พระเครื่อง

เปิดศึก!2หลวงปู่ปมเห็นสวรรค์

เปิดศึก!2หลวงปู่ปมเห็นสวรรค์

26 มิ.ย. 2556

'หลวงปู่พุทธะอิสระ'เปิดศึกชน'หลวงปู่เณรคำ' ระบุที่เป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ปกครองสงฆ์ละเลย ด้าน'เจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต'ชี้อวดเป็นพระอรหันต์ผิดธรรมวินัย

               26 มิ.ย.56 พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม  หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม  เปิดเผยว่า วัตรปฏิบัติที่รับรู้กันของหลวงปู่เณรคำ แห่งวัดป่าขันติธรรม  เป็นการะสะท้อนถึงการหลุดพ้นจากการเป็นพระไปแล้ว ที่สำคัญคือ การอวดอุติ ถือว่านี่คือสิ่งที่ทำให้หลุดจากการเป็นพระ ส่วนตัวที่อยากจะตั้งคำถามถึงหลวงปู่เณรคำก็คือ ประวัติความเป็นมาในการอุปัชญาย์ ที่กลายเป็นความลับ ทั้งยังเห็นว่า คณะผู้ปกครองสงฆ์ควรที่จะเข้าไปดูแลในเรื่องนี้  ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามาจากการรละเลยของคณะผู้ปกครองสงฆ์  ดังนั้น เพื่อรักษาพระพุทธศาสนา จะต้องเข้าไปดูแลหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่้งเพื่อสร้างความชัดเจน
 

เศรษฐินีวอน"เณรคำ"พูดความจริง

          วันเดียวกัน ที่วัดอ้อน้อยธรรมอิสระ จ.นครปฐม หลวงปู่พุทธอิสระได้โทรศัพท์พูดคุยกับเศรษฐินีเจ้าของผลิตภัณฑ์สินค้ายี่ห้อดัง มีสื่อมวลชนบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสนทนา โดยเล่าว่า เคยบริจาคทรัพย์จำนวนมากถวายหลวงปู่เณรคำ นิมนต์ไปบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสด้วยกัน และมีการเจรจาดูโบรชัวร์เฮลิคอปเตอร์มูลค่า 80 ล้านบาท ที่บ้านของเศรษฐินีคนดังกล่าว
 
          "เขาเรียกเราว่าแม่ ก็สมควรออกมาพูดเรื่องจริง สังคมจะได้เชื่อมั่น ที่สำคัญมีคนให้ร้ายกล่าวหาว่าโยมแม่หลวงปู่เณรคำเป็นคนเก็บเงิน เอาเงินไปหมด" เศรษฐินีรายนี้กล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดอ้อน้อยจะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับพฤติการณ์ของหลวงปู่เณรคำในวันที่ 30 มิถุนายนนี้  

 

               
"เจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต"ชี้อวดเป็นพระอรหันต์ผิดธรรมวินัยอาบัติปาราชิก 

                ความคืบหน้าการเผยแพร่คลิปหลวงปู่เณรคำมีการเทศน์ว่า เห็นสวรรค์คุยกับพระอินทร์ว่าเข้าข่ายอวดอุตริมนุสธรรมเข้าขั้นอาบัติปาราชิกหรือไม่  เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.พระธรรมฐิติญาณ(ศรีจันทร์) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย จ.ร้อยเอ็ด ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต ที่กำกับดูแลหลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า กรณีคลิปหลวงปู่เณรคำ หรือพระวิรพล สุขผล เทศน์แล้วบอกว่า เห็นสวรรค์ คุยกับพระอินทร์ว่า เข้าข่ายอวดอุตริมนุสธรรมหรือไม่นั้น หากท่านเห็นสวรรค์หรือพระอินทร์จริงก็ถือว่าไม่อวดอุตริฯ หากเห็นไม่ แต่มาอวดอ้าง ก็ถือว่า อวดอุตริฯ เหมือนกรณีหลวงตาบัว ท่านเห็นจริงรู้จริง นั้นถือว่า ไม่ได้อวดอุตริฯ  ส่วนการตรวจสอบว่า หลวงปู่เณรคำเห็นสวรรค์หรือพระอินทร์หรือไม่นั้น ก็ต้องไปดูแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่เณรคำประกอบว่าเป็นไปอย่างไร

                ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการอวดอุตริมนุสธรรมมีโทษถึงขั้นไหน พระธรรมฐิติญาณ กล่าวว่า การอวดอุตริมนุสธรรม มีโทษถึงขั้นอาบัติหนัก คืออาบัติปาราชิก ส่วนเรื่องเทศน์ทางคลิป หรือมีภาพรังสีแผ่ว่ามีบารมีสูงสุดของหลวงปู่เณรคำออกมานั้น หากทำได้จริงถือว่าไม่ผิด หากทำไม่ได้แต่ไปสร้างเรื่องว่าทำได้ถือว่าผิด ซึ่งการตรวจสอบก็ต้องดูแนวทางปฏิบัติของท่านว่า เป็นไปตามหลักของพระพุทธศาสนาหรือไม่

                ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ต่อประชาชนผิดหรือไม่ พระธรรมฐิติญาณ กล่าวว่า ถ้าท่านเป็นพระอรหันต์จริง ก็ไม่ผิด หากไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่ไปอวดอ้าง ถือว่าผิด แต่ในพระธรรมวินัยได้กำหนดไว้ว่า พระอรหันต์พูดกับพระภิกษุด้วยกันได้ แต่ห้ามพูดกับอนุปสัมบัน  คือ คนที่ไม่เป็นพระ ถือว่าผิดพระธรรมวินัย ส่วนเรื่องการตั้งสำนักสงฆ์ของวัดป่าขันติธรรม จะใช้คำว่าสำนักสงฆ์ไม่ได้ ต้องใช้คำว่า ที่พักสงฆ์ หากยังไม่มีการขออนุญาตจัดตั้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่วัดป่าขันติธรรมเขียนไว้ว่า สำนักสงฆ์ อาจจะใช้ตามภาษานิยม ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะต้องอยู่ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบอีกครั้ง

               พระราชรัตนมงคล  ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) กล่าวว่า ปัจจุบัน มีพระสงฆ์ หลายรูป ได้นำคำว่า เณรคำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่เณรคำ ที่มีกรณีเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งอยากจะชี้ให้พุทธศาสนิกชน เห็นว่า คำว่า เณรคำ เป็นชื่อบุคคลในตำนานว่า เป็นเณรที่มีอิทธิฤทธิ์ เป็นความเชื่อของคนโบราณทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่จริง ซึ่งพระหลายรูปมักนำมาอ้างในลักษณะร่างทรงของคนในตำนานว่า เป็นเณรคำ อย่างเช่น ในจังหวัดสกลนครก็มีการอ้างว่าเป็นหลวงปู่เณรคำอยู่หลายรูป เป็นต้น

                ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ต่างๆ มีผู้ที่อ้างเป็นหลวงปู่เณรคำหลายรูป เช่น อ้างว่าเป็นหลวงปู่เณรคำ ปัญญาพโล  หลวงปู่เณรคำ สุคันโท เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้เข้าไปตรวจสอบใน www.luangpunenkham.com ของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ แห่งวัดป่าขันติธรรม ก็ได้กล่าวอ้างที่มาของชื่อ หลวงปู่เณรคำไว้ว่า เมื่อครั้ง พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ท่านไปจาริกธุดงค์อยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พุทธศาสนิกชนพากันไปกราบคารวะนมัสการและได้มองเห็นองค์หลวงปู่

                ซึ่งท่านนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดบาง ๆ เป็นพระแก่ชรา แต่พอท่านเปิดกลดออกมาก็กลายเป็นเณรน้อยออกไปบิณฑบาต ขากลับจากบิณฑบาต พุทธศาสนิกชนบางคน ได้มองเห็นองค์หลวงปู่ท่านเป็นพระแก่ชรา อายุราว 80 ถึง 90 ปี ผมหงอก หลังค่อม เหี่ยวย่น หนังยาน บางคนฝันเห็นพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ไปยืนอยู่บนหัวเตียงเดี๋ยวเป็นเณรน้อยอายุน้อย ๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นพระที่แก่ชรามาก ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มมีคนเรียก ตามสิ่งที่เขาเห็น “หลวงปู่” หรือ “หลวงปู่เณรคำ” ฉัตติโก อ่านว่า ฉัตติโก     นอกจากนี้ ยังได้พบการโพสต์ภาพของกลุ่มผู้ศรัทธาหลวงปู่เณรคำ โพตส์ภาพรังสีสีขาวออกมาจากบริเวณหน้าและมือของหลวงปู่เณรคำ บรรยายชื่อภาพว่า พลัง ญารบารมีของท่าน สาธุๆๆค่ะ ผ่านเฟซบุ๊กของกลุ่ม โดยมีลูกศิษย์มาโพสต์คำว่า สาธุ เป็นจำนวนมาก และบางคนบอกว่า  “ถ้าคนที่ไม่เชื่อในบารมีหลวงปู่ ถ้าเห็นภาพนี้คงจะอึ้ง”

 

 

"นางลอน"เดินหน้าจัดตั้งวัดต่อ

 

               นางลอน มนัส อายุ 68 ปี  เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอกันทรามย์  จ.ศรีสะเกษ   เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งวัดป่าขันติธรรมให้กับตนเอง ทั้งนี้ ตนจะได้รับโฉนดฉบับใหม่  หลังครบ 30 วัน  ไปแล้ว  การขอโฉนดที่ดินฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่ การตั้งวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์แบบ   สำหรับโฉนดเดิมรวม 5 ฉบับ ได้มอบให้ไปกับหลวงปู่เณรคำไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้มีการก่อตั้งให้เป็นวัดตามเจตนารมณ์ จึงได้มีความตั้งใจที่จะดำเนินการจัดตั้งวัดด้วยตัวเอง 

               "เป้าหมายของเจ้าของที่ดินที่บริจาคให้วัด มีความประสงค์ ที่จะให้มีการจัดตั้งเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบถูกต้องตามกฎหมายจึงต้องการที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นไปตามแนวทางเดิม เพื่อให้สมกับเจตนาของเจ้าของที่ดินที่ล่วงลับไปแล้ว"  นางลอน กล่าว

 

                

"ลูกศิษย์"แจง"หลวงปู่เณรคำ"มีเพื่อนชื่อ"พระอิน"โบ้ยคนเอาไปตีความผิดๆ

 

               เมื่อเวลา 14.00น. คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

                 รวมทั้งกลุ่มลูกศิษย์ และตัวแทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เข้าชี้แจงกรณีปัญหาต่างเกี่ยวกับข่าวของหลวงปู่เณรคำ โดยมีนายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการศาสนาฯ เป็นประธานการประชุมและกล่าวว่า รัฐบาลต้องให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ดังนั้นจากการที่เกิดข่าวเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ในเรื่องต่างๆ ทั้งยังเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจถึงสถานะของหลวงปู่เณรคำว่ามีการบวชเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้ทำหนังสือนิมนต์หลวงปู่เณรคำ เพื่อให้มาชี้แจง แต่ทางหลวงปู่เณรคำยังอยู่ต่างประเทศจึงส่งกลุ่มลูกศิษย์มาเป็นฝ่ายชี้แจงแทน

                นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม หนึ่งในกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ กล่าวชี้แจงว่า ยืนยันว่าหลวงปู่เณรคำมีการบวชอย่างถูกต้อง และมีหนังสือสุทธิ แต่ในการมาชี้แจงครั้งนี้ไม่ได้นำมาด้วย และการที่หลวงปู่เณรคำไม่ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเอง เพราะติดกิจนิมนต์ จึงมอบให้ตนเข้ามาชี้แจงแทน พร้อมกันนี้ทางวัดป่าขันติธรรม ยังได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงการมอบตนเป็นตัวแทนของหลวงปู่เณรคำในการเข้าชี้แจง และทางหลวงปู่เณรคำ ยังได้แจ้งมายังทางวัดด้วยว่าในช่วงนี้จะแต่งตั้งให้ทางพระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ หรือหลวงพ่อปานขาว เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณราม ประเทศฝรั่งเศส เป็นรักษาการแทนประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ส่วนกรณีที่ระบุว่า วัดป่าขันติธรรม มีวัดสาขาถึง 201 วัด และอาจจะมีความเชื่อมโยงกับการฟอกเงินนั้น ไม่เป็นความจริง และเท่าที่ตรวจสอบมาวัดป่าขันติธรรมมีสาขาเพียง 11 สาขาเท่านั้น ขณะที่มีผู้นำคลิปวิดีโอขณะหลวงปู่เณรคำเทศน์ออกเผยแพร่ ซึ่งในคลิปวิดีโอหลวงปู่เณรคำพูดว่ามีเพื่อนเป็นพระอินทร์นั้น เป็นการกล่าวถึงเพื่อนพระของหลวงปู่เณรคำซึ่งมีชื่อว่า พระอิน แต่มีผู้ที่ไม่เข้าใจนำไปตีความผิดๆ

               นายสุขุม กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าหลวงปู่เณรคำเป็นพระอริยสงฆ์จริงหรือไม่นั้น ตนขอชี้แจงว่าตนเป็นผู้เรียกท่านว่าพระอริยสงฆ์เอง แม้ตนจะไม่เคยเจอหลวงปู่เณรคำ แต่จากการศึกษาคำสอนทำให้ตนศรัทธา ซึ่งหลังจากที่มีข่าวเรื่องนี้ออกไป หลวงปู่เณรคำ ได้ให้พระที่เดินทางด้วยกันอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสส่งข้อความผ่านโปรแกรมไลน์มายังตนว่า หลวงปู่เณรคำไม่ใช่พระอริยสงฆ์ แต่เป็นพระสุปฏิปันโน คือพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และในช่วงวันที่ 27-30 มิ.ย.นี้ อาจจะมีปาฏิหาริย์หลวงปู่เณรคำเดินทางกลับมาร่วมงานก็เป็นได้

               ขณะที่นายวิรอด ไชยพรรณนา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ(พศจ.ศรีสะเกษ) กล่าวว่า หลักฐานยืนยันถึงสถานะของหลวงปู่เณรคำได้ดีที่สุดคือ หนังสือสุทธิ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือสุทธิของหลวงปู่เณรคำ ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงในขณะนี้ต้องรอทางหลวงปู่เณรคำเดินทางกลับมาจึงจะดำเนินการได้ ขณะที่เรื่องที่ดินบริเวณวัดป่าขันติธรรมนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ได้รับอนุญาตสร้างวัดมาตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2545 โดยกำหนดให้มีการก่อสร้างวัด และทำเรื่องขอตั้งวัดภายในวันที่ 9 ม.ค. 2550 แต่ขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการในการขอตั้งวัดแต่อย่างใด ขณะเดียวกันทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังให้ พศจ.ศรีสะเกษ ดำเนินการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคของวัดด้วยว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหรือไม่

               ด้านนายวรัญชัย โชคชนะ ประธานกลุ่มพุทธศาสนิกชนไทย กล่าวว่า ตามที่ตนได้ยื่นหนังสือขอให้ทางกรมที่ดินตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินบริเวณของวัดป่าขันติธรรมเป็นที่ดินของใครนั้น ทางกรมที่ดินได้มีหนังสือแจ้งมาที่ตนแล้ว ลงนามโดยนายวานิตย์ อินทรักษ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน ระบุว่า ที่ดินบริเวณวัดป่าขันติธรรม มีชื่อนางลอน มนัส เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำนวน 5 แปลง เนื้อที่รวม 14 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา ประกอบด้วยโฉนดที่ดินเลขที่ 44712, 47177, 50067, 50065 และ 50260 อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งโฉนดดังกล่าวอยู่ในการรับผิดชอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแถลงการณ์ของวัดป่าขันติธรรม ที่นำมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการศาสนาฯในครั้งนี้ มีการปรับเปลี่ยนชื่อ จากวัดป่าขันติธรรม เป็น ที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม โดยมีพระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ เป็นรักษาการแทนประธานสงฆ์ที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม

 

 

               
ชี้เครื่องบินเช่ามากระเป๋าไม่ได้สะสมแว่นดำใส่เพราะอ๊อกเหล็กมาโดนแสงจ้าไม่ได้

              

               นายวิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ที่สำนักงานมีบุคลากรทั้งหมด 14 คน ทั้งนี้ขอย้ำว่าวัดป่าขันติธรรม อยู่ในสังกัดธรรมยุทธ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นที่พักสงฆ์ ยังไม่ได้เป็นวัด อย่างไรก็ตาม เราได้เอาใจใส่เรื่องดังกล่าวอยู่ โดยเริ่มนำข้อมููลถวายพระผู้ใหญ่ เจ้าคณะจังหวัด ทั้งยังได้ส่งเรื่องให้ราชการโดยได้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกัน ทั้งนี้ตอนนี้รอเจ้าตัวเข้าชี้แจง และยังไม่ได้รับหนังสือราชการการอุปสมบทของหลวงปู่เณรคำ

                ส่วนนายบุญเชิด กิตติธรางกูร สำนักงานพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องมาไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ถ้ายังไม่มีข้อกระจ่างยังต้องมองว่าหลวงปู่เณรคำเป็นผู้บริสุทธิ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาเองไม่สามารถฟันธงได้ว่า พระรูปไหนผิด ต้องรอให้ขั้นตอนถึงที่สิ้นสุดก่อน

                ดร.สุขุม วงประสิทธิ์ ผู้แทนหลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า ตามที่ได้มีข่าวหลวงปู่เณรคำไปอย่างกว้างขวาง ตนขอชี้แจงเป็นรายกรณี คือ หลวงปู่เณรคำอุปสมบทถูกต้องสมบูรณ์ ส่วนชื่อหลวงปู่เณรคำ เป็นคำเรียกของชาวบ้าน ที่เรียกสามเณรที่ดีที่จะเรียกว่า เณรคำ ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีตัวแทนเข้าชี้แจงต่อสำนักพระพุทธศาสนา ที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงบางประการ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงไม่ได้ชี้แจงข้อสงสัย ส่วนเรื่องเครื่องบินนั้นเป็นเครื่องบินเช่าลำ ในขณะที่กระเป๋าแบรนด์เนมก็ไม่ใช่ของสะสม จึงไม่ผิดเรื่องความประพฤติของสงฆ์ ทั้งนี้เรื่องแว่นตาดำ เป็นเพราะหลวงปู่เณรคำได้อ๊อกเหล็ก จึงรับแสงจ้าไม่ได้ ส่วนเรื่องที่บอกว่าเป็นเพื่อนกับพระอินทร์นั้น เรื่องจริงคือ ท่านเป็นเพื่อนกับพระชื่ออินทร์ อย่างไรก็ตาม ขอวิงวอนผู้ที่เกี่ยวข้องให้มาช่วยกันดูแลศาสนา ตนเชื่อว่า วันนี้ที่เกิดขึ้นบางภาพบางเรื่องเกิดมา 5 ปีแล้ว มีการสอบสวนไปแล้วว่าไม่ใช่ภาพจริง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองว่ามีเรื่องผลประโยชน์ขัดแย้งทางบารมีหรือไม่ จึงมีการนำภาพเมื่อ 5 ปีก่อนมาเสนออีก ทั้งนี้ หลวงปู่เณรคำจะเดินทางกลับมาหรือไม่อยู่ที่ปฎิหาริย์ ถ้าลูกศิษย์สามัคคีกันปฎิหาริย์จะเกิด อย่างไรก็ตามหลวงปู่เณรคำเป็นพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ  

                ส่วนนายเรืองศักดิ์ กำธร ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า ถ้าพระรูปนี้ไม่ผิดแล้วต้องสึกจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ทั้งนี้สื่อเองก็ไม่มั่นใจ ซึ่งได้มีการเสนอข่าว 2 ด้าน คือ ฝ่ายหนึ่งตีให้ลง ส่วนอีกสื่อเสนอความจริงทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ได้มีคนที่มีผลประโยชน์อยู่กลุ่มหนึ่งเรียกสื่อมาแจกประเด็น แจกภาพทุกวัน ทั้งนี้ถ้าผู้หญิงในภาพอยากช่วยเหลือสังคม ขอให้ออกมา จะทำให้ทุกอย่างจบลง ซึ่งเรื่องเป็นมา 5 ปีแล้วยังไม่มีใครออกมา ถ้าพระไม่ผิดจริง เราในฐานะสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวควรทำอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องคิด ซึ่งนางลอน มนัส เจ้าของที่ดินสำนักสงฆ์ขันติธรรม ก็ออกมาบอกยืนยันว่า ไม่เคยไล่พระออกจากวัด ไม่เคยมีใครมาข่มขู่

                ทั้งนี้ มีกรรมาธิการฯหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรมได้รับเงินบริจาคจากผู้ศรัทธามากมาย มีงบประมาณในการหล่อสร้างพระแก้วมรกตนับพันล้านบาท แต่กลับไม่มีการสร้างพื้นที่โบสถ์ในการประกอบกิจสงฆ์ และพิธีทางศาสนาที่สมควรเป็นวัดมากกว่าเป็นสำนักสงฆ์ และยังไม่ปรากฏว่ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลด้านการเงินทั้งในส่วนของเงินบริจาคและงบประมาณการสร้างวัด โดยนายชินวัตร หาบุญพาด สส.บัญชีรายชื่อ กรรมาธิการฯจากพรรคเพื่อไทย ได้ซักถามพร้อมโต้แย้งว่า สิ่งทั้งหมดตนดูจากข่าวไม่ได้ไปสัมผัสเอง อย่างไรก็ตาม การเป็นพระจะไปรับสิ่งของเหล่านั้นไม่ได้ ถ้าจะอ้างว่าญาติโยมถวายเพื่อจะได้สิ่งของที่ถวายในชาติหน้า ถ้าเป็นอย่างนั้นหากตนอยากมีภรรยาสวยๆ ในชาติหน้า แล้วเอาผู้หญิงสวยๆ ไปถวายหลวงปู่เณรคำจะรับหรือไม่ ตนเชื่อถ้าปฏิบัติดีก็ไม่มีใครทำอะไรเราได้ สิ่งที่จะทำให้ศาสนาเสื่อม ก็เป็นเพราะไม่ปฏิบัติตามพระวินัย พระที่ดีไม่อดตายแน่ ในทางพระพุทธศาสนาการเป็นพระสงฆ์ แม้รับเงินเพียงบาทเดียวก็ถือว่าอาบัติ แต่ปัจจุบันมักจะมีการเลี่ยง โดยให้ลูกศิษย์เป็นผู้รับ แต่พระสงฆ์ก็เป็นคนนับอยู่ดี ซึ่งคณะกรรมาธิการฯได้ฝากให้สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินบริจาคของสำนักสงฆ์ พื้นที่กรรมสิทธิ์ทั้งหมดว่ามีจำนวนจริงเท่าใด รวมถึงใบสุทธิของหลวงปู่เณรคำเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นพระสังกัดใด

                

                

"สภาวัฒนธรรมฯเพชรบูรณ์"อาสารับเป็นเจ้าภาพจัดเวที "ดวลไมค์ธรรมมะ"

 

                นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรม จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า การถกปัญหาธรรมมะเพื่อให้เกิดปัญญาในเชิงสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ควรทำและไม่น่ารังเกียจ ซึ่งในพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็เคยถกธรรมมะกับนักพรตต่างชาติ และหลังปรินิพานเหล่าอัครสาวกก็มีการสังคยานาคำสอน ฉะนั้นโดยส่วนตัวเห็นด้วยที่พระคุณเจ้าทั้งสองจะถกปัญหาธรรมมะกัน ดีกว่าปล่อยให้เกิดการค้างคาใจในประเด็นเหล่านี้อยู่ในสังคมและในโลกออนไลน์ 

               "ทางสภาวัฒนธรรมพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดเวทีดังกล่าวขึ้น แต่คงต้องมีข้อแม้มีกติกา อาทิ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือใช้อารมณ์ หากหลวงปู่ทั้งสองยินดีเรื่องสถานที่คงไม่เป็นปัญหาและเชื่อว่า คงมีชาวพุทธให้ความสนใจอย่างมาก" นายวิศัลย์ กล่าว

 

 

               
รองเจ้าคณะโคราชเผย"หลวงปู่เณรคำ"ชอบทำตัวหรู

 

                 นายประสงค์ จักรคำ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีคำสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตรวจสอบสาขาวัดป่าขันติธรรม ของหลวงปู่เณรคำ จำนวน 201 สาขาทั่วประเทศ ว่า มีสถานะเป็นวัดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ล่าสุดวันนี้  ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการตรวจสอบวัดในพื้นที่กว่า 2,500 แห่ง ปรากฏว่าไม่พบวัดที่ขึ้นป้ายเป็นวัดสาขาวัดป่าสันติธรรมแต่อย่างใด แต่เมื่อ 5 ปีก่อน เคยมีวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ปักธงชัย ขึ้นป้ายประกาศว่าเตรียมที่จะตั้งเป็นสาขาของวัดป่าสันติธรรม จ.ศรีสะเกษ โดยได้มีการนำรูปภาพขนาดใหญ่หลวงปู่เณรคำมาติดภายในวัด แต่ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมากได้รวมตัวต่อต้าน จึงทำให้ทางวัดต้องยอมปลดป้าย และรูปหลวงปู่เณรคำออก ส่วนสาขาของวัดอื่นๆ นั้น มีอยู่จำนวนมาก เช่น สาขาของวัดพระธรรมกาย, วัดท่าซุง และวัดหนองป่าพง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีปัญหาไม่ยอมขึ้นตรงต่อการปกครองคณะสงฆ์ในจังหวัดนครราชสีมา

                พระราชวิมลโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เนื่องจากวัดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีมากกว่า 2,500 วัด และยังมีสำนักสงฆ์ รวมทั้งสำนักปฏิบัติธรรมอีกจำนวนมากกว่า 700 แห่ง จึงเป็นเรื่องยากที่คณะสงฆ์จะดูแลวัดต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างทั่วถึง และกำลังมีปัญหาเรื่องการปกครองวัดสาขาสำนักสงฆ์ และสำนักปฏิบัติธรรม เนื่องจากไม่ยอมขึ้นตรงต่อการปกครองของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา เมื่อมีการประชุม ชี้แจงกฎระเบียบต่างๆ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมของคณะสงฆ์จังหวัดก็จะไม่เข้าร่วมด้วย นอกจากนี้หากมีการประพฤติปฏิบัติตนผิดวินัย ก็ไม่สามารถเรียกมาว่ากล่าวตักเตือนได้ โดยอ้างว่าเป็นวัดสาขาของวัดนั้นๆ ต้องเป็นผู้มีอำนาจของวัดต้นสังกัดเท่านั้นที่จะสั่งการได้ ทำให้การปกครองคณะสงฆ์มีปัญหามาก ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของวงการปกครองคณะสงฆ์ ที่มหาเถระสมาคมต้องหาทางแก้ปัญหา เพราะในระเบียบของการตั้งวัด ไม่เคยมีเรื่องของการตั้งสาขาระบุไว้

                ส่วนกรณีของหลวงปู่เณรคำนั้น ก็เคยเดินทางมาแสดงธรรมที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นประจำทุกปี ในช่วงเทศกาลวิสาขบูชา ซึ่งเป็นเทศกาลงานบุญที่จัดใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา โดยครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว  ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์โรลส์รอยซ์คันหรู และมีรถนำขบวนกว่า 20 คัน ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมของสมณะเพศ รวมทั้งเรื่องของการแสดงธรรมแต่ละครั้ง ก็มีการพูดอวดอุตริมนุษยธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นต่อไปนี้ทางคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทำการตรวจสอบพฤติกรรมของพระสงฆ์เหล่านี้ พร้อมทั้งเตรียมสั่งการให้เจ้าคณะอำเภอทั้ง 32 อำเภอ ทำการตรวจสอบสาขาของวัดต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน นำเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถระสมาคม และจะตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้กับมหาเถระสมาคม ว่าจะแก้ไขปัญหาการตั้งสาขาของวัดเหล่านี้อย่างไร เพื่อไม่ให้การปกครองคณะสงฆ์มีปัญหาเหมือนปัจจุบัน

 

 

               
พศ.พิษณุโลกเผยวัดสาขาหลวงปู่เณรคำยังไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งตามระเบียบ

               หลังจากมีการตรวจสอบพบศูนย์ปฏิบัติธรรมขันติบารมี บ้านแก่งเจ็ดแคว ซึ่งเป็นวัดสาขาของหลวงปู่เณรคำ สาขาที่ 89 ตั้งอยู่ที่ หมู่ 10 ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เนื่องจากนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาทุกจังหวัด ตรวจสอบสาขาของวัดป่าขันติธรรม ทั่วประเทศ ว่ามีการเปิดเป็นวัด หรือสำนักสงฆ์ถูกต้องหรือไม่ โดยเมื่อช่วงวานที่ผ่านพบว่าศูนย์ปฏิบัติธรรมขันติบารมี บ้านแก่งเจ็ดแคว กลับไม่มีพระภิกษ์มาอยู่แต่อย่างใด

                นายบุญเรือง แตงก่อ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสาขาของวัดป่าขันติธรรมนั้น เบื้องต้นตนเองก็ทราบแต่เพียงว่า มีอยู่ในจังหวัดพิษณุโลกเช่นกัน แต่ไม่ทราบว่าอยู่ในพื้นที่ใด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วัดโบสถ์ เข้าไปตรวจสอบก็พบว่า อยู่พื้นที่ ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิษณุโลก ได้ตรวจสอบก็พบว่า ศูนย์ปฏิบัติธรรมขันติบารมี บ้านแก่งเจ็ด นี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์เท่านั้น ยังไม่ใช่สำนักสงฆ์ หรือวัดแต่อย่างใด อีกทั้งที่วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีษะเกษ ก็ยังเป็นเพียงแค่สำนักสงฆ์เท่านั้น ทำให้สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ จะไม่ใช่วัดแต่อย่างใด

                นายบุญเรือง กล่าวอีกว่า ตนเองจะเข้าไปตรวจสอบที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมขันติบารมี บ้านแก่งเจ็ด อีกครั้งว่ามีการดำเนินการขออนุญาตดำเนินการก่อตั้งสำนักสงฆ์ หรือวัดหรือไม่ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวในอยู่พื้นที่ สปก. หรือ เขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ หากว่าก่อสร้างในพื้นที่ผิดก็จะต้องดำเนินให้พระภิกษุที่อาศัย กลับให้หมด แต่เบื้องต้นตนเองยังไม่ทราบว่า มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ในศูนย์ปฏิบัติธรรมขันติบารมี แต่อย่างใด

                ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ที่ดินของสำนักสงฆ์เณรคำ สาขาที่ 89 ตั้งอยู่บนหมู่ 10 ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก อยู่ในเขตที่ดินของสปก.จริง โดยชาวบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงในพื้นที่รายหนึ่งขอสละสิทธิ์ที่ดินถือครอง สปก.จำนวน 15 ไร่ และมอบให้ทางสำนักสงฆ์เณรคำ โดยทางสำนักสงฆ์ทำเรื่องผ่านขั้นตอนอย่างถูกต้องจากสำนักพุทธศาสนาจังหวัดพิษณุโลก ทำให้ สปก.จึงดำเนินการแบ่งแปลงที่ดินและเตรียมรังวัดออกเอกสารที่ดินดังกล่าว เพียงแต่เวลานี้ อยู่ในระหว่างพิจารณาขั้นตอนผ่าน คณะกรรมการระดับอำเภอและระดับจังหวัดเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่สามารถรื้อถอนกุฎิได้

                

"}])