พระเครื่อง

ขีดเส้น'เณรคำ'ถึง31ก.ค.-ไม่มาขับจากพท.

ขีดเส้น'เณรคำ'ถึง31ก.ค.-ไม่มาขับจากพท.

03 ก.ค. 2556

เจ้าคณะขีดเส้น'เณรคำ'ถึง31ก.ค.หากไม่มารายงานตัว จะขับจากพื้นที่ ด้านปปง.ร่วมกับกองปราบ แถลงเร่งรวมหลักฐานอายัดเงินในบัญชีต้องสงสัยของ 'หลวงปู่เณรคำ' 200 ลบ.

               3 ก.ค.56 พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ  เปิดเผยว่า  ตามที่มีคำสั่งให้พระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ  ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของคณะสงฆ์ศรีสะเกษ  ฝ่ายธรรมยุติให้มาพบเพื่อชี้แจงถึงข้อท้วงติงต่างๆ  แต่ไม่มาพบนั้นก็ถือว่า พระวิรพล กระด้างกระเดื่อง ในการปกครองสงฆ์จะให้โอกาส พระวิรพล ถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ หากไม่มาพบคณะกรรมการสอบสวน  ก็จะโอนเรื่องทั้งหมดให้ไปที่จังหวัดอุบลราชธานี  เนื่องจากมีประวัติทางพระจากที่นั่นและจะไม่ให้พระวิรพล เข้ามายุ่งเกี่ยวกับวัดป่าขันติธรรมอีกต่อไป  ทั้งจะห้ามไม่ให้พระวิรพลเข้ามาในเขตปกครองของสงฆ์ศรีสะเกษ เพราะถือว่าปกครองไม่ได้แล้ว 

               นายวิรอด ไชยพรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงแบ่งเป็น 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.การติดตามการทำงานของคณะสงฆ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ ว่ามีการดำเนินการถึงขั้นใด  2.ตรวจสอบเรื่องการเงิน  ทรัพย์สิน และการดำเนินการสร้างพระแก้วมรกต ในที่พักสงฆ์ขันติธรรมว่ามีการดำเนินการที่ถูกต้องหรือผิดปกติอย่างไร 3.ตรวจสอบการดำเนินการสร้างที่พักสงฆ์ขันติธรรม และสาขาต่างๆในพื้นที่ว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่  4.คุณสมบัติและสังกัดวัดของหลวงปู่เณรคำว่ามีที่มาอย่างไร  5.ตรวจสอบเรื่องความสัมพันธ์กับสีกามีข้อเท็จจริงอย่างไร 

               ส่วนกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ ตรวจบัญชี  พบว่าเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้าน ในส่วนนี้ จะได้มีการประสานขอข้อมูลกับคณะทำงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อนำมารวบรวมกับข้อมูลเอกสารกับทางคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อยื่นเสนอต่อทางเจ้าคณะจังหวัด ฝ่ายธรรมยุต เพื่อตรวจสอบความผิดทางพระธรรมวินัยต่อไป    อย่างไรก็ดีสำหรับการตรวจสอบเบื้องต้นจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถชี้มูลความผิดทางธรรมวินัยได้

 

 

 

"ปปง.-กองปราบ"จ่ออายัดบัญชี"เณรคำ"

 

              พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการปราบปราม ร่วมกับ พ.ต.ท. ธีรพงษ์ ดุลยวิจารณ์ ผู้อำนวยการปฏิบัติราชการแทน  ผู้อำนวยการกองข่าวกองทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แถลงผลการตรวจสอบ ปปง. ข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมทางการเงินของ พระวิรพล สุขผล หรือ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ หลังจาก นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ยื่นเรื่องให้ทั้งกองปราบปราม และ ปปง. ทำการตรวจสอบ

               โดย พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ในส่วนของกองปราบปรามนั้น จะทำการตรวจสอบในคดีอาญา ที่ผู้ร้องขอให้ตรวจสอบใน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง พรบ.คอมพิวเตอร์ และสถานะทางสงฆ์ ซึ่งคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ได้ความชัดเจนว่า จะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่

               ด้าน พ.ต.ท.ธีรพงษ์  ตัวแทนจากทาง ปปง. กล่าวว่า จากการตรวจสอบสถานะทางการเงิน พบความผิดปกติของเงิน ในบัญชีธนาคาร จำนวน 16 บัญชี มีความเคลื่อนไหวกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบัญชีในชื่อของ หลวงปู่เณรคำ 5-6 บัญชี ซึ่งจากนี้ไป ปปง. จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออายัดเงินในบัญชีต้องสงสัยทั้งหมดไว้ตรวจสอบที่มาที่ไปด้วย

                

                

 

DSI รับคดีม.สันติภาพโลกเป็นคดีพิเศษขยายผลถึงเงินบริจาค"หลวงปู่เณรคำ"

                

              นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกว่า เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ กล่าวว่า ล่าสุดได้ตรวจสอบพบว่าเป็นความผิดว่าด้วยคอมพิวเตอร์เพราะมีการลงข้อความโฆษณาชวนเชื่อผ่านระบบอินเตอร์เน็ต คดีจึงถือเป็นความผิดตาม พรบ.แนบท้ายการสอบสวนคดีพิเศษ ตนจึงอนุมัติให้รับเป็นคดีพิเศษเพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนตามกฎหมายเต็มรูปแบบ นอกจากนี้จะสอบสวนขยายผลไปถึงกรณีฉ้อโกงประชาชนจากการเปิดรับบริจาคต่างๆ ของสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม เนื่องจากเป็นคดีความผิดเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน โดยราละเอียดจะแถลงเวลา 14.00 น.

                ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ถูกสำนักพระพุทธศาสนา(พศ.) เข้าไปตรวจสอบภายหลัง นายสุขุม วงศ์ประสิทธิ ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ระบุว่า จบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว แต่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่มีอำนาจให้ปริญญาบัตรกับบุคคลใด และไม่สามารถใช้คำว่ามหาวิทยาลัยได้

 

 

"ม.สันติภาพโลก"พร้อมให้ดีเอสไอตรวจสอบ

 

               นายศุภณัฐ ดอนจันทร์ นายทะเบียนและประธานตรวจสอบจริยธรรมมหาวิทยาลัยสันติภาพทั่วโลก และอธิการบดี ม.สันติภาพโลก (World peace international university) กล่าวว่า ม.สันติภาพโลกในไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบประกาศดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่ทำประโยชน์กับสังคมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพโลกเท่านั้น เช่น ด้านสื่อมวลชน ด้านการตลาด และการสร้างสรรค์ที่ผ่านมาได้มอบให้บุคคลที่มีชื่อเสียงไปแล้วกว่า 200 คน โดยไม่มีการเรียนการสอนและไม่สามารถนำไปใช้สมัครงานหรืออ้างอิงทางวิชาการได้ จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

               ส่วนกระแสข่าวที่จะมีการเปิดการเรียนการสอนผ่านระบบไซเบอร์ โดยจะให้วุฒิตั้งแต่ระดับอนุปริญญาไปจนถึงระดับปริญญาเอกนั้นไม่ทราบว่ามีมาได้อย่างไร เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยในระบบดำเนินการอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่าจะมีโครงการอบรมสัมมนาจริงโดยจะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะมอบเป็นประกาศนียบัตรเท่านั้น ขณะที่การห้ามใช้คำนำหน้าว่ามหาวิทยาลัยนั้นเห็นว่าเป็นความเห็นส่วนตัว

               ทั้งนี้ ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 80 วรรค 3 ที่รัฐต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)จะเข้ามาตรวจสอบก็ยินดี เพราะเชื่อว่าการมอบปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

 

 

"พศ."ไร้ดาบจัดการม.สันติภาพโลก

 

               นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า กรณีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกนั้น อย่างที่ทราบว่า พศ.ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ซึ่งได้รับแจ้งว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนที่มีพระหลายรูปที่ได้เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตนั้น ตนก็ไม่ทราบข้อมูลว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นการยินยอมกันระหว่างพระสงฆ์กับมหาวิทยาทยาลัยดังกล่าว หรือว่าถูกมหาวิทยาลัยหลอก เพราะยังไม่มีพระรูปไหนออกมายืนยัน อย่างไรก็ตามฝากบอกไปยังพระสงฆ์หากรูปไหนคิดว่าถูกเรียกเงินหรือถูกหลอกให้ไปร้องทุกข์หรือแจ้งความกับตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยตรวจสอบเพราะเรื่องเหล่านี้เกินอำนาจ พศ.

 

 

แจ้งกองปราบตรวจสอบ"เณรคำ"สร้าง"พระแก้วจำลอง"ปลอมไม่ใช่หยก

                

               พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทางเฟซบุ๊ก เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.ให้ดำเนินคดีกับ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ กับพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหากสอบสวนพบการกระทำความผิด หลังจากที่ก่อนหน้านี้นายสงกานต์ได้มาร้องทุกข์ขอให้ตำรวจ บก.ป.ตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่เณรคำ

               นายสงกรานต์ กล่าวว่า การทำบุญและบริจาคเงินของชาวบ้านในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษนั้น ไม่น่าจะรวบรวมได้เป็นจำนวนมากมายขนาดนั้นจึงสงสัยว่าเงินเหล่านี้มาจากที่ใด สอดคล้องกับการตรวจสอบของ ปปง.พบว่า มีเงินเข้าออกในบัญชีธนาคารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดระยะเวลา 2 ปี กว่า 200 ล้านบาท และเหตุใดทางสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมจึงไม่ขอจดทะเบียนเป็นวัด และมีบริษัท ขันติธรรมก้าวหน้า จำกัด เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินต่างๆ หรือเป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หลังจากที่เปิดเฟซบุ๊กส่วนตัวก็มีเบาะแสกรณีดังกล่าวเข้ามาเป็นจำนวนมาก

               นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพระแก้วมรกตจำลอง ที่พระวิรพล กล่าวอ้างว่า ทำมาจากหยกนั้น ผมได้ประสานผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร ร่วมพิจารณาแล้ว พบว่า น่าจะทำด้วยเรซิ่นผสมกับผงหินไม่ใช่หยก ซึ่งจะมีมูลค่าไม่น่าจะเกิน 30 ล้านบาท จึงต้องแจ้งความดำเนินคดีกับ พระวิรพล ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน” นายสงกรานต์ กล่าว และมีความเห็นว่า สถานะทางสงฆ์ของพระวิรพลตอนนี้ขาดจากความเป็นพระสงฆ์แล้ว

               ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในระหว่างการแถลงข่าว นายสงกรานต์ ได้นำองค์พระแก้วมรกต ที่มีการจัดสร้างไว้เมื่อการฉลองปีกึ่งพุทธกาล หรือเมื่อ พ.ศ.2500 มาแสดงเป็นตัวอย่าง

               ด้าน พ.ต.ท.ธีรพงษ์ ดุลยวิจารณ์ ผอ.ข่าวกรองทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่ามีอยู่ 16 บัญชี ในจำนวนนี้มี 5-6 บัญชีที่เป็นของพระวิรพล ส่วนบัญชีที่เหลืออยู่ในชื่อบุคคลและนิติบุคคล ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมามีเงินหมุนเวียนในบัญชีเหล่านี้รวมแล้วกว่า 200 ล้านบาท หลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลกับตำรวจกองปราบปรามเพื่อตรวจสอบกระแสเงินผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางแต่ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการอายัดเงินในบัญชีแต่อย่างใด แต่ก็ฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องว่าในระหว่างนี้ไม่ควรเคลื่อนย้ายเงินในบัญชีเหล่านี้

               พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ภายหลังได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว ทางพนักงานสอบสวนก็จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก มีผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องเรียกตัวมาสอบปากคำ โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพราะเป็นกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจ ส่วนการตรวจสอบ หรือรวบรวมหลักฐานที่มีจำนวนมากและต้องใช้ระยะเวลานานนั้นเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อรูปคดีเพราะทางอาชญวิทยาระบุว่าการทำลายหลักฐานก็เป็นการสร้างหลักฐานใหม่

               ต่อมาเวลา 15.30 น. ดร.สุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุติธรรม ตั้งอยู่บริเวณสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายเริงศักดิ์ กำธร และลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม อีกจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องขอให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีภาพถ่ายคล้ายพระวิรพลนอนอยู่บนหมอนกับหญิงสาวคนหนึ่ง โดยขอให้ทางพนักงานสอบสวนตรวจสอบว่าเป็นภาพของหลวงปู่เณรคำ จริงหรือไม่ มีผู้ใดเป็นผู้นำภาพมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยทำหนังสือร้องเรียน และภาพถ่ายดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้ประกอบการพิจารณาดำเนินการ

               ดร.สุขุม กล่าวว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญพิสูจน์ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพจริง หรือมีการตัดต่อ ซึ่งในส่วนนี้ทางตนและญาติโยมของหลวงปู่เณรคำ ทราบข้อมูลในเบื้องต้นว่า มีการเผยแพร่มาตั้งแต่ 5 ปีก่อน โดยเป็นฝีมือของหญิงสาวนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นลูกของอดีตกรรมการสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม เป็นผู้นำไปมอบให้กับครูคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเสริมเป็นผู้สื่อข่าวเพื่อหวังทำลายชื่อเสียงของหลวงปู่เณรคำ

               ดร.สุขุม กล่าวต่อว่า จากนั้นก็พบว่ามีการมีการนำไปโพสต์ลงในเว็บไซต์พันธ์ทิป ก่อนจะถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชน อย่างไรก็ดี หากทางตำรวจได้ตรวจพิสูจน์แล้วขอให้แถลงว่าเป็นภาพจริง หรือภาพที่มีการตัดต่อ โดยหากเป็นภาพจริง ก็ขอให้ประสานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม และเจ้าคณะจังหวัด เพื่อทำพิธีลาสิขาบทหลวงปู่เณรคำ แต่หากเป็นภาพที่มีการตัดต่อก็ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ตัดต่อภาพและนำออกมาเผยแพร่ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

               ประธานเครือข่ายฯ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากกรณีภาพถ่ายที่ทำให้หลวงปู่เณรคำ ตกเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ทางเครือข่ายฯ ต้องการให้มีการตรวจสอบไปพร้อมกัน คือ เรื่องเงินบริจาคซึ่งเป็นเงินที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ จากการทำบุญ บริจาค และติดกัณฑ์เทศน์ไม่ทราบว่าผิดตรงไหนเพราะไม่ใช่เงินจากการกระทำผิดกฎหมาย ส่วนยอดเงินจำนวน200 ล้านบาท ก็เป็นเงินที่ญาติโยมถวายเพื่อใช้ในการก่อสร้างวัด และสำนักสงฆ์ต่างๆ ทั่วประเทศที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ เงินเพียงเท่านี้ก็ยังไม่พอในการสร้างด้วย ส่วนการตรวจสอบบัญชีเงินฝากนั้นของผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นก็ขอให้ตรวจสอบตั้งแต่กรรมการชุดแรกเป็นต้นมา และตรวจสอบทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ หากพบการกระทำผิดก็ให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ปรึกษากันแล้วว่าจะขอให้ทนายความจากต่างประเทศ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของคดีที่เกิดขึ้นและต้องถือว่าหลวงปุ่เณรคำ ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยหากพบว่ามีการกระทำที่เป็นการกล่าวหาหลวงปู่เณรคำ เกิดขึ้นที่ใด ก็จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีทันที

               “หลวงปู่เณรคำ จะเดินทางกลับประเทศไทย อย่างแน่นอน ท่านไม่ได้หนี แต่ตอนนี้คงต้องขอตั้งหลัก เพื่อหารือและปรึกษากับนักกฎหมาย เพื่อช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา โดยท่านคงต้องใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อความยุติธรรม แม้ว่าท่านจะเป็นพระ แต่ก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” ดร.สุขุม กล่าว

 

 

                

สืบค้นทรัพย์สิน"หลวงปู่เณรคำ"

 

 

 

 

แนวทางสอบพระธรรมวินัย"หลวงปู่เณรคำ"

 

 

 

"}])