
พระไทยหดหู่!อ่านข่าวคนไทยตีกัน
สาเหตุการล่มสลายของพุทธศาสนาในจีน : บทความจากเฟซบุ๊ก A.p. Ānando พระที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยส่งไปศึกษาระดับปริญญาเอกทีประเทศจีน
ฟังบรรยายอาจารย์ตงผิง พูดถึงความสัมพันธ์เต๋ากับพุทธในจีนแล้วน่าสนใจ เห็นว่าเป็นประโยชน์ควรเผยแผ่ต่อ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จีนยุคล่มสลายของพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง (ฮ่องเต้ถังอู่จง) ตัวละครสำคัญคือฮันยู่( 韓愈) เป็นศาสนิกในศาสนาเต๋าเคยทัดทานฮ่องเต้ถังอู่จง(唐武宗)ไม่ให้ออกไปต้อนรับพระบรมสารีริกธาตุ ฮันยู่เห็นว่าศาสนาดั้งเดิมของจีนคำสอนของเหลาจื้อ-ขงจื้อ ส่วนพุทธศาสนา ฮันยู่มองว่าเป็นศาสนาของเดียรถีย์มาจากประเทศอื่น ฉะนั้นต้องทำลายพุทธศาสนาด้วยนโยบาย ๓ ข้อคือ
๑. พระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของฮ่องเต้เหมือนประชาชน (人其人)พระสงฆ์สมัยนั้นอยู่นอกเหนือพระราชอำนาจที่ฮ่องเต้จะปกครองได้ เพราะให้เกียรติว่าเป็นสมณะที่พระองค์และประชาชนทั่วไปเคารพนับถือ คนจะเข้ามาบวชได้ต้องผ่านการกรั่นกรองมาอย่างดี ผ่านการสอบคัดเลือกดำเนินการโดยราชสำนัก(รัฐบาล) หากสอบผ่านจึงให้บวชไม่ผ่านไม่ให้บวช พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาได้สมัยนั้นจึงมีคุณภาพไม่ต่างจากสอบจอหงวน และได้รับการเคารพอย่างสูงจากฮ่องเต้มีสิทธิพิเศษเหนือสามัญชนคนทั่วไป
๒. ต้องเผาทำลายหนังสือและคำสอนของพุทธศาสนาให้สูญสิ้น (火其書)เพราะอิทธิพลคำสอนพุทธหยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตชาวบ้านมากเกินไป (ถึงขนาดเปลี่ยนแปลงสุนทรียศาสตร์ของคนจีนไปช่วงหนึ่ง ตัวอย่างที่เหลือปรากฏหลักฐานเป็นรูปปั้นหญิงงามสมัยถังต้องมีลักษณะอ้วนๆ เช่นหยางกุ้ยเฟย ล้วนเป็นอิทธิพลหญิงงามของอินเดียที่เข้ามาพร้อมกับคำสอนพุทธ) ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลักธรรมทั่วไปที่คนจีนเข้าใจกันดี
๓. ต้องเวนคืนทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพุทธศาสนาให้ตกเป็นสมบัติแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์(盧其居)
หลังฮันยู่ตายแล้ว ต่อมาอีก ๒๐ ปีนโยบายนี้ก็เป็นจริง เมื่อฮ่องเต้ถังอู่จงสั่งการจนเกิดกรณีฮุ้ยชางเม่โฝว(會昌滅佛)หรือการทำลายล้างพุทธศาสนา ๕ ปี มีบันทึกว่าเพียงแค่ปีเดียววัดใหญ่ๆโดนเผาทำลายไปกว่า ๔ หมื่นแห่ง เฉพาะภิกษุณี ๒๖๐,๐๐๐ รูปถูกจับสึก เหตุการณ์นี้คงพออนุมานได้ว่าพุทธศาสนาในจีนสมัยนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน ถัดจากนั้นอีก ๒ ปี ถังอู่จงก็สวรรคต ปวงประชาเห็นแล้วก็เริ่มนึกถึงเวรกรรมที่ตามสนอง ไม่นานพุทธศาสนาก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพราะ ๕ ปีทำลายได้แต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ความคิดและคำสอนที่ฝังอยู่ในหัว ภายในของประชาชนไม่สามารถทำลายได้
ต่อมาในศาสนิกของเต๋าได้เกิดตัวละครสำคัญอีกคนคือจูซี (朱熹) คนนี้ยิ่งร้ายกว่ากว่าฮันยู่คือเปลียนแปลงคำสอนเต๋าเสียใหม่ให้กลมกลืนกับพุทธ เช่น พุทธสอนให้มีการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เต๋าก็สอนให้มีการบรรลุเซียน พุทธพูดเรื่องกรรม เต๋าพูดเรื่องฮวงจุ้ย นรลักษณ์ศาสตร์ ฯลฯ รวมๆเรียกว่าโจวอี้(周易)เป็นต้น จนคำสอนพุทธศาสนาเริ่มเบาบางลงในวิถีชีวิตคน และถูกแทนที่ด้วยคำสอนเต๋ามาจนถึงปัจจุบันนี้ ความกลมกลืนดังกล่าวดูได้จากศาลเจ้าจีนที่อาจมีทั้งเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูป และเทพเจ้าอยู่ในศาลเดียวกันจนบางครั้งแทบแยกไม่ออกว่าเป็นวัดหรือศาลเจ้า ทำให้อิทธิพลของพุทธศาสนาไม่ได้เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อน หรือจะเรียกว่าอ่อนแอลงก็ได้ เพราะประชาชนไม่ได้มีใจฝักใฝ่พุทธศาสนาเหมือนคนในราชวงศ์ถังอีกต่อไป
น่าแปลกว่าในทางประวัติศาสตร์ เมื่อพูดถึงการทำลายพุทธศาสนาในจีน คนมักเกลียดชังฮันยู่ นึกถึงฮันยู่มาเป็นอันดับแรก (ฮันยู่เมื่อใกล้ตายแนวความคิดกลับหันเหมาทางพุทธศาสนา) แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงจูซี เพราะอะไร? เพราะฮันยู่ทำลายสิ่งที่เป็นรูปธรรม คนจำง่าย แต่จูซีทำลายสิ่งที่เป็นนามธรรมคือเปลี่ยนความคิดและทัศนคติใหม่ให้กับคนจีน แน่นอนมันจำยากเพราะแยกไม่ออก นั่นคือความสำเร็จของจูซีในการบั่นทอนอำนาจพุทธศาสนา
ผู้เขียนเห็นว่ากรณีฮันยู่กับจูซีก็คล้ายๆเมืองไทยเวลานี้ คนมักจดจำและเกลียดชัง บุคคลหรือกลุ่มคนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหลายที่เป็นรูปธรรม เช่นที่ภาคใต้ก็ดี ความขัดแย้งทางการเมืองก็ดี หรือความรุนแรงรูปแบบอื่นๆที่มีอยู่เป็นอยู่ในสังคมก็ดี นั่นคือปรากฏการณ์ฮันยู่ ส่วนกระบวนการที่เสี้ยมให้คนทะเลากัน เกลียดชังกัน ดูถูกดูแคลนกันอยู่ทุกวันนั้น ผม/อาตามา ขอเรียกว่าสิ่งนี้ว่า "ปรากฏการณ์จูซี" ไม่มีคนใส่ใจ ไม่ใครสังเกตหรือจดจำ เพราะมันเป็นนามธรรมที่เห็นยาก แต่อำนาจทำลายล้างรุนแรงและกว้างขวางกว่าที่เป็นรูปธรรมมาก เกินกว่าจะคาดเดาได้ ได้แต่หวังว่าบทความเล็กๆชิ้นนี้จะทำให้บางคนหรือหลายๆคนที่แดนสยามคิดอะไรออกบ้าง จะได้หาทางป้องกันได้ อยู่ต่างประเทศอ่านข่าวคนไทยตีกันแล้วหดหู่ใจ อวยพรให้เมืองไทยกลับมาสงบในเร็ววันครับ



