
คณะสงฆ์ยังไม่สั่ง'เณรคำ'ปาราชิก
'คณะสงฆ์'ขอข้อมูล'DSI'เพิ่ม ก่อนนิมนต์คณะกรรมการสงฆ์ 2 จังหวัดถกลงความเห็นปาราชิกพระเสพเมถุน ขณะที่ไร้เงา!'หลวงปู่เณรคำ-ลูกศิษย์'แจงกรมศิลป์ปมสร้างพระแก้ว
8 ก.ค.56 นายวีระ ดาวสี นักวิชาการศาสนา ชำนาญการพิเศษ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าร่วมถวายรายงาน พร้อมพิจารณาข้อมูลพยานหลักฐานที่ พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บังคับการ สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้นำมามอบให้กับพระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อบ่ายวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น
พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากเจ้าคณะจังหวัดที่คณะสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ นำมามอบให้เมื่อบ่ายวานนี้แล้ว เมื่อพิจารณาตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคณาภรณ์ (ป.อ.ปยฺตฺโต) พระธรรมปิฎก ( ประยุทธ์ ปยฺตฺโต ) แล้ว เห็นว่าควรยึดหลัก สัมมาขาวินัย ระเบียบอันพึงทำในที่พร้อมหน้า วิธีระงับต่อหน้า ได้แก่ การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ สังฆสัมมุขตา คือ ภิกษุเข้าประชุมครบองค์สงฆ์ในที่พร้อมบุคคล ก็จะสามารถกระทำได้ในปารมีคำสั่งปาราชิกสงฆ์ที่กระทำผิดวินัยสงฆ์ จึงได้ร่วมประชุมคณะสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้งสอบอธิกรณ์ อันได้แก่ พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ, พระครูสิริวินัยวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ, พระครูพิจิตรปุญญาพิรัต เจ้าคณะอำเภอขุนหาญ, พระครูสารธรรมคุณากร เจ้าคณะตำบลโพนข่า เจ้าคณะอำเภอขุนหาญ พร้อมกับเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะสงฆ์สอบอธิกรณ์ และพระครูกิตติวรโสภณ รักษาการเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ ได้ประชุมหารือข้อมูลการสอบพยานของคณะดีเอสไอ พบว่าเป็นการสอบพยานเพียงฝ่ายเดียว จึงประสานขอข้อมูลกับดีเอสไอเพิ่ม ซึ่งได้รับแจ้งว่าจะรวบรวมมาส่งได้ภายในกลางสัปดาห์นี้ จึงขอรอดูข้อมูลทางโลก แท้จริงแล้ว หากดีเอาสไอเห็นว่าข้อมูลพยานครบถ้วนแล้ว ก็คงจะแจ้งความจับพระเณรคำ ได้เลย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะง่ายต่อคณะสงฆ์ที่จะประชุมทำการปราชิกพระที่กระทำผิดได้ทันทีเช่นกัน แต่หากไม่ดำเนินการเช่นนี้ คณะสงฆ์ก็เห็นว่าจะรอข้อมูลทางดีเอสไอให้ครบถ้วนก่อนที่จะประชุมสงฆ์ตัดสินต่อไป
นายวีระ ดาวศรี กล่าวว่า ขณะนี้หลายฝ่ายมุ่งประเด็นมาที่คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาศรีสะเกษ ว่าไม่ทำอะไรให้ชัดเจน และหากถ่วงเวลาไปก็จะสร้างความเสียหายแก่คณะสงฆ์ของไทยไปมากกว่านี้ ก่อนหน้านี้ตนเองก็ได้รับคำสั่งให้ลงไปสอบข้อมูล บันทึกปากคำของสีกาของพระเณรคำ ที่อ้างตัวเป็นภรรยาของพระ มีการเสพเมถุนตั้งแต่อายุยังน้อย พร้อมพาคณะดีเอสไอ ไปชี้จุดต่างๆ ที่พระเคยพาไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน แต่นั่นก็เป็นการให้ปากคำเพียงฝ่ายเดียว ยังอยู่ในขั้นการกล่าวหา ยังไม่สรุปรูปคดีเพื่อชี้ว่าผิดจริง และแจ้งความเอาผิดแก่ผู้ถูกกล่าวหาอยู่ในขณะนี้
ในด้านวินัยสงฆ์ก็จะต้องนำคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาสอบปากคำเพื่อให้มีการยอมรับทั้งสองฝ่ายจึงจะดำเนินการปราชิกได้ เพียงอาศัยข้อมูลกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว ตามพระวินัยสงฆ์นั้นยังถือว่าน้อย และยังไม่สามารถมีคำสั่งปราชิกพระได้ ยกเว้นพระเณรคำเดินทางกลับมาให้ข้อมูล หรือตรวจดีเอ็นเอ หรือ ขัดขืนคำสั่งของผู้ปกครองสงฆ์ ในการให้มาพบแล้วเป็นพระดื้อไม่มาพบก็อาจจะมีคำสั่งขับออกจากหมู่สงฆ์ ฝ่ายธรรมยุต เพื่อให้ไปเป็นอิสระได้ ก็จะดั่งเช่นกรณีของพระยันตระ ที่คณะสงฆ์ขับออกจากสังกัด ไม่รับรู้รับทราบการกระทำของสงฆ์องค์นั้น ประกาศให้โลกรู้ พระรู้ ใครจะศรัทธาใส่บาตรต่อก็ตามใจ ดังนี้ก็อาจจะทำได้แต่ต้องผ่านที่ประชุมสงฆ์ก่อนเช่นกัน และขณะนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาได้ประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากดีเอสไอ เพื่อนำมาถวายคณะสงฆ์ทั้ง 2 จังหวัดเพื่อเปิดประชุมสงฆ์ร่วมกันในการพิจารณาพระเณรคำต่อไปแล้ว ส่วนจะได้วันไหนนั้นก็จะต้องรอก่อน
ไร้เงา!"หลวงปู่เณรคำ-ลูกศิษย์"แจงกรมศิลป์
นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวว่า จากการที่ตนได้ทำหนังสือเรื่อง การจำลองพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ถึง พระวิรพล ฉัตติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.2556 กรณีหลวงปู่เณรคำได้ทำการก่อสร้างและจำลองพระแก้วมรกตขนาดใหญ่ที่วัดป่าขันติธรรม จนถึงขณะนี้ทางหลวงปู่เณรคำ หรือตัวแทน ลูกศิษย์ ฝ่ายกฎหมายใดๆ ไม่ติดต่อกลับมายังกรมศิลปากร เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว เนื่องจากพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ปรากฏตามบัญชีแนบท้ายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ. 2520 หากมีการจำลองต้องขออนุญาตก่อน
"อย่างไรก็ตาม หากที่สุดแล้วทางหลวงปู่เณรคำหรือทางวัดป่าขันติธรรมไม่ติดต่อกลับมาทางกรมศิลปากรก็ไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้ เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่กรมศิลปากรอึดอัดใจเหมือนกัน เพราะมีแต่ระเบียบเท่านั้นไม่มีกฎหมายบังคับ จึงไม่ได้มีการระบุโทษ กรมศิลปากรไม่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการใดๆ นอกจากแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้หลวงปู่เณรคำกำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ควรจะมาชี้แจงและขออนุญาตให้ถูกต้องเท่านั้น"อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
DSI หาเบาะแสคนใกล้ชิด"เณรคำ"ถือครองรถหรู
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติคดีพิเศษภาค เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสำนักคดีความมั่นคง ว่า พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ได้ส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับรถจดประกอบที่อาจจะอยู่ในการครอบครองของหลวงปู่เณรคำ หรือพระวิรพล สุขผล แต่จากการตรวจสอบรายชื่ออู่รถจดประกอบและรถที่เป็นชื่อครอบครองของหลวงปู่เณรคำ และนายสุขม วงษ์ประสิทธิ์ ลูกศิษย์ ยังไม่ตรงกับฐานข้อมูลของดีเอสไอ จึงขอให้พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ รีบสืบสวนหาเบาะแสข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดที่พระวิรพลไว้ใจให้ถือครองทรัพย์สินแทน ซึ่งเชื่อว่าถูกใส่ชื่อเป็นนอมินี เพราะรถหรูที่มีอยู่มีราคาแพง ดังนั้นเชื่อว่าผู้ที่ถูกใส่ชื่อเป็นเจ้าของน่าจะเป็นคนที่มีความใกล้ชิดมาก
พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ กล่าวว่า ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ตนได้นัดประชุม 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย ดีเอสไอ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานพระพุทธศาสนา ( พศ.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลจากการลงพื้นที่เกิดเหตุ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมของหลวงปู่เณรคำโดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องการเสพเมถุน ซึ่งดีเอสไอได้สรุปผลเบื้องต้นแจ้งให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานีพิจารณาเรื่องปาราชิก
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ทำให้พบประเด็นเพิ่มเติมกรณีการครอบครองรถหรูหลายคันซึ่งต้องสงสัยว่า อาจมีที่มาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสีเทา ส่วนกรณีที่มีกัปตันเครื่องบินรายหนึ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการนำเงินและทองคำออกนอกประเทศจำนวนมากนั้น ดีเอสไอจะประสานกับปปง.และหน่วยที่เกี่ยวข้องว่ามีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ใด ทั้งนี้จะเรียกกัปตันรายดังกล่าวเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับดีเอสไอด้วย
พศ.แนะ"หลวงปู่เณรคำ"หากผิดจริงสึกทันที
นายอำนาจ บัวศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า กรณีที่หลายคนสอบถามว่าจะทำอย่างไรหากหลวงปู่เณรคำ ไม่ยอมเดินทางกลับมายังประเทศไทย หากหลวงปู่เณรคำรู้ว่าตัวเองทำผิดจริงก็สึกทันที หรือว่าเดินทางกลับมาสึกที่ประเทศไทย ซึ่งเรื่องทางสงฆ์ก็จะจบไป ส่วนเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับคดีก็ต้องกลับมาต่อสู้หรือว่าชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เรื่องต่างๆ วุ่นวายอย่างนี้ อย่างไรก็ตามหากดีเอสไอหรือว่าเจ้าหน้าที่สรุปออกมาว่ามีความผิดทางอาญาจริง แต่ปรากฏว่าหลวงปู่เณรคำไม่ยอมกลับมาคิดว่าจะน่านำกฎหมายระหว่างประเทศมาบังคับใช้เพื่อนำตัวกลับมาได้
พระเอกรุ่นดึกพบดีเอสไอให้ปากคำรับปริญญาม.สันติภาพ
นายยอดชาย เมฆสุวรรณ นายมานพ อัศวเหม และนายครรชิต ขวัญประชา เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ศักกพล สุขปาน หัวหน้าสำนักสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาสันติภาพโลก เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีที่เป็นหนึ่งผู้ที่ได้รับมอบปริญญาบัตรดังกล่าว
พ.ต.ท.ศักกพล กล่าวว่า บุคคลทั้งสามเข้าให้การในฐานะพยาน โดยนายยอดชายยืนยันว่าได้รับเชิญให้ไปรับปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก วิทยาเขตเชียงใหม่ โดยไม่ได้มีการเสียค่าใช้จ่าย ขณะที่นายครรชิตได้รับหนังสือเชิญส่วนนายมานพได้รับการติดต่อจากผู้เกี่ยวข้องให้ไปรับปริญญาบัตรที่สาขาลาดพร้าว ที่มูลนิธิศรัทธา ซึ่งทั้งหมดได้รับปริญญาบัตรในฐานะที่เป็นนักแสดงอาวุโส



