
'รัก-เมตตา-ปัญญา''มิตซูโอะ'ฝากไว้ให้แผ่นดินไทย
ไม่มีอะไรในผ้าเหลือง นอกจาก ความรัก ความเมตตา และปัญญาที่ฝากไว้ให้แผ่นดินไทย : มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 วันวิสาขบูชา ในโครงการอบรมอานาปานสติ ที่วัดสุนันทวนาราม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาส ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า "สงสัยใกล้จะเกษียณแล้วมั้ง" และท่านก็สอนว่าคนเราถ้าจะทำความดีหรือปฏิบัติธรรมไม่ควรยึดพระสงฆ์เป็นหลัก
นี่คือหัวใจของการปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่ง แม้แต่ตัวท่าน แม้แต่สังขาร สุดท้ายเราก็ต้องทิ้งมันไปอยู่ดี สัจธรรมบทนี้ท่านกำลังแสดงธรรมให้เราเห็นด้วยการปฏิบัติของท่านมาตลอด 35 พรรษาที่อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ในแถลงการณ์เรื่องการลาสิกขาของท่าน เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 อย่างกะทันหัน ด้วยเหตุผลสองประการคือเรื่องสุขภาพที่เป็นเบาหวานอยู่ และต้องไปรักษาตัว กับอีกเหตุผลหนึ่งคือต้องการกลับไปเผยแผ่งานพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นบ้านเกิดในรูปแบบของฆราวาส
ชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังแถลงการณ์ นอกจากความเมตตาอย่างไม่มีประมาณของพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่ง ที่สามารถทิ้งแม้กระทั่งรูปแบบพระที่เราอาจไปเผลอยึดเข้าด้วยความไม่เข้าใจในแก่น หากแต่ผู้ถึงแล้วซึ่งแก่นย่อมไม่อาลัยไยดีในสมมติโลก และรูปแบบที่อาจเป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยประเทศญี่ปุ่น หากกลับไปในรูปแบบพระ รัฐบาลและชาวญี่ปุ่นเอง ยังไม่เปิดกว้างและยอมรับในเรื่องนี้เท่ากับประเทศไทยที่มีรากพุทธศาสนาอย่างแข็งแรง เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นพุทธศาสนาก็เหลือแต่เพียงพิธีกรรมเท่านั้น
แต่เหตุผลการสึกของท่านก็ยังเป็นคำถามสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ใกล้ชิดท่านอยู่ดี สำหรับลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดท่าน เมื่อได้ทราบข่าวก็ไม่มีใครตกใจ เนื่องจากบางคนทราบเรื่องนี้จากท่านมาสองสามปีแล้วว่า ท่านได้เปรยๆ เรื่องสุขภาพ และเรื่องที่อยากจะกลับไปช่วยเหลือชาวญี่ปุ่น แต่ถ้ากลับไปในรูปแบบพระย่อมไม่สามารถที่จะช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ การตัดสินใจลาสิกขาจึงไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด หากแต่ท่านได้ใคร่ครวญมานานพอสมควร และในเดือนกันยายน 2556 ที่จะมาถึง ท่านจะเปิดคอร์สกรรมฐานในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
ที่สำคัญในแถลงการณ์ ซึ่งพระอาจารย์หนูพรม สุชาโต รองเจ้าอาวาสและรักษาการแทนเจ้าอาวาส อธิบายไว้สั้นๆ ว่า ในส่วนงานของมูลนิธิที่ท่านได้ริเริ่ม คณะทำงานจะยังคงดำเนินงานไปตามปกติ เนื่องจากพระอาจารย์ได้วางรากฐานไว้แข็งแรงแล้ว
"ขอให้พวกเราทุกคน รักเมตตาต่อกัน และดำเนินงานประหนึ่งครอบครัวเดียวกัน ดังความประสงค์ของพระอาจารย์ให้ดี"
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก แสดงให้เห็นถึงการทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย อาจมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเรายังไม่หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ก็ย่อมตกหลุมพรางของความคิดและอารมณ์อยู่เนืองๆ แต่ท่านได้มอบเคล็ดวิชาอานาปานสติอย่างละเอียดไว้ให้แล้ว ขอเพียงให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แล้วจะเกิดความเมตตากรุณาต่อกันเอง ซึ่งท่านได้วางรากฐานเรื่อง อานาปานสติในชีวิตประจำวัน ในครอบครัว การศึกษาทุกระดับ อีกทั้งยังตั้งสถาบันอานาปานสติขึ้นมาเพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับอานาปานสติของทุกสายที่ได้ศึกษามาจากพระพุทธเจ้าให้มารวมอยู่ที่เดียวกัน เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษา วิจัย ทดลองปฏิบัติ และค้นพบหนทางในการออกจากทุกข์ด้วยตนเอง
ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ทุกวันนี้โลกเจริญขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่ได้รับการพัฒนาจนก้าวหน้าอย่างมากในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้เกือบทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ผ่านเครื่องมือสื่อสารนานาชนิด
"อย่างไรก็ตาม จากสถิติของประเทศญี่ปุ่นปรากฏว่า นับตั้งแต่มีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลายในสังคม มีเด็กจำนวนมากขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมไปโรงเรียน และมีผู้ใหญ่วัยทำงานเป็นจำนวนมากเช่นกันที่รู้สึกเครียด วิตกกังวลเมื่อไปทำงาน นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตประสาท เช่น เครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า มีเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนกล่าวได้ว่า ยิ่งเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมีความเจริญก้าวหน้า ช่วยให้คนเราติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่าไหร่ จำนวนผู้ป่วยทางด้านสุขภาพจิตก็มีมากขึ้นเหมือนเป็นเงาตามตัว
"เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เพิ่มมากขึ้นถึง 530 เท่า และรับข้อมูลข่าวสารโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคนละ 65 เท่า หากเปรียบเทียบข้อมูลข่าวสารเป็นอาหารก็เท่ากับว่า ในตลาดมีอาหารให้เลือกเพิ่มขึ้น 530 เท่า คนเราก็บริโภคอาหารเฉลี่ยต่อคน เพิ่มขึ้นคนละ 65 เท่า การบริโภคอาหารมากๆ ก็ย่อยยาก และอาหารที่มีรสชาติอร่อยหลายอย่างก็มักเป็นโทษต่อร่างกาย เช่น มีปริมาณไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น"
ท่านเล่าว่าสมัยที่ท่านเป็นเด็ก แม่สอนให้กินทุกอย่าง ไม่ให้เลือกกินเฉพาะที่เราชอบ ไม่ให้ยึดติดกับสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าแม่ตามใจลูกให้กินขนมอร่อยมากๆ ลูกติดขนม ไม่ยอมกินข้าว ก็เกิดโทษ
"ข้อมูลข่าวสารก็เช่นกัน ทุกวันนี้เรารับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ทั่วโลก รู้แล้วไม่สบายใจก็มีมาก...ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ถูกนำมาใช้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความคิดที่มีลักษณะโจมตีกันและใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อการนัดหมายรวมตัวกัน จนนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่รู้จักจัดการกับการรับรู้ข้อมูลอย่างมีสติได้นั้น ก่อให้เกิดปัญหารุนแรงได้มากมายเพียงใด"
ท่านจึงได้จัดทำโครงการเพิ่มพลังทางการศึกษาด้วยหนังสือธรรมะฯ ขึ้นมาจากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า นักเรียน นักศึกษาที่ได้รับการฝึกสมาธิในลักษณะต่างๆ จะมีผลการเรียนในรายวิชาต่างๆ สูงขึ้นกว่าปกติ มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบมากขึ้น มีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความเป็นผู้มีสุขภาพใจดี
เพียงหนึ่งปีที่โครงการเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการก็มีนักเรียนทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคน ครูกว่า 1 แสนคน จากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการและได้ประโยชน์จากการฝึกอานาปานสติจากหนังสือเล่มเล็กๆ ของท่าน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อท่านได้วางรากฐานให้ครบถ้วนในทุกด้านแล้ว ก็ไม่ต้องติดในตัวท่าน เมื่อทุกอย่างเป็นสมมติ นี่คือการแสดงธรรมเรื่องสำคัญให้เราก้าวพ้นการยึดติดในสมมติแล้วเร่งความเพียรในการปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นจะดีกว่า !
......................................
(หมายเหตุ : ไม่มีอะไรในผ้าเหลือง นอกจาก ความรัก ความเมตตา และปัญญาที่ฝากไว้ให้แผ่นดินไทย : มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)



