
มติคณะสงฆ์ศรีสะเกษอเปหิ'เณรคำ'แล้ว
มส.ยันไม่นิ่งนอนใจเรื่อง'เณรคำ' ด้านวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อขีดเส้นตาย 12 ก.ค. ไม่มารายงานตัวฟันพ้นสังกัดเด็ดขาด มติคณะสงฆ์ศรีสะเกษ'อเปหิ'แล้ว
9ก.ค.2556 จากกรณีที่ประชาชนมีข้อสงสัยสาเหตุใดมหาเถรสมาคม(มส.) ถึงไม่ออกมาแสดงท่าทีของเรื่องงพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำนั้น ล่าสุดสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้บริหารสำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี-นักธรรมของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยาว่า มส.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะกระทบต่อศรัทธาประชาชนในวงกว้าง แต่กระบวนการทำงานนั้น พ.ร.บ.คณะสงฆ์กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากมีเรื่องการกระทำผิดของสงฆ์ การพิจารณาก็จะเป็นไปตามลำดับชั้นการปกครอง โดยให้ผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดเป็นผู้สอบข้อเท็จจริง เช่น เจ้าคณะอำเภอ ต้องพิจารณาแล้วส่งเรื่องมายังเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆพิจารณาตามลำดับชั้น จากนั้นแจ้งมายังมส.ให้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้น จึงขอเน้นย้ำว่า คณะสงฆ์ โดยเฉพาะมส.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้
พระราชธรรมโกศล (สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า คณะกรรมการที่อาตมาเป็นประธานได้ประชุมร่วมกันกรณีการตัดหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้ว โดยได้ออกแถลงการณ์ว่า จะยืดหยุ่นเวลาให้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.จนถึงวันที่ 12 ก.ค. ให้หลวงปู่เณรคำกลับมารายงานตัว หากพ้นวันที่ 12 ก.ค.ยังไม่มา ก็จะถือว่าพ้นจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อโดยเด็ดขาด จากนี้ไปต้องหาสังกัดวัด หากหาไม่ได้ก็ถือเป็นพระเร่ร่อนไม่มีสังกัด ซึ่งหากมีใครร้องเรียนว่าเป็นพระเร่ร่อนไม่มีสังกัด ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองดำเนินการทางกฏหมายได้ ส่วนคดีร้องเรียนต่างๆต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านและคณะสงฆ์ในการพิจารณาเรื่องพระธรรมวินัยต่อไป
ด้านพระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะสงฆ์ศรีสะเกษได้เข้ามาหารือกับอาตมาเกี่ยวกับกรณีหลวงปู่เณรคำว่าจะให้ดำเนินการเช่นไร อาตมาจึงได้ให้แนวทางไปว่าหากเห็นว่าหลวงปู่เณรคำกระทำความผิดก็ต้องว่ากันตามความผิด หากทำถูกต้องว่ากันไปตามถูก โดยยึดความถูกต้องเป็นหลัก ส่วนกระบวนการพิจารณาให้คณะสงฆ์ศรีสะเกษและอุบลราชธานี ว่ากันไปตามกระบวนการโดยไม่ได้กำหนดวันที่ต้องดำเนินการเสร็จ แต่ก็กำชับว่าให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
“ตอนนี้กระบวนการพิจารณายังติดที่หลวงปู่เณรคำอยู่ที่ฝรั่งเศส มีเพียงอีกฝั่งให้ข้อมูลอยู่เพียงด้านเดียว เป็นเพียงข้อกล่าวหา หากจะฟันธงว่าผิดหรือถูกก็ลำบากเหมือนกัน ซึ่งเรื่องการสึก หากตัดสินไปแล้ว แก้คืนไม่ได้ ต้องทำให้รอบคอบ อย่างไรก็ตาม อาตมาได้รับรายงานว่า วันนี้คณะสงฆ์ศรีสะเกษและคณะสงฆ์อุบลราชธานี ที่วัดประชารังสฤษฏ์ กันทรารมณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เกี่ยวกับกรณีหลวงปู่เณรคำ ซึ่งอาตมาก็จะติดตามผลการประชุมอย่างต่อเนื่อง”เจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามกรณีการขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศของหลวงปู่เณรคำว่า ได้เดินทางไปเมื่อไหร่และมีกำหนดระยะเวลากลับเมื่อใด จากทางศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร (ศ.ต.ภ.) โดยได้รับคำตอบว่า ต้องขอดำเนินการตรวจสอบเอกสารอีกครั้งว่า หลวงปู่เณรคำที่ใช้ชื่อในการเดินทางว่าพระวิรพล สุขผล เดินทางไปวันไหนและมีกลับเมื่อใด หากไม่กลับตามกำหนดหรือไปกระทำความผิดก่อให้เกิดผลเสียต่อคณะสงฆ์ไทย ก็สามารถขึ้นบัญชีดำพระรูปนั้นๆ โดยจะไม่อนุญาตให้มีการเดินทางไปยังต่างประเทศได้อีก
มติคณะสงฆ์ศรีสะเกษอเปหิ'เณรคำ'แล้ว
ที่วัดป่ารังสฤษฏ์ ตำบลดูน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พระราชธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอในเขต จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับพระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) พร้อมกับคณะสงฆ์ที่เป็นระดับเจ้าคณะอำเภอในเขต จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือในการพิจารณาความผิดของหลวงปู่เณรคำ โดยมีนายพยม ธารีชาญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนายวิรอด พรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา นำคณะเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเข้าร่วมประชุม อำนวยความสะดวกในการบันทึกรายงานการประชุม
ทั้งนี้พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ได้เสนอที่ประชุมสงฆ์ในวันนี้ว่า ขณะนี้พระวิรพลไม่สามารถติดต่อได้และอยู่ยังต่างประเทศ คณะสงฆ์เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นความเสื่อมต่อพระศาสนา จึงได้ลงมติเบื้องต้นว่า ให้ขับพระวิรพลออกจากหมู่สงฆ์จังหวัดศรีสะเกษนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามทางพระราชธรรมโกศลยังคงยืนยันให้ผ่านวันที่ 12 กรกฎาคมไปก่อน จึงทำให้ ที่ประชุมคณะสงค์ทั้งสองจังหวัดยังไม่สามารถมีมติรวมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
กองปราบฯอายัด21บัญชี200ล้านแล้ว
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พ.ต.ท.ธเนตร์ นพคุณ ผู้อำนวยการส่วนสำนักคดีความมั่นคง 2 กรมสอบสวนคดี นายณรงค์ รัตนานุกูล ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (รอง บก.ป.) พ.ต.ท.ธีรพงศ์ ดุลยวิจารณ์ ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนทางการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เเละผู้แทนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้เเทนกองปราบปราม ผู้เเทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกันเข้าประชุมเเลกเปลี่ยนข้อมูลกรณีหลวงปู่เณรคำ
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนสงสัยว่าเงินเเละทรัพย์สินต่างๆ จำนวนมากของเณรคำนั้น น่าจะได้มาโดยมิชอบและสงสัยว่าอาจมาจากยาเสพติด ซึ่งทางดีเอสไอ อยากให้ ป.ป.ส. ดูเเลในส่วนของกระบวนการที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่ง ป.ป.ส.จะช่วยดำเนินการ ตามฐานข้อมูลที่ ป.ป.ส. มีอยู่
"ขณะนี้มีรายชื่อที่ได้รับจาก ดีเอสไอ เเละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 20 รายชื่อที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. จะใช้เวลาไม่เกิน 2 วันเพื่อตรวจสอบ 20 รายชื่อกับฐานข้อมูลยาเสพติดของ ป.ป.ส. ทั้งในเเละนอกประเทศ ถ้าหากพบว่าหลวงปู่เณรคำหรือผู้ใกล้ชิดคนใด ไปเกี่ยวข้องกับกับข้อมูลนั้น ป.ป.ส.จะเเจ้งให้ ดีเอสไอ ทราบ เเละดำเนินการต่อเนื่องตามอำนาจ ป.ป.ส. ในการยึดเเละอายัดทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทองรูปพพรรณ รถยนต์ บ้านที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่มาจากยาเสพติดทั้งหมด ซึ่งขณะนี้เชื่อกันว่า หลวงปู่มีทรัพย์สินกว่า 1,000 ล้านบาท เเละถ้าเป็นคดียาเสพติดการส่งตัวข้ามประเทศนี่ไม่ใช่เรื่องยากเลย
ด้านพ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า บก.ป.ได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาระยะหนึ่ง ตั้งข้อหาหลักไว้คือ มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เเละ พ.ร.บ คณะสงฆ์ เเละขณะนี้ ทาง บก.ป.ได้มีหนังสืออายัดบัญชีของพระเณรคำทั้งใน กทม.เเละต่างจังหวัดจำนวน 21 บัญชีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้จะส่งให้ทาง ป.ป.ง. ตรวจสอบต่อไป
เจ้าหน้าที่ศิลปากรที่11เข้าตรวจพระแก้วมรกตจำลอง
ที่พักสงฆ์ขันติธรรม ต. ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ได้นำคณะเข้าตรวจสอบองค์กระแก้วมรกตจำลอง นายขจร กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้ก็คือไม่มีผู้แทนของวัดป่าขันติธรรมให้คำตอบได้ และจากข้อมูลในขณะนี้ประมวลได้ว่า ไม่ได้มีการขออนุญาต ส่วนประเด็นที่จะมีการยื่นขออนุญาตย้อนหลังก็ต้องอยู่กับคณะกรรมการที่จะพิจารณาว่า จะรับรองหรือไม่
“ที่ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำอ้างว่าการขออนุญาตก่อสร้างนั้นขอทีหลังได้ เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งการขออนุญาตสร้างพระแก้วมรกตจำลองตามบัญชีแนบท้ายระเบียบว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ มีขั้นตอนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีระเบียบมีอยู่ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง” นายขจร กล่าว
"สุขุม"ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่เณรคำ ร้องสภาทนายช่วยเหลือส่งผู้เชี่ยวชาญกม.พระวินัย ดูแลคดีฟ้อง
นายสุขุม วงประสิทธิ ลูกศิษย์ใกล้ชิดพระวิรพล ฉัตติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ เข้าพบนายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้สภาทนายความ ส่งนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายด้านพระวินัยและการปกครองของคณะสงฆ์ เตรียมการสู้คดีหากมีการฟ้องคดีหลังจากที่พระวิรพล ฉัตติโก ถูกกล่าวหาจากหลายหน่วยงานว่าทำผิดตามพระวินัย และปฏิบัติตนไม่สมกับสมณเพศ
ด้านนายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า สภาทนายความจะนำข้อเรียกร้องเข้าสู่คณะกรรมการโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองของคณะสงฆ์ ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ มาร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องว่าเข้าข่ายที่สภาทนายความจะให้การช่วยเหลือได้หรือไม่ โดยจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ว่า ผู้เสียหายถูกรังแกไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ และเป็นผู้ยากไร้ไม่มีเงินว่าจ้างทนายความหรือไม่ โดยคาดว่าจะตรวจสอบได้ภายใน 7 วัน แต่หากคณะกรรมการมีมติไม่รับเรื่องผู้เสียหายสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อนายกสภาทนายความได้
ขณะที่นายสุขุม ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าพร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่วนหลวงปู่เณรคำนั้น ขณะนี้ยังเดินหน้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา โดยมีกิจนิมนต์ทุกวัน อย่างไรก็ดีท่านพร้อมที่จะกลับประเทศไทยมาชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากที่เห็นว่าขั้นตอนของเรื่องนี้จะมีความยุติธรรมมากกว่านี้
"ขอให้ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำหน้าที่ตามขอบเขตที่แต่ละหน่วยงานมี เนื่องจากขณะนี้เห็นว่าหน่วยงานทั้งสองทำหน้าที่เกินขอบเขต และเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเท่านั้น ยังไม่ควรแถลงข่าวแบบชี้นำให้ประชาชนสับสน เพราะหลวงปู่เณรคำยังไม่มีความผิด" นอกจากนี้นายสุขุม กล่าว
...............................
ข่าวเกี่ยวข้อง
- DSIพบ'เณรคำ'ผิด8ข้อหาหนัก : http://www.komchadluek.net/detail/20130709/162966/DSIพบเณรคำผิด8ข้อหาหนัก.html



