
พ.อ.พูนศักดิ์ผู้สร้าง'ชุมทางพระเครื่องสะพานควาย'
พ.อ.พูนศักดิ์ พสุนนท์ผู้สร้าง...'ชุมทางพระเครื่องสะพานควาย' : พระเครื่องสรณะคนดัง เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยมีข้อสงสัยว่า “การขายพระเปรียบเสมือนหากินกับพระนั้นแล มันบาป” บางความเห็นถือว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นบาป เนื่องจากพระเครื่องไม่ว่าจะเป็นพระบูชา พระพุทธรูป เหรียญต่างๆ นั้นเปรียบดั่งพระพุทธองค์ หรือพระสงฆ์องค์เจ้า จุดประสงค์ที่สร้างเพื่อให้เอาไว้เคารพบูชาและคอยเตือนสติไม่ให้กระทำบาป ไม่ควรที่จะทำธุรกรรมแบบเชิงพุทธพาณิชย์ เพราะวิถีพุทธพาณิชย์ไม่ใช่วิถีทางแห่งปัญญา และยังนำพาไปสู่วิถีแห่งกิเลสตัณหาอีกด้วย แต่บางความเห็นท่านถือว่ากระทำได้ บาปหรือไม่นั้น ควรดูที่เจตนาเป็นหลัก หากมีเจตนาที่ดี มีการส่งเสริม เผยแพร่ พระพุทธศาสนาก็ถือเป็นเรื่องดี ไม่ถือว่าบาป
"การขายพระเป็นสัมมาชีพ เลี้ยงชีพชอบ คือ ไม่หลอกลวง ไม่เบียดเบียนใคร ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คดโกง หลอกลวงผู้อื่น ถือเป็นเจตนาดีไม่เกิดโทษ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสนับสนุน เผยแพร่ อนุรักษ์ พระพุทธศาสนาในทางอ้อม ให้ผู้คนหันมาสนใจศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้นไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็คงไม่เสียหายอะไร เงินจากการเช่าพระก็ไปสร้างโบสถ์ สร้างวัด รวมทั้งสร้างสาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย เดี๋ยวนี้ทำบุญมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก และทำบุญเป็น ทำด้วยความเต็มใจ" นี่เป็นเหตุผลและคำอธิบายของ พ.อ.พูนศักดิ์ พสุนนท์พ.อ.พูนศักดิ์ พสุนนท์ เจ้าของศูนย์พระเครื่อง "ชุมทางพระเครื่องสะพานควาย"
ส่วนที่มาของ "ชุมทางพระเครื่องสะพานควาย" พ.อ.พูนศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มจากการเป็นนักจัดรายการวิทยุ เอเอ็ม, เอฟเอ็ม เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ให้หลังจากนั้นอีก ๑๐ ตรงกับ พ.ศ.๒๕๑๖ ได้จัดรายการวิทยุที่ชื่อว่า “รายการสมบัติไทย” ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลานั้นมีสมาชิกผู้ฟังทั่วประเทศรายการนี้เป็นรายการเกี่ยวกับพระเครื่องพระบูชาใหม่ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้บริการพระเครื่องใหม่แก่สมาชิก ณ ห้องประชุม ห้องรับแขก กรมแผนที่ทหาร (ตอนรับราชการอยู่ที่นั่น)
ด้วยเหตุที่มีคนมาเช่าพระจำนวนมาก หากใช้ห้องประชุมเป็นห้องรับแขก ก็ต้องถูกเพ่งเล็งจากผู้บังคับบัญชา ในที่สุดเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ จึงเปิดรับบริการจัดหาวัตถุมงคลใช้ชื่อว่า "พ.๘๕ บริการ" บริเวณถนนหลานหลวง โดยเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิย์เท่านั้น ในปีเดียวกันได้ย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวใกล้ๆ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล สะพานควาย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๐ เปิดชุมทางพระเครื่องสะพานควาย โดยมีหลวงปู่บุญเย็น จ.เชียงใหม่ และครูบากองแก้ว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดและประพรมน้ำพุทธมนต์
พ.อ.พูนศักดิ์ ยังบอกด้วยว่า แรกเริ่มนั้นจะเช่าพระที่ตนเองศรัทธาเดินทางไปทำบุญเท่านั้น เพราะยังไม่มีทุน ขณะเดียวกันก็หาพระเครื่องที่แฟนรายการโทรศัพท์สั่งมา เริ่มจากไม่กี่วัดทำไปทำมาปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า มีมากกว่า ๓๐๐ พระเกจิอาจารย์ ขณะเดียวกันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่แฟนรายการยังนิมนต์พระเกจิจากต่างจังหวัดมาให้กราบไหว้ขอพร ซึ่งน่าจะเป็นศูนย์พระแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันนี้ยังนิมนต์พระเกจิมาที่ชุมทางพระเครื่องสะพานควายทุกๆ เดือน ทั้งนี้ ได้จัดห้องพระไว้โดยเฉพาะ
นอกจากเปิด "ชุมทางพระเครื่องสะพานควาย" พ.อ.พูนศักดิ์ ยังบอกด้วยว่า เมื่อครั้งที่ พล.เอ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งพรรคความหวังใหม่ ได้ลาออกมาจากราชการทหาร เพื่อมาลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.อุบลราชธานี ในครั้งนั้นกระแสความนิยมของพรรคมีมากทำให้ได้รับลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๕ แต่เป็นได้สมัยเดียวเท่านั้น
"ด้วยความอ่อนต่อโลกการเมือง ไม่รู้เล่ห์ของนักการเมือง คิดว่าเป็น ส.ส.แล้วต้องพัฒนาบ้านเกิดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจเรื่องงบประมาณที่จะลงพื้นที่ว่าจะได้เปอร์เซ็นต์เท่าไร ได้จากใคร หลังหมดวาระได้ลงสมัครอีก ๒ ครั้ง แม้จะมีเพียงคะแนนนิยมดีมาก แต่ก็ไม่อาจทัดทานพลังอำนาจในเงินตราได้ สู้จนหมดตัวถ้าไม่ป่วยคงไม่เลิกในที่สุดก็ต้องถอนตัวจากสนามการเมืองอย่างถาวรมาสู่สนามพระเครื่อง ซึ่งกว่าจะถอนตัวมาได้ก็หมดที่ดินที่สร้างสมมาทั้งชีวิตและเงินอีกหลายสิบล้านบาท" พ.อ.พูนศักดิ์กล่าว
เมื่อถามถึงพระเครื่องที่แขวนติดตัวเป็นประจำ พ.อ.พูนศักดิ์ บอกว่า แขวนพระเครื่องหลายชุดทั้งพระกรุ พระเกจิอาจารย์ แต่ปัจจุบันจะเลือกแขวนพระกลางใหม่กลางเก่า โดยเฉพาะพระเครื่องที่เห็นด้วยตนเอง ส่วนพระที่ขาดไม่ได้คือ พระสมเด็จ เขา จ.ป.ร. (ถ้ำสิงโต) พระพุทธบาท จ.สระบุรี ทั้งนี้ ได้ลงทุนจัดทำหนังสือ รวมประวัติสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) และประวัติพระสมเด็จ เขา จ.ป.ร. (ถ้ำสิงโต) พระพุทธบาท สระบุรี พร้อมอภินิหารของพระเครื่อง ตอนท้ายเล่มมีภาพประกอบสีและขาวดำ พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนังสือหายากและมีราคาแพงเล่มหนึ่งของวงการพระเครื่องไปแล้ว
ต้นบุญแห่ง ๔ บุญใหญ่
พ.อ.พูนศักดิ์ บอกว่า พระเถระของประเทศไทยสมัยนั้น ได้ฌานอภิญญาสามารถแสดงฤทธิ์ได้ให้ปรากฏแก่ลูกหลานและผู้สนใจในแวดวง มีเด่นดังอยู่พร้อมกันอย่างชัดเจน และมีอภินิหารทางเท้าเหมือนกันอยู่ ๒ องค์ นั่นก็คือ หลวงปู่สมเด็จลุน ที่วัดเวินไซ แขวงจำปาสัก (สปป.ลาว ในปัจจุบัน) สมัยนั้นขึ้นตรงต่อประเทศไทย ส่วนอีกองค์หนึ่งคือ หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จึงเป็นเหตุผลให้หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม สั่งให้สร้างหลวงปู่ทวด หลังเตารีด ยันต์อุแอ (ยันต์หายตัว สมเด็จลุน) เนื้อเหล็กไหลทั้งองค์รุ่นแรก
หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม ได้รับวิชาหุงปรอทเป็นเงินและวิชาหุงหินเป็นเหล็กไหล ตั้งแต่หลวงปู่อ่อง อายุ ๒๐ ปี ด้วยการสอนแบบท่องจำจากพระกรรมฐานแพง จันทสาโร ผู้ซึ่งได้วิชานี้มาจากเจ้าปู่สมเด็จลุน เหล็กไหลที่มีอยู่ในตอนนี้ทั้งหมดหลวงปู่อนุญาตให้นำมาสร้างพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ หลังพระสมเด็จลุน พระสมเด็จพะโคะ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ ยันต์อุแอ เนื้อเหล็กไหล พระนารายณ์ทรงพญาครุฑ หลังพระราหู เนื้อเหล็กไหลทั้งองค์ พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ หลังพระสมเด็จลุน จอมปาฏิหาริย์ เนื้อเหล็กไหลทั้งองค์
สำหรับรายได้จากการให้เช่าบูชานั้น พ.อ.พูนศักดิ์ บอกว่า จะนำไปทำบุญใหญ่ ๔ แห่ง ประกอบด้วย ๑.บูรณะวัดป่าภูธรวนาราม ต.โคกจาน อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ๒.สมทบทุนสร้างอุโบสถวัดป่าบ้านแดง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ๓.สมทบทุนสร้างพระพุทธชินราช พระประธานในอุโบสถ วัดป่าบ้านแดง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี และ ๔.สร้างโรงพยาบาล ขนาด ๓๐ เตียง ที่ อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี ซึ่งพระมหาสุทธิพงษ์ เจ้าคณะอำเภอนาตาล เป็นประธานดูแลให้ลุล่วงต่อไป
ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญได้โดยส่งธนาณัติสั่งจ่ายในนาม พุทธรักษ์ พสุนนท์ ๑๖๓๙/๓๒-๓๓ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.๑๐๔๐๐ สั่งจ่ายไปรษณีย์ สามเสนใน โทร.๐-๒๒๗๘-๑๒๗๐, ๐๘-๕๖๘๓-๑๑๙๖ และ ๐๘-๕๔๔๙-๗๖๗๔ หรือเข้าชมรายละเอียดได้ที่ "www.chumtangprakreung.com"



