
รอยร้าวที่ดินคลินิกแม่ตาว..ถูกขายทิ้ง?
รอยร้าวที่ดินคลินิกแม่ตาว..ถูกขายทิ้ง? : นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์รายงาน
ความสำคัญของคลินิกแม่ตาว
คลินิกแม่ตาวตั้งอยู่ที่ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นคลินิกที่ดูแลคนไข้ชาวพม่านับแสนคนที่อาศัยอยู่ที่แม่สอดและชายแดนฝั่งพม่าด้วย คลินิกแห่งนี้ดูแลโดย คุณหมอซินเธีย หม่อง หมอชาวพม่า เจ้าของรางวัลแมกไซไซ และหลายเกียรติยศที่เวทีสากลให้การยอมรับ
คลินิกแม่ตาวสำคัญต่อชาวพม่ารอบๆ อ.แม่สอด เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานพยาบาลที่ชาวพม่าจะพึ่งพาได้ เนื่องจากการเข้าไปรับการรักษาจากโรงพยาบาลอื่นๆ นั้นราคาสูงและจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชน สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคลินิกแห่งนี้ในสายตาชาวโลกคือ ทั้งออง ซาน ซูจี และจอร์จ บุช เดินทางมาเยี่ยมชมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
การดูแลที่ดิน
ด้วยความที่คุณหมอซินเธียเป็นชาวพม่า ทำให้ไม่สามารถครอบครองที่ดินในประเทศไทยได้ ทำให้คลินิกพึ่งพามูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ในการถือครอบครองที่ดินของคลินิก ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินการ-การประสานงานทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีฝ่ายมูลนิธิเช่น ส.ศิวรักษ์ หรืออาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ทำหน้าที่ดูแลมูลนิธิ แต่ปัญหามาเกิดขึ้นในช่วงที่มูลนิธิถูกส่งต่อมาถึงการดูแลของพระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ
ปัญหาการขายที่ดิน
พระกิตติศักดิ์ได้ทำการขายที่ดินสองแปลงของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ให้แก่ พ.ต.ท.ชลเทพ ใหม่ไชย แปลงแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 แปลงที่สองเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2556 โดย พ.ต.ท.ชลเทพยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า พระกิตติศักดิ์เป็นผู้มาเสนอขายที่ดินเอง และตนเองซื้อที่สองแปลงนี้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดกลั่นแกล้งมูลนิธิ โดยให้สัมภาษณ์เนชั่น แชนแนล ไว้ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 บอกว่ารู้จักกับพระกิตติศักดิ์เพราะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่เดียวกับพระกิตติศักดิ์ และตัดสินใจซื้อที่แห่งนี้ เพราะพระกิตติศักดิ์มาเสนอขายให้ เลยซื้อ เพราะเห็นว่าจะได้ช่วยพระ ช่วยศาสนาด้วย พ.ต.ท.ชลเทพสารภาพว่า ไม่ทราบรายละเอียดของปัญหาที่มีระหว่างพระกิตติศักดิ์กับคนอื่นในมูลนิธิ และแม้จะทราบว่า ที่ที่ตัวเองซื้อมาเป็นที่ของมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ แต่พระกิตติศักดิ์ได้พูดจาโน้มน้าว โดยบอกว่าอีกไม่นานคลินิกแม่ตาวก็จะไม่มีแล้ว เพราะประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่เออีซีในปี 2558 ซึ่งบทบาทของศูนย์อพยพก็จะหมดลงทันที
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ชลเทพ ใหม่ไชย ก็ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า พร้อมจะขายที่ดินสองแปลงที่ซื้อมาคืนให้มูลนิธิในราคาที่ซื้อมาบวกค่าโอน คือที่สองล้านแปดแสนบาท ขอให้ทางมูลนิธิประสานงานติดต่อมาได้เลย
ที่สองแปลงที่ถูกขายไป
แปลงแรกขนาด 1 งาน 13 ตารางวา อยู่ที่หน้าคลินิกแม่ตาวเลย ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ด้านหน้าคลินิกแม่ตาว ถ้าพื้นที่แปลงนี้ตกไปอยู่ในมือของเจ้าของที่ประสงค์จะก่อสร้างอาคารก็จะบดบังทางเข้าออกของคลินิกแม่ตาว ผู้ป่วยชาวพม่าก็จะเดินทางได้ยากยิ่งขึ้น
แปลงที่สองอยู่ห่างจากคลินิกแม่ตาวไปราวๆ 5-6 กิโลเมตร ขนาด 2 งาน เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนให้แก่เด็กชาวพม่า มีนักเรียนพักค้างและศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 150 คน ถ้าเจ้าของใหม่ต้องการใช้พื้นที่นี้จริงๆ ก็จำเป็นต้องไปสร้างอาคารเรียนที่อื่นแทน
ความเห็นของคุณหมอซินเธีย หม่อง
คุณหมอซินเธีย หม่อง ยอมรับว่า เพิ่งทราบว่าที่ของมูลนิธิเมื่อ 3 วันก่อนเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่มีแผนกรณีเจ้าของที่ต้องการพื้นที่ที่ถูกขายไปจริงๆ และตนเองก็ไม่มีสิทธิ์ในการทำอะไรได้มาก เนื่องจากไม่ใช่คนไทย ไม่สามารถครอบครองพื้นที่ได้ แต่คุณหมอซินเธียยืนยันว่า ยังคงประสงค์จะดำเนินการคลินิกแม่ตาวต่อไป เนื่องจากชาวพม่ามีจำนวนมากขึ้นทุกวัน และการมีสิทธิเข้าถึงการรักษาของแพทย์ก็เป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์
สถานการณ์ล่าสุด
เฝ้ารอการตอบสนองจากพระกิตติศักดิ์ด้วยความหวังว่าจะยอมซื้อที่สองแปลงนี้กลับไป และจัดการดูแลให้ดี แต่ล่าสุดพระกิตติศักดิ์แสดงความเห็นบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จะเปิดโปงข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนพม่าที่สนับสนุนคลินิกแม่ตาว อย่างเช่นเรื่องของหมอตีนเปล่าที่เข้ามาทำงานอย่างผิดดฎหมาย
ขณะที่หมอซินเธียยืนยันว่า งานทุกอย่างที่ทำเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม และในยุคที่พึ่งพาหมอตีนเปล่า พม่าก็ยังไม่มีกฎหมายให้ปฏิบัติตาม และรัฐพม่าเองก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเองเสียด้วยซ้ำ
นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักเขียนและนักแปลอิสระ เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า การที่พระกิตติศักดิ์นำที่ดินของคลินิกแม่ตาวไปขายให้บุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
"ผมได้คุยกับทนายเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการ เบื้องต้นคิดว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย 2 แนวทาง คือ 1.การฟ้องคดีอาญาเรื่องฉ้อโกง เพราะว่าที่ดินคลินิกแม่ตาวเป็นการขายที่ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และ 2.การฟ้องแพ่งเพิกถอนการจดทะเบียนครอบครองที่ดิน"
ปมปัญหาที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันในความถูกต้องของตนเอง ยังไม่รู้ว่าเรื่องจะจบอย่างสวยหรูบนความพอใจของทุกฝ่าย แต่หากคู่กรณีมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันอยู่บนความถูกต้อง เรื่องนี้ก็คงจะไม่เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมอย่างแน่นอน
ย้อนรอยที่ดินคลินิกแม่ตาว
ประมาณปี 2547 (2003) คนอเมริกันกลุ่มหนึ่งระดมทุนได้ 2.5 ล้าน มอบให้หมอซินเธีย หม่อง ผู้อำนวยการคลินิกแม่ตาว เพื่อซื้อที่ดินสองแปลง แปลงหนึ่งไว้ขยายโรงพยาบาล อีกแปลงไว้ทำโรงเรียนเด็กยากจน/ต่างด้าว จดหมายของหมอซินเธียที่ตอบขอบคุณชาวอเมริกันมีดังนี้
ในขณะนั้น มีการเสนอให้มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ช่วยจดทะเบียนครอบครองที่ดินมูลค่ารวมกัน 2.5 ล้าน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก (โฉนดที่ดินเลขที่ 1108 เนื้อที่ 1 งาน 13.3 ตร.ว. และโฉนดที่ดินเลขที่ 13389 เนื้อที่ 2 งาน 2 ตร.ว.) เนื่องจากคลินิกแม่ตาวไม่เป็นนิติบุคคลและหมอซินเธียไม่ได้เป็นบุคคลที่ถือสัญชาติไทย ในขณะนั้นมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์มี อ.ประมวล เพ็งจันทร์ เป็นประธาน อ.ชัชวาล ปุนปัน เป็นกรรมการ และมีกรรมการท่านอื่นๆ รวมทั้งพระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ที่ต่อมาได้ขึ้นเป็นประธานมูลนิธิแทนด้วย
ที่ผ่านมาที่ดินทั้งสองแปลงยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ แปลงหนึ่งติดกับคลินิกแม่ตาว อีกแปลงอยู่ห่างออกมา แต่มีแผนการขยายบริการรักษาพยาบาลและงานด้านการศึกษา ไม่ใช่ที่ตั้งของคลินิกแม่ตาวในปัจจุบัน การทำนิติกรรมจดทะเบียนที่ดินเมื่อปี 2547 ทำที่สำนักงานที่ดินแม่สอด โดย อ.ประมวล กับ อ.ชัชวาล เป็นคนเดินทางไป
มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กรรมการยุคเริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษามูลนิธิ ได้แก่ พระสิงห์ทน นราสโภ (ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินของสำนักสงฆ์เมตตาธรรม อ.ฝาง เชียงใหม่), อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์, นายพิภพ ธงไชย, นายสุรสีห์ โกศลนาวิน และนายอนันต์ วิริยะพินิจ
นอกจากรับจดทะเบียนครอบครองที่ดิน ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ยังรับเอาโครงการคลินิกแม่ตาว โครงการเกี่ยวกับชายแดน องค์กรสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศบางแห่งเข้ามาอยู่ใต้ร่ม ทำให้มูลนิธิมีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงินจากแหล่งทุนในต่างประเทศ ผ่านบัญชีมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ปีละเกือบล้านบาททุกปี นอกเหนือจากการขอทุนจาก สสส.และหน่วยงานอื่น
จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่คลินิกแม่ตาวเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา พบว่ามีการโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงจากมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ไปให้นายตำรวจรายหนึ่ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555 และเมษายน 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดต่อความประสงค์ของคลินิกแม่ตาวและคุณหมอซินเธีย ซึ่งได้เขียนจดหมายถึงประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555 ขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ไปให้มูลนิธิสุวรรณนิมิต ซึ่งมีคุณหมอวิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน
.................................
(หมายเหตุ : รอยร้าวที่ดินคลินิกแม่ตาว..ถูกขายทิ้ง? : นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์รายงาน)



