พระเครื่อง

สะพัดอีก!ภาพคล้าย'เณรคำ'นั่งเรือเหาะ

สะพัดอีก!ภาพคล้าย'เณรคำ'นั่งเรือเหาะ

05 ก.ค. 2556

สะพัดอีก!ภาพคล้าย'เณรคำ'นั่งเรือเหาะ ด้าน'กกต.'ชี้'ศิษย์เณร'คำยื่นใบดร.ปลอมสมัคร'ผู้ว่าฯ'ส่อผิดอาญา ขณะที่'หลวงปู่พุทธะอิสระ'ลุยฟ้องอาญาเอาผิด'เณรคำ'

              5 ก.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพบุคคลหน้าคล้าย พระวิรพล สุขผล หรือ หรือ "หลวงปู่เณรคำ" กำลังนั่งอยู่บนเครื่องเล่นคล้ายเรือเหาะ ในสวนสนุก ท่ามกลางประชาชน จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา

               

 

กกต.ชี้"ศิษย์เณร"คำยื่นใบดร.ปลอมสมัคร"ผู้ว่าฯ"ส่อผิดอาญา

 

              แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม และอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่ผ่านมา ได้ใช้ปริญญาบัตร ระดับด๊อกเตอร์ จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก นำมาใช้เป็นเอกสารประกอบการสมัครผู้ว่าฯกทม. ว่า หากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกจัดตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปริญญาบัตรย่อมต้องไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้ต้องมีการตรวจสอบเอกสารการสมัครของนายสุขุม ที่ยื่นใบสมัครไว้ที่สำนักปลัดกทม. แม้ว่าปริญญาบัตรดังกล่าวจะเป็นเพียงเอกสารประกอบการสมัคร แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง ก็ถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เข้าข่ายเป็นความผิดทางคดีอาญา ส่วนการดำเนินการนั้น กกต.ในฐานะเจ้าพนักงานการเลือกตั้ง หรือสำนักปลัดกทม.ในฐานะผู้เสียหาย ก็สามารถส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดีได้ แม้การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จะเสร็จสิ้นไปแล้วและนายสุขุม ไม่ได้เป็นผู้รับการเลือกตั้งก็ตามเอาตัวนี้ใส่ด้วยนะ

 

 

"หลวงปู่พุทธะอิสระ"ลุยฟ้องอาญาเอาผิด"เณรคำ"

               

               เมื่อเวลา 13.00 น. พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เดินทางมาพร้อมนายพายัพ เฮ้าประมงค์ ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระวิระพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ หรือนายวิระพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.บ้านยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ , พระภูมินทร์ ภูริปัญโญ พระเลขานุการของหลวงปู่เณรคำ , นายสนอง วรอุไร , นายสุขุม วงประสิทธิ์ , นายภันธกานต์ กิ้มทอง , นายภัทรเดช โสพรรณพานิชกุล , นายวิชัย สุขอำภา , นายพลวรรฒน์ สถิตเพียรศิริ และนายวิธิเนศวร์ พงศ์เผ่าพูล เป็นจำเลยที่ 1- 9 ในความผิดฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายแสดงว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 90-91, 208 และ 343ต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

               โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อประมาณปี 2551-2556 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้ง 9 ร่วมกันหลอกลวงประชาชนจนเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนจำนวนมาก โดยจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นผู้วิเศษมีญาณชั้นสูงสุดหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งจำเลยออกไปแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนาถึงขั้นนิพพาน และอ้างว่า ตนเองได้บรรลุธรรมมาตั้งแต่เป็นสามเณรแล้ว ซึ่งได้มีการเผยแพร่ออกสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อาบัติปาราชิก ขาดจากการเป็นพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัยตั้งแต่เวลาดังกล่าวแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิ์แต่งกายหรือเครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ ส่วนจำเลยที่ 2-9 ได้กระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำผิดดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้หลอกลวงประชาชนว่าได้รับอนุญาตให้สร้างวัดชื่อ “วัดป่าขันติธรรม” ต.บ้านยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ และที่เป็นสาขาอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ทั้งที่จำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งวัดตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ยังได้ใช้ภาพของพระสงฆ์และวัดเป็นเครื่องมือในการอ้างก่อสร้างพระแก้วมรกต องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งยังไม่ได้ขออนุญาตเช่นเดียวกัน โดยหลอกลวงจนประชาชนหลงเชื่อและนำเงินทองทรัพย์สินมาบริจาคให้กับจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินไปแสวงหาความสุขทางโลกและใช้เพื่อการส่วนตัว

               ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระเลขานุการคอยช่วยเหลือในการรับทรัพย์สิน จัดคนเข้าพบจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้พำนักอยู่กับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2551 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้เคยศึกษาและบวชมาก่อน และเป็นผู้บรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยสนับสนุนจำเลยที่ 1 ด้วยการบอกกล่าวให้ประชาชนมาบริจาคเงิน สำหรับจำเลยที่ 4 ที่เป็นประธานเครือข่ายบ้านวิมุติธรรมได้ทำหน้าที่จัดหาคนมาฟังการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้พิมพ์หนังสือที่มีข้อความอวดอุตริมนุสธรรมของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 6-9 ได้จัดตั้งบริษัทขันติธรรมก้าวหน้า จำกัด เมื่อวันที่ 17 ส.ค.55 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อเดียวกับวัดของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ปรากฏว่าประกอบธุรกิจอื่นใดนอกจากเป็นผู้ให้การจัดกิจกรรมต่างๆ ของวัดจำเลยที่ 1

               แม้โจทก์จะไม่ได้หลงเชื่อและโอนเงินให้กับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ถือเป็นผู้เสียหาย เพราะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกกระทบต่อประชาชนและสังคมไทย องค์กรสงฆ์ที่เป็นองค์กรหลักของชาติ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในฐานะพระสงฆ์และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษพวกจำเลยตามกฎหมาย

               โดยศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบหมายเลขดำ อ.2448/2556 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไปว่าจะไต่สวนและรับฟ้องหรือไม่

               ภายหลังหลวงปู่พุทธะอิสระ ได้อ่านแถลงการณ์กล่าวถึงเหตุที่ต้องมายื่นฟ้องคดีศาลอาญาว่า สาเหตุที่ต้องนำเรื่องฉาวของผู้ที่มาอาศัยพระพุทธธรรมมากล่าวโทษ เพราะสิ้นหวังกับขบวนการตุลาการที่เป็นเจ้าคณะปกครองของนายคำหรืออดีตภิกษุวีระพล ฉัตติโก ซึ่งท่านเหล่านั้นมีพฤติกรรมชื่นชอบลาภสักการะที่อดีตภิกษุ วีระพล ฉัตติโก มอบประเคนให้จนเห็นพระธรรมวินัยเป็นเรื่องรอง ดังคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าคณะปกครองบางรูปว่า พระเลวๆ หากมีคนนับถือมากก็ยังดีกว่าพระดีๆ ที่ไม่มีคนเคารพเลย และเจ้าคณะปกครองแต่ละรูป ต่างล้วนเคยได้รับลาภสักการะจากอดีตภิกษุ วีระพล ฉัตติโก หรือนายคำมานานนับสิบปี เช่นนี้แล้วเราจะหวังความสุจริตยุติธรรมจากตุลาการพวกนี้ได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของการต้องมาขอพึ่งความสุจริตยุติธรรมจากศาลอาญากลาง ก็สุดศาลท่านจะเมตตาอนุเคราะห์ต่ออธิกรณ์ของพระพุทธศาสนาอย่างไร

               หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า อีกทั้งการฟ้องร้องกล่าวโทษครั้งนี้ก็จะได้เป็นบรรทัดฐานของสังคมสืบไปว่าไม่ว่าผู้ใดจะบังอาจใช้นิมิตนามโอ้อวดตัวเองว่าเป็นผู้ทรงญาณ เป็นผู้หมดกิเลส เป็นผู้พ้นอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัด เป็นผู้พ้นทุกข์ เป็นผู้มีชาติสุดท้าย เป็นผู้จบพรหมจรรย์ เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้เข้าถึงนิพพานโดยมิได้มีจริงในตนจะต้องโดนฟ้องร้องกล่าวโทษและจะต้องรับโทษถึงที่สุด ที่พระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองกำหนดไว้ เพราะถ้าจะอาศัยหลักธรรมวินัยลงโทษในยุคนี้ ดูจะเป็นไปได้ยากอย่างที่พวกท่านทั้งหลายทราบกันดี ซึ่งเราพร้อมที่จะรับต่อทุกสถานการณ์ที่จะตามมาโดยไม่หวาดผวาสะดุ้งกลัว เพราะเราเชื่อว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

               โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่ออีกว่า การฟ้องครั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่ตนรักที่สุด เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่บุคคลที่ใช้ผ้าเหลืองหากิน และเป็นการเตือนสติแก่เจ้าคณะปกครองที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรับผิดชอบอะไรทั้งที่ความผิดมันชัดเจน สาเหตุที่โยนกันไปมาเพราะรถคันหนึ่งกับเงินอีกหลายบาท เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษก็โยนไปให้จังหวัดอุบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเจ้าตัวไม่อยู่ ตนไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครเลยต้องมาพึ่งศาล

               หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ขอใช้เวลารวบรวมหลักฐานรวบรวมเอกสารที่จะยื่นฟ้องนายคำ กับพวกอีกประมาณ 20 กว่าคน ข้อหาซ่องโจร ที่ร่วมกันสมคบกันสร้างตัวละคร อรหอยให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็เตรียมจะยื่นฟ้องเจ้าคณะปกครอง ตั้งแต่ระดับภาคลงไปยังตำบล ต่อศาลปกครองด้วยภายในพรรษานี้ เนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงและละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติ โดยตอนนี้กำลังรวบรวมเอกสารและทรัพย์สินของเจ้าคณะปกครองแต่ละรูป ซึ่งเจ้าคณะภาคก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พระชั่วๆถ้ามีคนไหว้ ก็ยังดีกว่าพระดีๆ ถ้ายังพูดอย่างนี้ได้แสดงว่าภาคนั้นก็คงมีแต่พระชั่วๆ พระดีไม่มีเหลือแล้ว จึงต้องหาวิธีจัดการไม่เช่นนั้นพวกนี้ก็จะหากินกับศาสนาไม่หยุด

               “ ตามหลักฐานพระวินัยคำขาดจากความเป็นพระมาเป็น 10 ปี แต่เจ้าคณะปกครองไม่รับรู้ อีกทั้งยังรับยศถาบรรดาศักดิ์และลาภสักการะ ถ้านายคำขาดจากความเป็นพระแล้วแสดงว่าทรัพย์สินตลอด 10 ปี ก็เป็นของโจร และคนที่รับของโจรจะต้องนำไปคืนและมีความผิด จึงไม่มีเจ้าคณะปกครององค์ใดกล้าที่จะทำอะไร เพราะกลัวว่าจะผิดฐานรับของโจรไปด้วยและกลัวว่าจะถูกยึดรถหรือยึดทรัพย์ไปด้วย ” หลวงปู่พุทธอิสระ กล่าวและว่า ขอฝากเตือนไปยังเจ้าคณะปกครองด้วย ซึ่งมีการฉลองพัดยศโดยมีการนำโคโยตี้มาเต้นในวัด เจ้าคณะควรจะตระหนักสำนึกถึงพระธรรมวินัยและประโยชน์ของพระพุทธศาสนา มากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่ชาวบ้านหรือคนทำผิด ยัดเยียดให้" หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าว

               หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อไปอีกว่า อีกทั้งขอฝากไปถึง ผบ.ตร. ให้ช่วยติดตาม หาตำรวจ ยศร้อยตำรวจตรี ที่เป็นข่าวซึ่งเป็นตัวกลางผู้ประสานงานติดต่อส่งเหยื่อ หาเหยื่อบำเรอกามให้นายคำ และจ่ายตังให้เหยื่อนั้น ชื่ออะไร อยู่ในสังกัดไหน ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่แต่กลับรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด น่าจะมีโทษอะไรบ้าง ก็ขอให้ช่วยสืบค้นให้ด้วย และจะต้องถูกดำเนินการคดีทั้งทางอาญาและวินัยฐานสมรู้ร่วมคิดกับโจร ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และปกปิดความผิดที่เกิดขึ้นก็มีส่วนร่วมเป็นซ่องโจรเหมือนกัน ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อฟ้อง โดยจะต้องถอนยวงคนชั่วที่มาอาศัยศาสนาหากินจนร่ำรวยตามๆกัน จนทำให้ศาสนาเสื่อมโทรมลงอย่างชนิดที่ไม่มีใครออกมารับผิดชอบเลย

               เมื่อถามถึงกรณีที่ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำกล่าวหาว่าหลวงปู่พุทธะอิสระอิจฉานั้น หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า "จำเป็นต้องอิจฉาคนชั่วด้วยหรือ เพราะเขาชั่วมาเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งอาตมาเคยพูดมาตลอดเป็นเวลา 10 ปี เรื่องนายคำหลอกชาวบ้าน พูดมาก่อนที่จะมีเรื่องพวกนี้อีกด้วยซ้ำ"

 

 

เปิดขุมทรัพย์ "หลวงปู่เณรคำ" ทรัพย์สินบ้าน-รถหรูอื้อ บัญชีเงินฝาก 41 บัญชี

 

               พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฉ้อโกงเงินบริจาคของหลวงปู่เณรคำ หรือพระวิระพล สุขผล ได้เดินทางเข้าพบนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ. เพื่อประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับการร้องรียนให้ตรวจสอบหลวงปู่เณรคำ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้นำแผนผังระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายของหลวงปู่เณรคำ บัญชีเงินฝากธนาคาร 41 บัญชี รวมถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสีกา 8 คน และประเด็นที่พระครอบครองทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก อาทิ บ้าน รถยนต์โรสลอยด์ เฟอร์รารี่ ฮัมเมอร์

               นายนพรัตน์ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า พศ. ได้มีการพูดคุยกับดีเอสไอในการทำงาน โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับดีเอสไอ พศ.จะให้ความร่วมมือในการให้คำแนะนำในประเด็นข้อกฎหมาย พระธรรมวินัย และระเบียบในการปกครองสงฆ์ ซึ่งเบื้องต้นมีการตั้งประเด็นสอบสวนหลวงปู่เณรคำไว้หลายประเด็น เช่น การปฏิบัติตนไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการเสพเมถุน การเรี่ยไรเงินเพื่อสร้างพระ และมีความเกี่ยวข้องกับการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการดำเนินการได้มีการตั้งกรรมการฝ่ายสงฆ์เข้าไปตรวจสอบ 2 ชุด คือ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดของหลวงปู่เณรคำ ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษได้ออกหนังสือเรียกให้หลวงปู่เณรคำมารายงานตัวและชี้แจงเรื่องคำสอนอวดอุตริ เรื่องการเสพเมถุน การครอบครองทรัพย์สินจำนวมาก และการฉ้อโกงเงินเรี่ยไร ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีได้สอบสวนกรณีการขอเดินทางไปต่างประเทศแล้วไม่กลับวัดตามกำหนดเวลา ซึ่งพศ.ต้องรอการวินิจฉัยดำเนินการประกอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

               ผอ.พศ. กล่าวต่อว่า จากการประมวลเรื่องร้องเรียนทั้งหมดเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ เชื่อว่าข้อร้องเรียนเรื่องเสพเมถุนน่าจะได้ข้อสรุปก่อน เนื่องจากมีหญิงที่อ้างว่ามีสัมพันธ์ชู้สาวกับพระออกมาเปิดเผยตัว ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดและตำรวจในท้องที่ได้ร่วมกันสอบปากคำหญิงสาวทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมคงต้องรอให้หลวงปู่เณรคำเดินทางกลับประเทศไทยและเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้เกินกำหนดที่ผู้ปกครองฝ่ายสงฆ์อนุญาตให้ไปรับกิจนิมนต์ในต่างประเทศแล้ว การไม่เดินทางกลับมาภายในเดือน ก.ค.นี้ เท่ากับยอมรับข้อกล่าวหา ซึ่ง พศ.และคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองจะหารือเพื่อดำเนินการอย่างเด็ดขาด แต่ขณะนี้ยังระบุไม่ได้ว่าจะตัดสินให้สึกได้เมื่อใด เพราะยังต้องรอความชัดเจนในคดีอาญา

                “ ในส่วนของพศ.ได้อนุญาตให้หลวงปู่เณรคำเดินทางไปต่างประเทศ 1 เดือน ซึ่งครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าการยังอาศัยอยู่ในต่างประเทศได้อาจเป็นเพราถสถานทูตออกวีซ่าให้เกิน 1 เดือน สำหรับเงินบริจาคมีกฎชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้พระสงฆ์ถือครองทรัพย์สินเว้นแต่เป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนบวช หากเป็นทรัพย์ที่ได้มาหลังบวชต้องพิจารณาว่าเป็นการถวายให้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ไม่สามารถนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ และเมื่อพระมรณภาพทรัพย์สินต้องตกเป็นของวัด “ ผอ.พศ.กล่าว

               ด้านพ.ต.ท.พงษ์อินทร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับหลวงปู่เณรคำทำให้บัญชีธนาคารต้องสงสัยมากถึง 41 บัญชี จากหลายธนาคาร ซึ่งดีเอสไอได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมแล้ว นอกจากนี้ดีเอสไอจะเร่งวิเคราะห์ว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เช่นกรณีที่มีการนำเงินไปซื้อทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่เปิดรับบริจาค กรณีดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยเบื้องต้นพบว่าบัญชีธนาคารส่วนใหญ่เปิดในชื่อของหลวงปู่เณรคำ ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีการโอนเงินออกไปจากบัญชีหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะประชุมร่วมกับ พศ.และปปง. เพื่อติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีหลวงปู่เณรคำในทุกมิติ

               สำหรับแผงผังขุมทรัพย์ของหลงปู่เณรคำและเครือญาติ พบว่ามีบัญชีธนาคาร 41 บัญชี แบ่งเป็น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 4 บัญชี ธนาคารกสิกรไทย 2 บัญชี ธนาคารกรุงเทพ 8 บัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ 27 บัญชี โดยหลวงปู่เณรคำเคยถูกแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราหญิง เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 53 โดยคดีแจ้งความไว้ที่กองบังคับการกองปราบปราม ภรรยาคือนางยุพินแพรทอง จันทะวา อายุ 26 ปี และยังมีสัมพันธ์ชู้สาวกับหญิงอื่นอีก 7 คน สำหรับสมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย บิดา คือ นายสุรัตน์ สุขผล มารดาคือ นางสุขใจ สุขผล มีพี่น้องรวม 5 คน ได้แก่ นายชาญณรงค์ สมเทพ นายวิจาร สมเทพ น.ส.แจ่มใส สมเทพ (เสียชีวิตแล้ว) นายสุริ สุขผล และนายจำนง สมเทพ

               แผนผังยังระบุถึงทรัพย์สิน อาทิ บ้าน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 999/10 บ้านทรายมูล จ.อุบลราชธานี และบ้านเลขที่ 103/1 อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ รถยนต์และจักรยานยนต์รวม 13 คัน แบ่งเป็น รถโรสลอยด์ เชฟโรเลต โตโยต้า คัมรี่ เฟอร์รารี ฮัมเมอร์ และรถกระบะ 4 คัน และรถจักรยานต์ 4 คัน

 

 

เร่งฟันธงใบสุทธิ"หลวงปู่เณรคำ"จริงหรือปลอม

 

               นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้มีหนังสือ แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบใบสุทธิของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เนื่องจากสำเนาใบสุทธิดังกล่าวที่กลุ่มลูกศิษย์นำมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศาสนาฯนั้น มีความไม่ชัดเจนในลายมือชื่อของพระอุปัชฌาย์ และการย้ายวัด อีกทั้งยังสับสนในความเป็นพระเป็นเณรว่าต่อกันหรือไม่ อย่างใด ใบสุทธิดังกล่าวมีความถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากหาเป็นใบสุทธิที่ไม่ถูกต้องอาจจะส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของพุทธศาสนิกชนในวงกว้าง

                นายอนุศาสน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีหนังสือไปถึง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม เพื่อขอให้มีการนำกรณีของหลวงปู่เณรคำทั้งภาพนั่งเครื่องบินเจ็ต ภาพนั่งเฮลิคอปเตอร์ คลิปวิดีโอการเทศน์ที่อาจจะเข้าข่ายการอวดอุตริ เข้าหารือในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ด้วย เพราะเห็นว่าเรื่องของหลวงปู่เณรคำอาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา

                ช่วงเช้าวันเดียวกัน พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าชุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนหลวงปู่เณรคำ ได้เดินทางเข้าพบนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น พ.ต.ท. พงษ์อินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สอบถามข้อมูลจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯถึงการโฆษณาต่างๆ ของหลวงปู่เณรคำ เพื่อจะนำข้อมูลไปตรวจสอบว่าเข้าข่ายการหลอกลวงหรือไม่ ขณะเดียวกันทางดีเอสไอจะเข้าไปดูในส่วนของเงินบริจาคด้วย ซึ่งหากเป็นการบริจาคให้ส่วนตัวคงจะตรวจสอบลำบาก แต่หากเป็นการเรี่ยไรเงินจะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการเรี่ยไรเงินหรือไม่ นอกจากนี้ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าหากทางหลวงปู่เณรคำไม่ยอมเดินทางกลับมาจะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้หากพบว่าหลวงปู่เณรคำมีความผิดทางอาญาจริงก็จะสามารถใช้อำนาจตาม พรบ.ผู้ร้ายข้ามแดน ขอความร่วมมือไปยังประเทศที่หลวงปู่เณรคำอยู่ให้ส่งตัวกลับมาประเทศไทยเพื่อดำเนินคดีได้

                นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอว่า ทางดีเอสไอและทางพศ.จะร่วมมือกันในการช่วยกันสอบข้อเท็จจริงกรณีหลวงปู่เณรคำ โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทางพศ.ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ แต่ดีเอสไอสามารถเรียกสอบสถานะทางการเงินได้ การที่ดีเอสไอตรวจสอบและให้ข้อมูลมาทางพศ.ก็สามารถที่จะส่งผลข้อมูลให้ฝ่ายคณะสงฆ์ใช้พิจารณาได้เร็วยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์หน้าคาดว่า ในวันที่ 11 ก.ค. จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างพศ.และดีเอสไออีกครั้ง

                "ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องรอผลการตรวจสอบจากทุกภาคส่วนทั้ง พศ. ตำรวจและคณะสงฆ์ หากมีความผิดจริง โดยเฉพาะคดีอาญา ต้องมีการจับสึกทันที ซึ่งในส่วนของผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ลูกศิษย์ ก็ต้องมีกระบวนการตรวจสอบควบคู่กันไปด้วย ส่วนความคืบหน้าในส่วนคณะสงฆ์ศรีสะเกษในเบื้องต้นได้รับรายงานว่า เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษมีการออกคำสั่ง ดังนี้ 1.เรียกตัวหลวงปู่เณรคำแจ้งไปยังวัดป่าขันติธรรม 2.ให้มาชี้แจงเรื่องผู้หญิง ทรัพย์สิน อวดอุตริมนุสธรรม ถูกกล่าวหาฉ้อโกง และกรณีสุดท้ายมีกระแสข่าวว่า กลุ่มลูกศิษย์จะถวายฎีกา จึงได้สั่งการห้ามดำเนินการโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ตนยังได้รับรายงานว่า ทางเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะมีการไปสอบปากคำผู้หญิงที่ได้อ้างว่า หลับนอนด้วยกันอีกด้วย เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาการตัดออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ" นายนพรัตน์ กล่าว

                ผอ.พศ.กล่าวต่อว่า สำหรับการขับออกจากวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อนั้น ต้องรอผลการพิจารณาของทางคณะกรรมการที่เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตั้งขึ้นมา หากที่ประชุมมีการพิจารณาเห็นว่า ควรตัดหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ หลวงปู่เณรคำก็ต้องหาสังกัดวัดใหม่ให้ได้ หากหาไม่ได้ก็ถือหมดสภาพความเป็นพระทันที ซึ่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 พ.ศ. 2538 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่า ต้องหาสังกัดวัดให้ได้ภายในกี่วัน แต่ทั้งนี้การสั่งให้สึกขึ้นอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าคณะปกครองว่าจะใช้วิธีการใด เช่น อาจจะใช้วิธีการเตือนก่อนแล้วออกคำสั่งให้พ้นจากสภาพความเป็นพระ หรือจะใช้วิธีการสั่งการให้พ้นความเป็นพระได้ทันทีก็เป็นได้ เป็นต้น ส่วนกรณีหลวงปู่เณรคำจะกลับมาเมื่อไหร่นั้น ยังคงติดต่อไม่ได้ และไม่มีการแจ้งเข้ามาแต่อย่างใด

 

 

               
"ศิษย์เณรคำ”ร้องนิติวิทยาศาตร์ตรวจพิสูจน์ภาพนอนร่วมหมอนกับสีกา

 

                นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม เข้าพบ พท.นพ.เอนก ยมจินดา ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยื่นเรื่องขอให้สถาบันฯ ตรวจพิสูจน์ ภาพหลวงปู่เณรคำ นอนหมอนเดียวกับผู้หญิง ว่า เป็นภาพจริงหรือไม่ โดยนายสุขุม ระบุว่า เป็นลูกสนิทคนสนิทของหลวงปู่ฯ และทุกวันนี้ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับหลวงปู่ทุกวัน ขณะนี้หลวงปู่ฯ อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส หากมั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรม จึงจะเดินทางกลับมา ถ้าคิดว่ายังไม่ยุติธรรม ก็จะยังไม่กลับมา ส่วนการตัดสินทางสงฆ์ขอให้ขึ้นกับดุลยพินิจของมหาเถรสมาคม


                นพ.เอนก กล่าวว่า สถาบันฯจะร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ธนบุรี ตรวจสอบภาพดังกล่าว หากได้ไฟล์ภาพที่สมบูรณ์จะใช้เวลาประมาณ 7 วันรู้ผล แต่ปัญหาคือ ภาพดังกล่าวเป็นภาพส่งต่อกัน การตรวจสอบจึงทำได้ยาก ทั้งนี้ ลูกศิษย์ที่เดินทางมาพร้อมนายสุขุม ยังได้บอกเล่าถึงหลวงปู่ฯทั้งน้ำตา โดยนายสุขุมและลูกศิษย์ยืนยัน เงินในบัญชีที่ปปง.หรือดีเอสไอเปิดเผยว่าเป็นบัญชีต้องสงสัย ล้วนเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น จึงขอเตือนว่าอย่าทำหน้าที่ล้ำเส้น

               ส่วนกรณีที่นายสุขุมใช้วุฒิมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกสมัครผู้ว่าฯกทม. นั้น นายสุขุม กล่าวว่า การสมัครการเมืองท้องถิ่นไม่จำกัดวุฒิการศึกษา จึงเพียงแต่ยื่นไปเพิ่มเติมเท่านั้น

                

 

               

 

 

.............................................

ข่าวเกี่ยวข้อง

- ตากปลดป้ายวัดสาขา'หลวงปู่เณรคำ'ลงอีก : http://www.komchadluek.net/detail/20130705/162684/ตากปลดป้ายวัดสาขาหลวงปู่เณรคำลงอีก.html

 

 

"}])