พระเครื่อง

ปปง.พบบัญชี'เณรคำ'หมุนเวียนกว่า200ล.

ปปง.พบบัญชี'เณรคำ'หมุนเวียนกว่า200ล.

02 ก.ค. 2556

ปปง.พบอย่างน้อย 10 บัญชีของ'หลวงปู่เณรคำ'หมุนเวียนเงินมากกว่า 200 ล้านบาท เตือนห้ามเคลื่อนย้าย 'มจร'จัดถก'วิกฤติศรัทธา : ปัญหาและทางออก'

               2 ก.ค.56 ร.ต.อ.ญ.สุวณีย์ แสวงผล รองเลขาธิการปปง. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีนายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่าย พลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา  พระมหากษัตริย์  ยื่นเรื่องให้ ปปง.ตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมทางการเงิน ของพระวิระพล  สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ กับพวก  ว่า ภายหลังตรวจสอบฐานข้อมูลธุรกรรม  16 บัญชี ของหลวงปู่เณรคำและพวก ตามที่เครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยื่นไว้ พบชัดเจน 10 บัญชี เป็นของหลวงปู่เณรคำและเครือข่าย  มีกระแสเงินหมุนเวียนมากกว่า 200 ล้านบาท  และมีการเคลื่อนไหวเงินตลอดเวลา แทบทุกวัน เบื้องต้น ถือเป็นบัญชีที่มีเหตุอันควรสงสัย จึงขอเตือนเครือข่ายหลวงปู่เณรคำ และหลวงปู่เณรคำ อย่าได้เคลื่อนย้ายทรัพย์สินในบัญชีเด็ดขาด เพราะจะเข้าข่ายการฟอกเงินทันที ซึ่งถ้ามีการนำเงินไปซื้อรถหรือเครื่องบินใดๆ ทรัพย์นั้นก็จะผิดฐานฟอกเงิน และต้องถูกยึดอายัดเช่นกัน หากเป็นเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนมา

              รองเลขาธิการปปง. กล่าวต่อว่า รายงานธุรกรรมที่พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 200 ล้านบาท นี้ เฉพาะรายงานที่มีการทำธุรกรรมมากกว่า 2 ล้านบาทในแต่ละครั้ง  ที่กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งกับ ปปง. ยังไม่รวมธุรกรรมอื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวในวงเงินต่ำกว่า 2 ล้านบาทในแต่ละครั้ง  มั่นใจ จากข้อมูลที่มีอยู่ ค่อนข้างชัดเจนว่า ว่าหลวงปู่เณรคำและเครือข่าย มีพฤติการณ์เข้าข่าย ความผิดตามมูลฐานกฎหมายฟอกเงิน ด้วยการฉ้อโกงประชาชน ในโครงการต่าง ๆ ทั้งการจัดสร้างพระแก้ว เปิดบัญชีหลอกให้ประชาชนมาบริจาคเงิน  โครงการจัดสร้างโรงพยาบาล ซึ่งในสัปดาห์หน้าปปง.จะจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ที่วัดป่าขันติธรรม เพื่อรวบรวมประจักษ์พยาน จากนั้นจะรายงานเข้าสู่คณะกรรมการธุรกรรม ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เพื่อให้มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งจะตรวจสอบรวมไปทั้งเครือข่าย และบุคคลที่ปรากฏตามข่าวว่ามีความสัมพันธ์เป็นภรรยาและลูกของพระวีระพลด้วย 

              นอกจากนี้ จะประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)ด้วย โดยในเวลา 13.30 น. วันนี้ นายสงกรานต์และเครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติฯ จะเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อปปง.ด้วย

 

 

 

"มจร"จัดถก"วิกฤติศรัทธา : ปัญหาและทางออก"

 

              ขณะที่ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส หัวหน้าโครงการปริญญาโทหลักสูตรสันติศึกษา และผอ.สถาบันภาษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ในระยะนี้ส่งผลกระทบต่อศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อพระพุทธศาสนาพอสมควร ทาง มจร มิได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว จึงได้กำนัดจัดการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “วิกฤติศรัทธา : ปัญหาและทางออก” ขึ้น ณ ห้องสันติภาพ ชั้น 4 อาคารเรียนรวม โซน ดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.00 – 16.30 น. โดยเป็นการระดมความคิดเห็นว่าจะสร้างองค์ความรู้เพื่อดึงศรัทธาให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อย่างไร

              พระมหาหรรษา กล่าวต่อว่า วิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พระศรีคัมภีรญาณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร นายสันตศักดิ์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายณรงค์ หนูเชื้อ นายกสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ ดำเนินรายการ โดยนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส

 

 

วัดต้นสังกัด "เณรคำ" ที่อุบลฯตั้งกก.สอบ "หลวงปู่เณรคำ"

 

               ดร.อำนาจ บัวศิริ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า จากการที่ตนได้รับทราบข้อมูลจากประชาชนว่า หลวงปู่เณรคำมีบัญชีส่วนตัวหลายบัญชีนั้น หากการบริจาคของญาติโยม ต้องการที่จะถวายให้แก่ตัวพระสงฆ์ โดยตรงก็สามารถเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัวได้ ส่วนหากญาติโยมต้องการบริจาคให้วัด ก็ต้องเก็บไว้ในบัญชีของวัดไม่ใช่ของเจ้าอาวาส ส่วนกรณีของหลวงปู่เณรคำนั้น หลวงปู่เณรคำ มีสถานะเป็นพระทั่วไปไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส เพราะวัดป่าขันติธรรมนั้น ยังไม่ได้ตั้งวัดโดยสมบูรณ์ มีการตั้งเป็นมูลนิธิขึ้นมา เพื่อขอรับบริจาคในการสร้างวัด การถวายของญาติ ก็แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ บัญชีมูลนิธิ และถวายโดยตรงกับหลวงปู่เณรคำ ซึ่งใน 2 ส่วนนี้ ยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจในการเข้าไปตรวจสอบบัญชีส่วนตัวของพระ และของวัดได้ เพราะวัดเป็นนิติบุคคล ที่ไม่ใช่การดำเนินการแบบบริษัททั่วไป

               “สิ่งเดียวที่จะทำได้ คือใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าไปตรวจสอบวัด โดยเฉพาะกรณีเหลวงปู่เณรคำ ก็สามารถใช้กฎหมายดังกล่าวนี้เข้าไปตรวจสอบได้ แต่หากอีกฝ่ายไม่ผิด เขาก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้เช่นเดียวกัน ส่วนการเรี่ยไรนั้น หากพระขอเรี่ยไรในวัด ก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากเป็นนอกวัดหรือนอกพื้นที่ ก็ต้องขออนุญาตเจ้าคณะปกครองในพื้นที่นั้นๆ หากไม่ขออนุญาตก็ถือว่า มีความผิด อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลของหลวงปู่เณรคำนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ซึ่งต้องรอดูข้อมูลจากเจ้าคณะปกครองพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ”รองผอ.พศ.กล่าว

               พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ขณะนี้ทางวัดได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา การให้อยู่ในสังกัดวัดใต้ใหญ่พระเจ้าองค์ตื้อ โดยจะรอผลการตรวจสอบของทางเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ หากพบว่า มีความผิดในกรณีต่างๆ ทางวัด ก็ต้องดำเนินการขับพระวิรพล สุขผล ออกจากสังกัดวัด ส่วนสาเหตุที่ยังให้ หลวงปู่เณรคำ ยังอยู่ในสังกัดวัด ตั้งแต่ปี 2549 นั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า พระเราต้องอยู่กันด้วยความเมตตาต่อกัน เมื่อพระมาขออยู่ในสังกัดเราก็อนุญาต เพราะมองว่า เป็นพระด้วยกันและไม่ได้มีเรื่องเสียหายอะไร อย่างไรก็ตาม จากนี้ไป วัดก็ต้องรอผลการตรวจสอบข้อมูลของทางจังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง

               ด้านนายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า จากการตรวจสอบล่าสุดทางหลวงปู่เณรคำ หรือว่าลูกศิษย์ยังไม่ได้แจ้งกลับมายังกรมศิลปากร หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแจ้งไปที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ให้รับทราบว่าการดำเนินการก่อสร้างพระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบ เนื่องจากพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 61 รายการที่ต้องขออนุญาตก่อนจัดสร้างตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ. 2520

 

 

 

"}])