำให้เชื่อได้ว่า ไม่เชื่อฟัง ไม่มีความประสงค์อยู่ในสังกัดของวัด หากพระวิรพลฝ่าฝืนคำสั่ง เจ้าอาวาสสามารถออกคำสั่งให้เป็นผู้ไม่มีวัด ไม่มีสังกัด ซึ่งจะทำให้พระวิรพลเป็นผู้ไม่มีวัดเป็นหลักแหล่งซึ่งการที่พระวิรพลโดนกล่าวหาในคดีอาญาด้วยแล้วนั้น ทางดีเอสไอ จึงเห็นควรว่าให้มีสละสมณเพศ นอกจากนี้ ในหนังสือฉบับดังกล่าวยังขอให้สมเด็จพระวันรัต มอบหมายให้เจ้าคณะปกครอง รูปใดรูปหนึ่ง ที่มีอำนาจในเรื่องดังกล่าว ออกคำสั่งลงนามในการให้สละสมณเพศได้ด้วย ส่วนการถอนหนังสือเดินทาง จะเริ่มกระบวนการในวันที่ 15 ก.ค.นี้เช่นกัน โดยพศ.จะทำหนังสือถึงศูนย์ควบคุมพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ(ศ.ต.ภ.)เพื่อขอให้พศ.ดำเนินการขอถอนหนังสือเดินทางจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศต่อไป”ผอ.พศ.กล่าว ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ขณะเดียวกัน เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุดดา (http://www.alittlebuddha.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของวัดไทยลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำสำเนาโฉนด ซึ่งมีชื่อระบุว่า "นายวิรพล สุขผล เป็นเจ้าของที่ดินและบ้าน เลขที่ 32140 ortega lake Elsinore 92530" ซึ่งทางเว็บไซต์ดังกล่าวระบุด้วยว่า บ้านหลังนี้ ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอเนีย และอยู่ไม่ไกลจากวัดรัตนปัญญา เมืองวิลโดม่าร์
ดีเอสไอตรวจดีเอ็นเอหญิงอ้างเป็นเมียเณรคำ
ขณะเดียวกันที่บ้านเลขที่ 30/1 บ้านหนองนาเวียง หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำเกลี้ยง อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านที่มีการกล่าวหาว่าเป็นสีกาของพระวิรพล ซึ่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำโดยพ.อ.ชัชนันท์ เชื้ออำนาจ รอง ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ชำนาญการพิเศษ และคณะ ได้ลงมาสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมกับ นางสาวชลัมพู วงศ์วรวิวัฒน์ และคณะเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มาร่วมในการตรวจดีเอ็นเอ จากเนื้อเยื่อภายในช่องปาก ของเด็กชาย เอ (นามสมมติ) และนางสาวหญิง(นามสมมติ).สองแม่ลูกที่เชื่อว่ามีความเกี่ยวโยงในฐานะภรรยา และลูกชายของพระวิรพล
ภายหลังจากที่นางสาวหญิงออกมาเรียกร้องให้พระวิรพลดูแลค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู เพราะตนก็ถือว่าตกเป็นภรรยาคนหนึ่งของพระวิรพล เช่นกัน นับตั้งตนเองเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่2 จนมีบุตรด้วยกัน และขณะนี้บุตรอายุ 11 ปีแล้ว แม้ว่าตนจะได้มีสามีใหม่ แต่พระวิรพล ก็น่าที่จะต้องส่งสียเลี้ยงลูกชายของตนเองจนเรียนจบและมีงานทำจึงจะถือว่าหมดภาระของความเป็นพ่อ
โดยคณะเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ทำการสอบสวนปากคำของนางสาวหญิงนับตั้งแต่เริ่มต้นที่ได้พบกับพระวิรพล และการที่ไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันอย่างไร ซึ่งก็ตรงกับที่เคยให้ปากคำไว้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอชุดก่อนที่เดินทางลงมา จึงทำการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
จากนั้น พ.อ.ชัชนันท์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ดีเอสไอ ได้ตั้งประเด็นสอบสวนเอาผิดไว้ 8 ประเด็น หนึ่งในนั้นก็คือ เสพเมถุน เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งหากไม่ได้รับความร่วมมือจากญาติผู้ใกล้ชิดตัวพระวิรพล เช่นบิดา มารดา ในการตรวจดีเอ็นเอ ลำดับแรกเราก็จะไปพูดคุยชี้แจงในการขอความร่วมมือในการรวบรวมหลักฐานประกอบการสอบสวนก่อน แต่หากแจ้งเหตุขัดข้องด้วยประการใดก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งอำนาจทางศาล ซึ่งเราจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายแน่นอน
ขณะเดียวกัน นางสาวชลัมพู วงศ์วรวิวัฒน์ เจ้าหน้าที่ผู้เชียวชาญ จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า วิธีการตรวจของเรานี้ พอนำเข้าสู่กระบวนการความยุติธรรม จะมีการค่าคำนวณทางสถิติ ที่ใช้เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก ซึ่งสามารถและยืนยันได้ว่า มีความเชื่อมโยงเป็นปู่ กับย่า กับเด็กคนที่ถูกกล่าวอ้างได้ ซึ่งค่าการตรวจสอบทางสถิติจะอยู่ที่ 99 % ขึ้นไป ที่จะสามารถนำมายืนยันได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกันกับการตรวจดีเอ็นเอของผู้เป็นบิดาได้เช่นกัน และนับตั้งแต่นำตัวอย่างเนื้อเยื่อเข้าห้องแล็ปเราจะสามารถทราบผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งห้องปฎิบัติการแล็ปที่เราจะใช้ตรวจเราต้องใช้ที่กรุงเทพฯ ที่สำนักงานเราเท่านั้น ซึ่งในการลงมาเก็บตัวเพื่อนำไปตรวจจะใช้ได้ไม่เสียหาย ไม่เสื่อมสลายกลางทางแน่นอนเพราะเรานำอุปกรณ์มาเก็บตัวอย่างเป็นอย่างดีเพื่อนำกลับไปตรวจยังห้องแล็ป เพราะเป็นการลงมาเก็บเองโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญงานเอง ซึ่งแน่นอนเราจะต้องได้ดีเอ็นเอทั้งสองฝ่าย
ทางด้าน เจ้าหน้าที่ ปปง.นำโดย พ.ต.ท. ธีรพงษ์ ดุลวิจารณ์ ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนทางการเงิน หรือ ปปง.พร้อมคณะ ได้ไปที่บ้านของนางลอน มนัส บ้านกลางทุ่งไม่มีเลขที่ ทางทิศใต้ของบ้านหนองถ่ม หมู่ 5 ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสอบปากคำของนางลอนที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทั้งดิน จำนวน 5 แปลง ที่เชื่อได้ว่ามีส่วนเชื่อมโยงต่อการจัดตั้งสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ในการที่เตรียมเสนอการสร้างวัด โดยเน้นว่าทำไมเมื่อขออนุญาตการตั้งวัดมานานแล้ว และมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ตั้งวัดทำไมไม่ดำเนินการต่อในการจดตั้งวัด พร้อมกับการเชื่อมโยงด้านการเงิน ด้านอื่นๆ ที่อาจจะนำมาซึ่งการผิดกฎหมายการฟอกเงิน
พ.ต.ท.ธีรพงษ์ กล่าวว่า มาดูที่มูลฐานความผิดก่อน ว่าจะเกี่ยวข้องกับมูลฐานความผิดอะไรด้านใดบ้าง เพราะเรามีมูลฐานความผิดที่ตั้งไว้ 24 มูลฐาน รวมทั้งการฉ้อโกงประชาชน และข้อมูลฐานความผิดด้านยาเสพติด จากนั้นก็จะดูว่าไปเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และดูในเรื่องทรัพย์สิน ซึ่งเบื้องต้นทางกองปราบได้แจ้งให้ทราบว่ามีบัญชีเงินฝากของพระเณรคำ 21 บัญชี ซึ่งเราได้ยื่นอาญัติเพื่อการตรวจสอบไว้หมดแล้ว จากนั้น ปปง.ก็จะลงไปยังตัวบุคคลว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับตัวเณรคำบ้าง และไล่ที่เรื่องทรัพย์สิน โดยจะเข้าไปดูด้วยว่าได้มา มีมาอย่างไร อย่างเช่น หากมีทรัพย์สินไปอยู่ในนามของบุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรถ เป็นบ้าน สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน เราก็จะตามไปในส่วนนั้นด้วย
ประเด็นสำคัญคือ เราเป็นห่วงพี่น้องประชาชน โดยอาจจะไม่ทราบว่าการรับไว้ซึ่งทรัพย์สินนี้ หรือไปเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินแล้วนี้ ท่านอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานความผิดฐานฟอกเงิน หากพบว่าข้อเท็จจริงไปสู่ตรงนั้น ซึ่งการรับไว้ หรือ เปลี่ยนแปลงทรัพย์สิน นับเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก 1 - 10 ปี หรือปรับไม่เกิด 2 แสนบาท จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชน ถ้าท่านได้รับทรัพย์สินอะไรไว้ อยากจะให้ออกมาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยเราจะสอบไปตามรอยจนจบครบถ้วนทุกกรณีที่เราตั้งฐานข้อมูลไว้ แต่จะทำโดยเร็ว แต่รัดกุม ครบถ้วนภายใน 14 วันนี้ จากนั้นจะสรุปส่งหน่วยเหนือเพื่อดำเนินการต่อไป
สำหรับบรรยากาศที่ที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม พบว่ามีการปิดประตูอาคารที่เคยเปิดให้ญาติโยมได้ชม ในส่วนกองงานวัตถุมงคล ปลดป้ายมูลนิธิขันติธรรมออกไปแล้ว ล็อกประตูด้วยกุญแจอย่างแน่นหนา ทั้งอาคารมูลนิธิ ทั้งอาคารร้านค้า เคเค มินิมาร์ท โดยมีชาวบ้านยางที่ยังศรัทธาในตัวหลวงปู่เณรคำ มาเฝ้าอยู่เพียง 5 คน พระเณรที่เคยพบหายไปหมด เจ้าหน้าที่มูลนิธิที่มาจากจังหวัดอุบลฯ ทุกเช้า ทราบว่าไม่มาสองวันแล้วเช่นกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวที่บ้านเกิดของพระวิรพล พ.อ.ชัชนันท์ เมธีธรรมาภรณ์ รองผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในฐานะพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 999 บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ของนายรัตน์ และนางสุดใจ สุขผล บิดาและมารดาของพระวิรพล รวมทั้งนายจำนงค์ สมเทพ พี่ชายต่างบิดาของพระวิรพล เพื่อตรวจดีเอ็นเอหาความเกี่ยวพันกับ ด.ช.วัย 11 ขวบ แต่พบว่าประตูบ้านถูกปิดล็อกกุญแจอย่างแน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงประสานให้นายบุญรักษ์ สมเทพ ผู้ใหญ่บ้านทรายมูล หมู่ 10 เรียกให้คนที่อยู่ภายในบ้านเปิดประตู แต่ไม่มีใครออกมาพบแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปขอหมายค้นจากศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ขณะที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกชุด เดินทางไปที่บ้านของนายกิตติกร วงศ์สวัสดิ์ พ่อตาของนายอภิชาติ สมเทพ อายุ 25 ปี หลานชายของพระวิรพล ก่อนหน้านี้มีการขนย้ายตู้เซฟดังกล่าวไปเก็บไว้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานช่างให้มาผ่าตู้เซฟพบพลอยสีเขียว ทับทิม หลากสีหลายขนาดที่ยังไม่ได้เจียระไน บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 9 ถุง และกล่องใส่สายรัดธนบัตร 6 มัด มัดละ 100 ซอง จึงนำตู้เซฟและพลอยดังกล่าวไปที่ สภ.พิบูลมังสาหาร ก่อนประสานร้านจำหน่ายทองในพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร มาประเมินราคา มีมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท
พ่อแม่"เณรคำ"ไม่ยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ
ต่อมาเวลา 16.30 น. พ.อ.ชัชนันท์ เดินทางกลับไปที่บ้านเลขที่ 999 บ้านทรายมูล อีกครั้ง เพื่อขอตรวจดีเอ็นเอ แต่ถูกปฎิเสธไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการ มีเพียงนายชาญณรงค์พี่ชายต่างบิดากับหลวงปู่เณรคำที่ยอมให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดและน้ำลายเท่านั้น
พ.อ.ชัชนันท์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนางสุดใจเบื้องต้นยังไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ตรวจดีเอ็นเอ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะขอหมายศาลจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอตรวจค้นบ้านพ่อแม่เณรคำในวันที่ 11 ก.ค.เพื่อนำหลักฐานในการที่จะนำไปตรวจดีเอ็นเอ เช่น เสื้อผ้าของพ่อแม่เณรคำ แปรงสีฟัน ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอได้เป็นอย่างดีแต่จะต้องนำไปตรวจในห้องแล็ปซึ่งจะทราบผลภายใน 48 ชั่วโมง ในวันนี้ไม่สามารถนำออกมาได้เนื่องจากไม่มีหมายค้น
พระพยอมชี้เณรคำมีทีมงานใหญ่ดูแลเงินในบัญชี
เมื่อเวลา 16.00 น.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา พระพิศาลธรรมพาที หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวถึงกรณีของหลวงปู่เณรคำ หลังจากบรรยายธรรมให้นักศึกษากว่า 300 คน
พระพยอม กล่าวว่า กรณีหลวงปู่เณรคำนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ พบว่ามีการกระทำผิดหลายเรื่องทั้งเรื่องยาเสพติด เรื่องผู้หญิง โดยเฉพาะเรื่องเงินที่มีอยู่กว่า 70 บัญชีทั้งในและต่างประเทศ จึงเชื่อว่ามีการบริหารจัดการเงินต้องมีขบวนการใหญ่หนุนหลังเข้าข่ายฟอกเงิน ที่ผ่านมาทางคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ได้ให้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว แล้วกลับหลีกเลี่ยงไม่เดินทางกลับประเทศ หรือติดต่อกลับมาแต่อย่างใด
นอกจากนี้พระพยอมยังเพิ่มเติมว่า กรณีของหลวงปู่เณรคำ สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอทางสังคมได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องการเชื่อจนงมงาย การมีตำรวจ ทหารชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้คอยรับใช้ การถวายเงินเป็นจำนวนมากจนทำให้พระอ่อนแอต่อลาภสักการะ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เครื่องบินรับกิจนิมนต์ต้องเช่าเหมาลำ ซึ่งถือว่าเกินตัว
“ถึงเวลาที่ต้องสังคายนา ทั้งพระสงฆ์และญาติโยม ให้รักษาทะนุบำรุงศาสนาในทางที่ถูก ที่ควร โยมอ่อนแอต่อผลประโยชน์ ทำบุญก็ไม่ได้ใช้สติปัญญา ต้องรู้ว่าพระควรจะรับอะไร เท่าไหร่ ให้เหมาะกับฐานะ” พระพยอม กล่าว



