พระเครื่อง

พระพยอมถกปม'เณรคำ-มิตซูโอะ'

พระพยอมถกปม'เณรคำ-มิตซูโอะ'

07 ก.ค. 2556

พระพยอมถกปม'อภินิหารปู่เณรคำและกรรมลิขิตของมิตซูโอะ' 'มจร'จัดเสวนา'วิกฤติศรัทธา:ปัญหาและทางออก

             7ก.ค.2556 ลานธรรม วัดสวนแก้ว จ.นนทุบรี พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ มูลนิธิสวนแก้ว ได้แถลงข่าวโครงการธรรมะเรียลลิตี้ที่ไม่เคยมีวัดไหนทำมาก่อน เพื่อให้สังคมได้พลิกมุมมองการทำบุญในยุคปัจจุบันว่า แทนที่จะเอาเงินบริจาคของญาติโยมไปสร้างพระ สร้างโบสถ์ สู้เอาไปสร้างคนสร้างสาธารณประโยชน์ไม่ได้ พร้อมกับฟังปาฐกถาพิเศษ ธรรมะวิพากษ์เรื่อง “อภินิหารปู่เณรคำและกรรมลิขิตของมิตซูโอะ”


"มจร"จัดถก"วิกฤติศรัทธา : ปัญหาและทางออก"

             ขณะที่ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส หัวหน้าโครงการปริญญาโทหลักสูตรสันติศึกษา และผอ.สถาบันภาษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในระยะนี้ส่งผลกระทบต่อศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อพระพุทธศาสนาพอสมควร ทาง มจร มิได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว จึงได้กำนัดจัดการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “วิกฤติศรัทธา : ปัญหาและทางออก” ขึ้น ณ ห้องสันติภาพ ชั้น 4 อาคารเรียนรวม โซน ดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.00 – 16.30 น. โดยเป็นการระดมความคิดเห็นว่าจะสร้างองค์ความรู้เพื่อดึงศรัทธาให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อย่างไร

             พระมหาหรรษา กล่าวต่อว่า วิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พระศรีคัมภีรญาณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร นายสันตศักดิ์ จรูญ งามพิเชษฐ์ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินายณรงค์ หนูเชื้อ นายกสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ ดำเนินรายการ โดยนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ร่วมเสวนาต่างลงความเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงศรัทธาของชาวพุทธเจือด้วยมิจฉาทิฐิคือความเชื่อที่ผิดๆยึดติดตัวบุคคลเป็นสำคัญมากกว่าทำสอนของพระพุทธเจ้า นับว่าเกิดวิกฤติอย่างยิ่งในสังคมชาวพุทธไทย พร้อมเรียกร้องให้บุคคลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลีคลายปัญหานี้ให้ยุติโดยเร็ว

             ขณะเดียวกันพระมหาหรรษาได้เสนอรายงานเพื่อประกอบในการเสวนาดังกล่าวความว่า พระพุทธศาสนาประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ๕ ประการคือ “ศาสดา ศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนพิธี”  และในทุกครั้งที่พระพุทธศาสนาได้เผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ เรามักจะกันพื้นที่ของวิกฤติการณ์ให้แก่ “ศาสดา และศาสนธรรม” อยู่เสมอ  แต่องค์ประกอบหนึ่งซึ่งมักจะได้รับการตั้งข้อสังเกต และตั้งคำถามอยู่เสมอคือ “ศาสนบุคคล”  ซึ่งศาสนบุคคลนั้น พระพุทธเจ้าได้ส่งต่อพระพุทธศาสนา หรือในความหมายตามพระไตรปิฎกคือ “ธรรมวินัย” โดยทรงย้ำเตือนว่า “โดยการล่วงไปแห่งเรา ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย”  คำว่า “เธอทั้งหลาย” ในบริบทนี้หมายถึง “พุทธบริษัท” ทั้ง ๔ ได้แก่ “ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา”

             เมื่อใดก็ตามองค์ประกอบของพระพุทธศาสนาอื่นๆ จะได้รับผลกระทบทั้งในเชิงลบ  ตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถามคือ “พุทธบริษัท ทั้ง ๔” ดังที่ได้กล่าวแล้ว  แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ หนึ่งในพุทธบริษัทที่ได้รับการตั้งข้อสังเกตในเชิงลบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ “พระภิกษุ”  ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนิกชนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอุบาสก และอุบาสิกาได้ตั้งคำถามว่า “พระสงฆ์บางรูปกำลังเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤติศรัทธา”  กล่าวคือ เป็นต้นเหตุที่ให้กลุ่มคนที่มีศรัทธา หรือมีศรัทธาคลอนแคลนในพระพุทธศาสนากำลังเสื่อมศรัทธา และทำให้กลุ่มคนที่ไม่ศรัทธาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หันหลังให้แก่พระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

             ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสังคมไทยประการหนึ่งคือ “สังคมไทยได้มอบความไว้วางใจให้แก่พระภิกษุในฐานะที่พระภิกษุเป็นสมมติสงฆ์ที่เป็นเนื้อหาบุญและมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นหลักชัยในการรักษาพระพุทธศาสนาโดยมีอุบาสกและอุบาสิกาทำหน้าที่ให้การทำนุบำรุง และให้การสนับสนุนปัจจัย ๔ แก่พระภิกษุที่จำเป็นต่อการดำรงตนในวิถีความเป็นสมณะ และบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุดในพระพุทธศาสนา จนเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “คฤหัสถ์ถวายขาให้พระภิกษุ ส่วนพระภิกษุมอบตาให้แก่คฤหัสถ์” การถวายขาคือการถวายความสะดวกในการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม และปกป้องธรรมของพระภิกษุ  พระภิกษุจึงมีหน้าที่สำคัญในการมอบดวงตา คือ ปัญญาแห่งธรรมที่ได้จากการปฏิบัติธรรมแก่คฤหัสถ์เป็นการตอบแทนอย่างไรก็ตาม  พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเช่นกันว่า “การถวายขาเพื่อแลกดวงตากับพระภิกษุ” นั้น เป็นการถวายปัจจัย ๔ ที่เกินเลยต่อความจำเป็นในการดำรงตนเพื่อศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม และปกป้องรักษาธรรมหรือไม่  แต่บางกลุ่มก็แย้งเช่นกันว่า หากคฤหัสถ์มีความศรัทธาที่จะถวายปัจจัย หรือวัตถุอันประณีตต่อพระภิกษุที่ตนเคารพนับถือย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมต่อการทำบุญแก่พระสมมติสงฆ์ที่เป็นเนื้อหาบุญอันใหญ่ยิ่งใหญ่ตามความเชื่อของตนเอง

             จากปัญหาดังกล่าวที่ได้นำเสนอในเบื้องต้น   จึงเป็นที่มาของการตั้งข้อสังเกต และตั้งคำถามต่อพุทธบริษัทในฐานะที่เป็นศาสนบุคคลใน ๒ กลุ่มคือ “กลุ่มอุบาสกอุบาสิกาที่มีศรัทธาวิปริต” และ “กลุ่มพระภิกษุที่ก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธา”  เพราะข้อสังเกตที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ คือ            

            (๑) กลุ่มอุบาสกอุบาสิกาที่มีศรัทธาวิปริต อุบาสกอุบาสิกาบางคนมุ่งเน้นศรัทธาแต่ขาดปัญญาในการพิจารณาตัดสิน จนเป็นที่มาของศรัทธาที่มืดบอดและศรัทธาที่ขาดปัญญาได้นำไปสู่การสนับสนุน และส่งเสริมปัจจัย ๔ แก่พระภิกษุบางรูปเกินเลยความจำเป็นต่อการครองตนเพื่อศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม และปกป้องธรรม            

            (๒) กลุ่มพระภิกษุที่ก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธา พระภิกษุบางรูปปฏิบัติตนไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย และตีความพระธรรมวินัยให้สอดรับกับวิถีปฏิบัติของตน หรือกลุ่มตน อีกทั้งบิดเบือนพระธรรมวินัยไปสร้างความชอบธรรมให้แก่อุดมการณ์และแนวทางการปฏิบัติของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์เฉพาะตนหรือกลุ่มตน เมื่อความจริงบางอย่างปรากฏชัด จึงทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเสื่อมศรัทธาในพระภิกษุบางรูป และขยายผลไปสู่องค์กรสงฆ์ และพระพุทธศาสนาในภาพรวม

             บทความเรื่อง “จากศรัทธาวิปริตสู่วิกฤติศรัทธา: ปัญหาและทางออก”  ผู้เขียนมองสังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเกี่ยวกับศรัทธาในสองข้อนี้ ด้วยเหตุนี้ บทความนี้จะเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า “ศรัทธาวิกฤติเกิดจากตัวแปรสำคัญประการหนึ่งคือ “อุบาสกอุบาสิกามีศรัทธาที่วิปริตอันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจความศรัทธาในความหมายที่แท้จริงจนเป็นที่มาของการแสดงท่าที่ที่ไม่ถูกต้องต่อศรัทธา”  ดังนั้น บทบาทนี้ จึงเริ่มต้นตอบคำถามที่ ๑ ที่ว่า กลุ่มคนที่มีศรัทธาที่มืดบอด หรือมีศรัทธาเทียม โดยการแสวงหาความหมายว่า ศรัทธาที่แท้จริงคืออะไร? ศรัทธาในพระพุทธศาสนาประกอบไปด้วยคุณสมบัติที่สำคัญอะไร?  และเมื่อพุทธศาสนิกชนวิกฤติศรัทธาต่อสถานการณ์ต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทาง หรือมีท่าทีต่อความศรัทธาอย่างไร?  การเข้าใจประเด็นเหล่านี้ จะทำให้พุทธศาสนิกชนได้วางท่าทีต่อศรัทธาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น และใช้ศรัทธาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาคุณค่าแท้ต่อไปทั้งในปัจจุบันและอนาคตหลังจากนั้น จึงจะตอบคำถามว่าเราควรมีท่าที หรือมีแนวทางอย่างไรต่อพระภิกษุที่สร้างวิกฤติศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนในสังคมไทย


ศรัทธา: อะไร และอย่างไร

             คำว่า “สัทธา” ในภาษาบาลี หรือในภาษาสันสกฤตเรียกชื่อว่า “ศรัทธา” นั้น แปลว่า “ความเชื่อ”  ซึ่งหมายถึงเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล  ความมั่นใจในความจริง ความดี สิ่งดีงาม และในการทำความดีไม่ลู่ไหลตื่นตูมไปตามลักษณะอาการภายนอก  ในพระพุทธศาสนาได้แบ่งประเภทของความเชื่อออก ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ความเชื่อที่ไม่มีปัญญากำกับ (สัทธาญาณวิปปยุต) ซึ่งเป็นศรัทธาที่อยู่บนฐานของมิจฉาทิฏฐิ จนเป็นที่มาของการคบหากับบุคคลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ หันหลังให้แก่พระพุทธศาสนาเมื่อเกิดวิกฤติต่างๆ วิตกกังวล และขาดการพิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญาอันแยบคาย (อโยนิโสมนสิการ)และความเชื่อที่มีปัญญากำกับ (สัทธาญาณสัมปยุต)  ซึ่งความเชื่อที่มีปัญญาสามารถจำแนกออกเป็น ๔ ประเด็นสำคัญ คือ

             (๑) เชื่อกรรม เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่าผลที่ต้องการ จะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น (กัมมสัทธา)

             (๒) เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วย่อมมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว(วิปากสัทธา)

             (๓) เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบาก เป็นไปตามกรรมของตน (กัมมัสสกตาสัทธา)

             (๔) เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง 9 ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดีก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ทรงบำเพ็ญไว้ (ตถาคตโพธิสัทธา)

             เมื่อพิจารณาจากแง่มุมที่เป็นจุดเด่นของศรัทธาจะพบว่า ศรัทธาเป็นองค์ธรรมเบื้องต้นที่จะทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งประสบความสำเร็จ การได้มาซึ่งมนุษย์สมบัติ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง และการทำงาน สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ล้วนสัมพันธ์อยู่กับศรัทธาความเชื่อมั่นเป็นอันดับแรกซึ่งทำหน้าที่ในการผลักดันมนุษย์ให้พัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายดังพุทธพจน์ที่ว่า “บุคคลย่อมข้ามโอฆะ (ปัญหาและอุปสรรค) ได้ด้วยศรัทธา”ตัวอย่างที่สำคัญที่เห็นได้ชัดคือ “มหาชนก” ที่มีความเชื่อมั่นว่า สามารถที่จะรอดพ้นจากวิกฤติท่ามกลางสายน้ำในทะเล จึงได้เพียรพยายามที่จะว่ายน้ำให้ถึงฝั่ง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าศรัทธาจะเป็นองค์ธรรมที่สำคัญเบื้องต้นในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นการพัฒนาคุณค่าของความเป็นมนุษย์เพื่อเข้าถึงความสำเร็จและความจริงสูงสุดของพระพุทธศาสนานั้นพระพุทธศาสนาได้ออกแบบหลักธรรมที่ว่าด้วยปัญญาเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองให้ศรัทธาดังกล่าวไม่หลงทาง และมืดบอด ปัญญาจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้ศรัทธามีทิศทาง หรือเป็นเข็มทิศให้ศรัทธามีทิศทางในการเดินมากยิ่งขึ้น

ศรัทธาเดินหน้า ปัญญาประคอง

             แม้ว่าศาสนาต่างๆ ในโลกนี้จะเน้นสอนเรื่องศรัทธาว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำมนุษย์ไปสู่การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสดา และการจะเริ่มต้นเพื่อนับถือศาสนาจึงต้องเริ่มต้นด้วยศรัทธา ในขณะที่พระพุทธศาสนามองว่าศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาคุณค่าแท้ให้แก่ชีวิตเพื่อเข้าถึงความสำเร็จและความจริงสูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่เงื่อนไขสำคัญของพระพุทธศาสนาจึงจำเป็นต้องมีองค์ธรรมที่สำคัญคือ “ปัญญา” มาเป็นฐานในการสนับสนุน หรือเป็นธรรมคู่แฝดเสมอ จะเห็นว่า เมื่อใดที่พระพุทธเจ้าเน้นสอนเรื่องศรัทธา พระองค์จะจบลงด้วยการย้ำเตือนให้นำปัญญามาคัดท้ายเสมอ

             ตัวอย่างบางประการที่สามารถชี้ชัดในประเด็นนี้ เช่น อิทธิบาท ๔  คือ ฉันทะแม้จะอธิบายเรื่องเรื่องความพอใจ หรือเต็มใจ แต่การพอใจจำเป็นต้องมีวิมังสา คือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเพราะเหตุใดจึงพอใจ หลักพละ ๕ ที่เน้นการสร้างอำนาจที่แท้จริงนั้น แม้จะเริ่มต้นด้วยการสร้างศรัทธาคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่กระทำและตัดสินใจ ถึงกระนั้นก็ทรงเน้นให้มีปัญญาเป็นองค์ธรรมที่ทำหน้าที่ในการคัดท้าย เพื่อไม่ให้สิ่งที่เชื่อมั่นนั้นหลงทางจนกลายเป็นความมั่นใจในตัวเองเกินไป (Over Confidence) หรือหลักการอริยทรัพย์ที่ถือได้ว่าเป็นหลักการในการเสริมสร้างทรัพย์ภายใน แม้ว่าพระองค์จะเน้นให้เริ่มต้นด้วยการสร้างศรัทธาเป็นทรัพย์ภายในขั้นที่หนึ่ง แต่ในขั้นตอนสุดท้ายทรัพย์ภายในที่ถือว่าประเสริฐที่สุดในขั้นตอนสุดท้ายคือ “ปัญญา”

             จากแนวทางดังกล่าวจะเห็นว่า แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะให้ความสำคัญต่อศรัทธา หรือความเชื่อ ซึ่งเป็นหลักการเบื้องต้นในการพัฒนาคุณค่าภายในของมนุษย์ แต่ถึงกระนั้น พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์ที่จะให้มนุษย์ใช้ศรัทธาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อบรรลุเป้าหมายเพียงประการเดียว (สัทธาญาณวิปปยุต)หากแต่มุ่งให้ใช้ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา (สัทธาญาณสัมปยุต) คือ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ประกอบด้วยปัญญา หรือกลั่นกรองแล้วจากปัญญา เพื่อป้องกันไม่ให้ความเชื่อนั้นมืดบอด และเป็นศรัทธาที่งมงายโดยปราศจากปัญญาก่อนปลงใจเชื่อสิ่งใด จงใช้ปัญญาไตร่ตรอง

             หลักธรรมในพระพุทธศาสนานี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ที่อาศัยอยู่ในเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล เนื่องจากในสมัยนั้น กลุ่มคนจำนวนมากได้อ้างตัวอ้างตนว่ามีคุณวิเศษจึงนำไปสู่การเชิดชูแต่ลัทธิ และความเชื่อของสำนักตัวเอง และพูดจากระทบกระเทียบดูหมิ่นลัทธิ และความเชื่อของคนกลุ่มอื่น พร้อมทั้งหาลู่ทางที่จะชักนำมิให้เชื่อในสำนักหรือลัทธิกลุ่มอื่น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเกสปุตตนิคมดินแดนที่เต็มไปด้วยกลุ่มผู้อวดอ้างอิทธิปาฏิหาริย์และคุณวิเศษต่างๆ  ชาวกาลามะได้ทูลถามด้วยความสงสัยว่านักบวช หรือสำนักท่านใดกล่าวคำจริง หรือเท็จ เพื่อให้มาซึ่งลาภ ยศ และสรรเสริญแก่กลุ่ม และสำนักของตัวเอง

             พระพุทธองค์จึงทรงได้แสดงหลักเกณฑ์ต่อความเชื่อ ๑๐ ประการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตระหนักรู้ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ
(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา  (มา อนุสสวเนน)
(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา (มา ปรัมปราย)
(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์  (มา ปิฏกสัมปทาเนน)
(๕) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรกะ (มา ตักกเหตุ)
(๖) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน  (มา นยเหตุ)
(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล  (มา อาการปริวิตักเกน)
(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฎฐินิชฌานักขันติยา)
(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภัพพรูปตา)
(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)

             เมื่อใดก็ตามที่ได้สอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ  จะเห็นว่า หลักการในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงห้ามว่ามิให้เชื่อบุคคล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พระองค์พยายามที่จะให้หลักการเพื่อเป็นเกณฑ์ในการใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการไตร่ตรองเรื่องราวหรือประเด็นต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณ โดยไม่ด่วนตัดสินใจเชื่อด้วยความงมงาย หรือเร่งรีบกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยขาดการตรึกตรองด้วยเหตุและผลเพียงเพราะศรัทธาในบุคคล จึงทำให้ตกหล่นจากสัทธรรม

             ความศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาชีวิตและการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำเตือนว่า “ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ” (สัทธา สาธุ ปติฏฐิตา) ซึ่งความสำเร็จที่เกิดจากความเชื่อและความเลื่อมใสที่มีความตั้งมั่น จึงก่อให้เกิดความสุขแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในบั้นปลายของการทำหน้าที่ หรือภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว นำสุขมาให้” (สุขา สัทธา ปติฏฐิตา)  อย่างไรก็ตาม  ความเชื่อมั่นที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดความมุ่งมั่นมักจะส่งผลในเชิงบวกต่อการพัฒนาชีวิตและการทำงาน แต่ถึงกระนั้น พระพุทธเจ้าทรงย้ำเตือนให้พุทธศาสนิกชนได้ระมัดระวัง และใส่ใจต่อความศรัทธาเลื่อมใสในตัวบุคคล  เพราะเมื่อพุทธศาสนิกชนยึดบุคคล อาจจะเป็น “กับดัก” ที่สำคัญซึ่งทำให้พลัดหลงไปจากพระสัทธรรมซึ่งเป็นเนื้อหาของพระพุทธศาสนา ดังที่ปรากฏในปุคคลัปปสาทสูตร ที่อธิบายถึงความเลื่อมใสศรัทธาเฉพาะบุคคลก่อให้เกิดโทษ หรือผลเสีย  ๕ ประการ คือ

             (๑)    ผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ต้องอาบัติเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร คิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักของเรานี้ถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ว’ จึงไม่เลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่เลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย จึงไม่คบภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม

             (๒)    ผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ต้องอาบัติเป็นเหตุให้สงฆ์สั่งให้เขานั่งท้าย  (หมายถึงที่นั่งสุดท้ายของสงฆ์) คิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักของเรานี้ถูกสงฆ์สั่งให้นั่งท้ายแล้ว’ จึงไม่เลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่เลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย จึงไม่คบภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม

             (๓)    ผู้เลื่อมใสในบุคคลที่หลีกไปสู่ทิศ คิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักของเรานี้หลีกไปสู่ทิศแล้ว’ จึงไม่คบภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม

             (๔)    ผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ลาสิกขา คิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักของเรานี้ได้ลาสิกขาไปแล้ว จึงไม่คบภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม

             (๕)    ผู้เลื่อมใสในบุคคลที่ตายแล้ว คิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักของเรานี้ได้ตายเสียแล้ว’ จึงไม่คบภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม

             เพราะมุ่งปกป้องคนที่ศรัทธาเลื่อมใส จึงบัญญัติวินัยไว้ป้องกันพุทธศาสนิกชนจำนวนมากในสังคมไทยปัจจุบันที่ได้รับข่าวสารจากการประพฤติผิดพระธรรมวินัยของพระภิกษุผ่านสื่อต่างๆ ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์วิกฤติศรัทธาต่อพระภิกษุในสังคมไทย และผลจากการวิกฤติศรัทธาต่อพระภิกษุจึงนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นอย่างน้อย ๔ ประเด็น คือ (๑) ขาดความเชื่อมั่นต่อพระพุทธศาสนาในภาพรวม (๒) ขาดความเชื่อมั่นต่อองค์กรพระสงฆ์ในภาพรวม (๓) ขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการขัดเกลา และ (๔) ขาดความเชื่อมั่นในหลักธรรมวินัยที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกล่อมเกลาจิตใจของพระภิกษุที่เข้าไปบวชในพระพุทธศาสนาว่าไม่ได้ก่อให้เกิดผลในเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

             พระพุทธเจ้าทรงตระหนักรู้ถึงข้อกังวลที่จะเกิดขึ้นแก่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการรักษาพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม และปกป้องธรรมจากบุคคลบางกลุ่มที่ไม่ได้เคารพ และศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติวินัยขึ้นมาเพื่อเป็นกรอบในการประพฤติปฏิบัติ และเมื่อวิเคราะห์วัตถุประสงค์ในการบัญญัติวินัยจะพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ทรงมุ่งหวังประโยชน์ที่สำคัญใน ๕ ด้าน คือ

             (๑) ประโยชน์ที่จะเกิดแก่สงฆ์หรือส่วนรวม โดยมุ่งเน้นความดีแห่งสงฆ์ หรือความเรียบร้อยดีงามแห่งสงฆ์ ซึ่งได้ทรงชี้แจงให้มองเห็นคุณโทษแห่งความประพฤตินั้นๆ ชัดเจนแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นไว้โดยความเห็นร่วมกัน และการอยู่อย่างผาสุกแห่งสงฆ์ 

             (๒) ประโยชน์ที่จะเกิดแก่บุคคล โดยมุ่งเน้นการกำราบคนผู้ดื้อด้าน  และความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม

             (๓) ประโยชน์ที่จะเกิดแก่ความบริสุทธิ์ หรือแก่ชีวิต ทั้งทางกายและทางใจ โดยมุ่งเน้นการปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน คือ เพื่อระงับปิดทางความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในปัจจุบัน  และบำบัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต คือ เพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสื่อมเสียความทุกข์ความเดือดร้อน ที่จะมีมาในภายหน้าหรือภพหน้า 

             (๔) ประโยชน์แก่ประชาชน โดยเน้นความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

             (๕) ประโยชน์แก่พระศาสนา โดยมุ่งเน้นความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม  และอนุเคราะห์วินัย คือ ทำให้มีบทบัญญัติสำหรับใช้เป็นหลักเกณฑ์จัดระเบียบของหมู่ สนับสนุนความมีวินัยให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น

             จะเห็นว่า วัตถุประสงค์หลักในการบัญญัติวินัยนั้นแม้จะมุ่งประโยชน์ทั้ง ๕ ด้านดังกล่าวข้างต้น  ประโยชน์ประการหนึ่งที่พระองค์ให้ความสำคัญและจะกล่าวในบริบทนี้คือ “ประโยชน์แก่ประชาชน โดยเน้นความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว” เพราะความเลื่อมใสของประชาชนมีผลโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา เพราะจะเป็นสะพานที่จะทอดเดินไปสู่การศึกษาธรรม เรียนรู้ธรรม และปฏิบัติธรรมในโอกาสต่อไป ฉะนั้น แม้พระพุทธเจ้าจะประกาศธรรมว่า เป็นธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว จงมาพิสูจน์ เพราะเป็นธรรมที่ไม่จำกัดกาล  แต่หากประชาชนไม่ศรัทธาเลื่อมใสย่อมขาดแรงจูงใจที่จะเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ธรรมะที่พระองค์ทรงประกาศไว้

             ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะน้อมนำให้กลุ่มคนต่างๆ ที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสมากยิ่งขึ้น  ในประเด็นของการเลื่อมใสนั้น พระองค์มิได้มุ่งไปที่พระภิกษุเท่านั้น หากแต่ให้พระภิกษุเป็นสื่อที่จะนำกลุ่มคนไปพึ่งธรรมในโอกาสต่อไปดังที่ทรงเน้นย้ำว่า “อานนท์ เธอทั้งหลาย… จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด... อานนท์ ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตาม... จักต้องมีธรรมเป็นที่พึ่งธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่ ผู้ใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา (ศีล สมาธิ และปัญญา) ผู้นั้น จักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด”

             ฉะนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฏการณ์วิกฤติศรัทธาที่พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มมีต่อความย่อหย่อนด้านพระธรรมวินัยของพระภิกษุบางรูปนั้น ย่อมส่งผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อพระพุทธศาสนาในภาพรวมทั้งระยะสั้นและระยะยาวด้วยเช่นกัน การวางกรอบ หรือแสวงหาแนวทางเพื่อป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุบางรูปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่พุทธบริษัทจะต้องร่วมมือสร้างทางเลือกที่เหมาะสมต่อไป

            การที่จะตอบโจทย์ที่เป็นประเด็นซึ่งกำลังท้าทายสังคมไทยดังกล่าว โครงการปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา และโครงการปริญญาเอก ภาคพิเศษ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จึงได้จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “วิกฤติศรัทธา: ปัญหาและทางออก” โดยได้กราบนิมนต์ และเรียนเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมนำเสนอทางออกต่อประเด็นวิกฤติการณ์ดังกล่าว ซึ่งวิทยากรประกอบด้วยพระศรีคัมภีรญาณ, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายณรงค์ หนูเชื้อ นายกสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ ดำเนินรายการ โดย นายก่อเขตจันทเลิศลักษณ์ ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส

"}])