
วิถีธรรม...วิถีทำ'ปู่เณรคำ'
วิถีธรรม...วิถีทำ'ปู่เณรคำ' : ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคอีสานรายงาน
"หลวงปู่เณรคำ" หรือในนามทางการ "พระวิรพล ฉตฺติโก" ย่อมไม่ใช่นักบวชรายแรกที่กำลังก้าวเดินสู่อ้อมอกชาวคณะอลัชชี ที่รุ่นพี่ได้จาริกไปล่วงหน้าแล้วหลายราย และก็คงไม่ใช่ผู้ครองผ้าเหลืองรูปสุดท้ายภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนาที่กระทำนอกรีตผิดพระวินัยร้ายแรง ตราบเท่าที่การโหมโฆษณาชวนเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจพุทธพาณิชย์ยังคงดำเนินสืบเนื่องเป็นกระแสหลักตามวิถีของวัด อันอยู่เหนือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถือเป็นสัจธรรม
หากแต่ปรากฏการณ์ความเชื่อถือศรัทธาในตัว "หลวงปู่เณรคำ" แห่งที่พักสงฆ์ขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นเรื่องชวนติดตามย้อนรอยแต่หนหลังอยู่ไม่ใช่น้อย นับตั้งแต่ที่มาของคำนำหน้าว่า "หลวงปู่" ของพระหนุ่มผู้มีอายุเพียง 40 ปี การนับศักดิ์นั้นก็น่าจะอยู่เพียงแค่ "หลวงพี่" แต่ผู้คนส่วนหนึ่งกลับพากันนบนอบเรียกขานได้เต็มภาคภูมิว่า "หลวงปู่เณรคำ"
สร้างศรัทธาด้วย"ปากต่อปาก"
เพียงภาพถ่ายจากฝีมือของช่างภาพสมัครเล่นคนหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสเข้าไปบันทึกภาพเณรคำภายในกระโจม เล่าขานกันว่า สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นพระชราภาพกำลังนั่งสมาธิอยู่ภายในนั้นแทน จะด้วยเจตนาใดไม่ประจักษ์ หากภาพที่ว่านั้นถูกนำมาแสดงในหมู่ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันแล้วเกิดกระแสเล่าขานปากต่อปากกันต่อๆ ไปถึงปริศนาน่าอัศจรรย์ดังว่า เหตุใดภาพถ่ายเณรจึงออกมาดู "แก่" ไม่สมวัย จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ที่เริ่มขยายวงเป็นสาม เป็นสี่ เป็นร้อย เป็นพันคน สุดท้ายจบลงด้วยบทสรุปจากผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งที่ว่า "นี่แหละหลวงปู่เณรคำ กลับชาติมาเกิดเพื่อรับใช้ญาติโยมพาให้หลุดพ้นไม่ต้องมาวนเวียนตายเกิดอยู่เช่นทุกวันนี้" ยังผลให้ผู้คนที่เชื่อก้าวล่วงสู่ศรัทธา และนำมาซึ่งการเคารพกราบไหว้รายรอบราวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเนรมิตขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
โหมพีอาร์-มาร์เก็ตติ้ง
คืนวันผ่านพ้น ชื่อเสียงของหลวงปู่เณรคำเริ่มขจรขจายขยายใหญ่จนยากจะมีใครฉุดอยู่ เมื่อหนังสือธรรมะของพระวิรพลในปกที่ชื่อ “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด” และ “นิพพานมีจริง” พิมพ์เผยแพร่พร้อมแผนประชาสัมพันธ์เป็นขั้นตอนอย่างมืออาชีพ ซึ่งไม่ต่างไปจาก "นักเขียน" ที่เข้ามาเสริมทัพ ขณะแผนการตลาดถูกวางเอาไว้ล่วงหน้าถึงตำแหน่งแห่งที่ของหนังสือว่าวางจำหน่ายตรงไหน และอย่างไร นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ
เสียงตอบรับและความสำเร็จของหนังสือทั้ง 2 เล่ม เรียกได้ว่าเป็นเรือธงระดับ "แม่เหล็ก" ที่ส่งแรงดูด ดึงเอาศรัทธาจากญาติโยมทั่วสารทิศมากองไว้ตรงหน้า "หลวงปู่เณรคำ" ความดังของหนังสือทั้งสองเล่มขึ้นระดับท็อปชาร์ต กลายเป็นหนังสือที่มียอดขายดีที่สุดในซีรีส์หนังสือธรรมของพระวิรพลที่ตีพิมพ์ออกมาทั้งหมด กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ชื่อเสียงของหลวงปู่เณรคำโด่งดังเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและนานาชาติ
ยึด"ชัตเตอร์โมเดล"
ย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง ราวเมื่อสิบกว่าปีก่อน ช่างภาพมืออาชีพอีกรายหนึ่งใน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ บันทึกภาพพระวิรพลด้านข้างเอาไว้ แต่ "แบ็กกราวนด์" ภาพนั้น เป็นภาพศีรษะของใครอีกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นั่นเป็นที่มาของเรื่องเล่าเพิ่มเสริมแต่งถึงกับว่าศีรษะของพระวิรพลในภาพถ่ายนั้นมีลักษณะนูนขึ้นมาตรงกลางคล้ายเศียรพระพุทธเจ้า ยามเมื่อปลงผมให้สั้นลงแล้วม้วนเป็นก้อนอยู่ตรงกลาง ทีมงานประชาสัมพันธ์ของพระวิรพลไม่รอช้า พวกเขานำเสนอข่าวออกมาว่า
"นี่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าที่ไปกระทำผิดบนสวรรค์ แล้วถูกส่งมารับกรรมยังโลกมนุษย์ ใครได้ร่วมทำบุญและใกล้ชิดจะได้ขึ้นสวรรค์ จะได้ไปนิพพาน ไม่ต้องมาเกิดอีก ไม่ต้องมารับกรรม ไม่มีกรรมติดตัวไป หลวงปู่เณรคำสามารถปลดกรรมของทุกคนได้ และในการเกิดของหลวงปู่เณรคำจะนำมาซึ่งการนำพามนุษย์ที่ยังมีกิเลสให้รอดพ้นจากบ่วงกรรม จะทำการเผยแพร่พระธรรม จัดตั้งสาขาของวัดป่าขันติธรรมให้กว้างไกลไปทั่วโลก"
แผนพีอาร์และแคมเปญที่ดำเนินต่อเนื่อง รับส่งลูกกันอย่างมีจังหวะจะโคน ยังผลให้กระแสความโด่งดังของหลวงปู่โหมกระพือรุกคืบอาณาจักรฆราวาสเข้าไปไม่หยุดหย่อน แม้กระทั่งทรัพย์สิ่งที่บรรดาภิกษุไม่ควรมีควรครอง
ลีลาเน้นอัตลักษณ์หลวงปู่
“ในครั้งพุทธกาล อาตมากับเพื่อนรวม 400 คน เคยเกิดเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า เพื่อนทุกคนต่างสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ไปนิพพานกันหมดแล้ว เหลือเพียงเราคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงได้รับคำสั่งให้มาเกิดในชาตินี้ ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายเพื่อให้มาพาญาติโยมไปสู่นิพพานพร้อมกัน” นี่เป็นส่วนหนึ่งของเทศนาแก่ญาติโยม ในลีลาเทศน์นุ่มนวล อ่อนหวาน มีเสน่ห์ เทศน์ไปพลางเคี้ยวหมากไปพลาง ขับเน้นอัตลักษณ์ของหลวงปู่ในร่างพระภิกษุให้เด่นชัดยิ่งขึ้น พร้อมกับกำลังศรัทธาที่ถูก "อัพ"
คงไม่ต่างไปจากวัดหรือสำนักสงฆ์อื่นๆ อีกหลายแห่งที่มุ่งเน้นการหารายได้โดยใช้รูปแบบ "พุทธพาณิชย์" ที่กำลังแพร่หลายอยู่ทุกหย่อมหญ้า อันยึดโยงอยู่กับศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งอยู่เหนือไปกว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาอันเป็นเนื้อแท้
จัดอีเวนต์ใหญ่ 3 ฤดูกาล
โครงการสร้างพระแก้วมรกตจำลองขนาดใหญ่ โดยมีมหาวิหารครอบคลุมถูกรังสรรค์ขึ้น จากการ "ครีเอท" ของหลวงปู่เณรคำ ผู้ใช้คำเทศนาเป็นธงนำสู่ความสำเร็จ ดังเช่นชุดความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นว่า ญาติโยมคนใดร่วมเป็นเจ้าภาพ สร้างองค์พระแก้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะได้บุญใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน ใครแสดงตัวเป็นเจ้าภาพใหญ่ก็จะได้นิพพาน จะได้บุญใหญ่ เพราะการสร้างพระเป็นการสร้างองค์ตัวแทนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนนิพานว่า "ใครเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม"
ชั่วโมงนี้ ถนนสายที่ชื่อ "ศรัทธา" ล้วนทอดตัวมุ่งสู่ที่พำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม และถนนสายนี้นี่เองที่นำมาซึ่งเงินจำนวนมหาศาล และทองคำ ที่ถูกนำให้เชื่อกันว่า จะไหลรวมเป็นองค์พระแก้วมรกต และผ้าห่มองค์ตามฤดูกาล อันจะมีพิธีในการเปลี่ยนเครื่องทรงในทุกฤดูตามมา นั่นหมายถึงว่า จะเป็น "แม่เหล็ก" ดูดเงินบริจาคจากแรงศรัทธาของญาติโยมได้ตลอด 3 ฤดูกาลในรอบ 12 เดือน
เมื่อเณรคำไม่ใช่คำตอบ
อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้เรื่องราว "อื้อฉาว" ของพระวิรพลถูกนำออกมาตีแผ่อยู่ไม่เว้นวัน ไม่เว้นสื่อ แต่ก็ยังมีญาติโยมอีกส่วนหนึ่งเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ที่พำนักสงฆ์สันติธรรม ดังเช่น การถือปฏิบัติจของยายนง ชาวบ้านใกล้เคียง ที่ยังคงมาถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์อยู่เป็นประจำทุกวัน
ยายนง บอกว่า มาเพื่อกราบพระ พักสมอง พักจิตใจ และปฏิบัติธรรม ไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล เพราะเชื่อในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า จะนำพาให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง หากทุกคนทำดี หันหน้าเข้าวัด ทำบุญ ผลบุญจะทำให้ทุกคนเป็นสุข หากมีอันตรายก็จะแคล้วคลาดตลอดไป ส่วนเรื่องว่าใครเป็นอะไร กล่าวหาว่าหลวงปู่เณรคำไปทำเช่นไร ก็ไม่ได้สนใจ เพราะทุกคนที่เกิดมาบนโลกมนุษย์ย่อมมีวิบากกรรมเป็นของตนเอง จะเป็นพระหรือว่าโยมก็เช่นกัน แต่หากเราได้เข้าวัดทำบุญก็สบายใจ
ยายนงยกสัจธรรมที่นางเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันขึ้นมาบอกว่า ขนาดหินเก่าๆ รากต้นไม้เก่าๆ ขอนไม้ตะเคียนที่นำขึ้นมาจากน้ำ เราก็ยังกราบไหว้บูชา เพราะเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ "แม้วันนี้จะไม่มีพระวิรพล มาที่วัดป่าขันติธรรมนี่อีกเลยชั่วชีวิต ยายก็จะยังมาวัดทำบุญ จนกว่าที่นี่จะไม่ใช่วัด จะไม่มีพระมาอยู่อาศัย ก็จะไปวัดอื่น ญาติโยมมาวัดหลายคนไม่ได้ติดกับตัวพระ แต่ติดกับตัวบุญกุศลมากกว่า"
.............
(หมายเหตุ : วิถีธรรม...วิถีทำ'ปู่เณรคำ' ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคอีสานรายงาน)



