
ความรักน่ะรึ-แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป
ความรักน่ะรึ-แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง ศูนย์ภาพเนชั่น ภาพ
เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม เขามีลูกชายหลายคน บางคนก็เริ่มจะเป็นวัยรุ่น วันหนึ่งเธอขอความเห็นผม
“มีแนวทางอย่างไรไม่ให้สายลมแห่งรักจะพัดพาชีวิตในวัยรุ่นให้หมุนเคว้ง ทำเสียหายได้?”
เธอถามว่า ธรรมะช่วยแก้ไขได้หรือไม่
ผมตอบเธอไป "ในโลกแห่งจิตมนุษย์นี้ไม่มีเรื่องใดที่ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก้ไขไม่ได้"
แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ความหอมหวาน มันสด ของวัยรุ่นนั้น ยังจำได้ติดตาตรึงใจในความทรงจำผมเสมอ โดยเฉพาะ รักครั้งแรก (Poppy love) อันที่จริง ใครที่มีประสบการณ์ผ่านชีวิตมากๆ แล้ว จะพบว่าความรักที่เกิดขึ้นทุกครั้งมันก็หอมหวาน ไม่ต่างอะไรกับรักครั้งแรก ทุกครั้งนั่นแหละ
ความรักคือความเสี่ยง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยินยอมพร้อมที่จะเสี่ยง ...ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า ความรักในแต่ละครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จ มันก็ย่อมมี ชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่ก็ล้วนต้องแลกมาด้วยการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ พลังงานและเวลามหาศาล เสี่ยงเหมือนการออกเรือประมงใหญ่ ที่กำลังฝ่าคลื่นลมพายุออกไปจับปลากลางทะเลลึก แม้กรมอุตุจะเตือนแล้วว่าคลื่นลมแรงไม่ควรออกจากฝั่ง แต่ด้วยความหวังว่าจะได้ปลาฝูงใหญ่เป็นรางวัล แม้อาจจะต้องประสบอุบัติเหตุ หรือเรือล่มกลางคัน ก็ยอมเสี่ยง
แม้ว่าศึกครั้งนั้นจะชนะ ได้ความรักมาเป็นรางวัลสมใจแล้วก็ตาม แต่หาใช่ว่าจะครอบครองจิตใจคนรักไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะเวลาเปลี่ยน ใจคนเราที่มันไม่เสถียรก็อาจเปลี่ยนแปรไปได้ จะคาดหวังอะไร
"ความรักคือการให้ ความใคร่คือการเอา" ... คำขวัญนี้ แม้ผ่านมาแล้วร่วม ๓๐ ปี ก็ยังไม่ล้าสมัย ฝรั่งมีคำคำหนึ่ง เขาว่า Give & Take ชีวิตมีให้ แล้วก็มีรับ คนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบอะไรที่มัน Fair Play (ยุติธรรม) แม้จะเริ่มจาก "ให้" ก่อน ก็ยังหวังที่จะ "เอา" อยู่ดี
รักแท้นั้นให้ไปแล้วย่อมไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แม้แต่คำ "ขอบใจ" ให้คือให้ด้วยใจศรัทธาอันบริสุทธิ์ Give & give, Live & learn together เข้าทำนอง ให้และให้ อยู่และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
หากวัยรุ่นคนใด หรือคนที่มิใช่วัยรุ่นคนใด (ผมรู้สึกว่าความรักเมื่อเกิดขึ้นแล้วกับผู้ใด มันจะหลอกตัวผู้นั้นเองเสมอว่ายังเป็นวัยรุ่น!!!) คิดได้แบบนี้ก็จะไม่ทุกข์ แม้ว่าสุดท้ายจะจบแบบที่ต้องเลิกรากันก็ตาม ทางพุทธท่านว่า ให้มีใจเป็นพรหมวิหาร ๔ (เมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา) ไว้ มีแต่ให้และวางใจนิ่งเฉย เป็นอุเบกขา
ความรักต้องมี "สติ" มิใช่ใหลหลง โดยเฉพาะวัยรุ่น มือใหม่หัดรัก เวลาคนอยู่ในภวังค์จิตแห่งการมีความรักแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด ชี้นกเป็นไม้ ก็ว่าไม้ ตดเหม็นแทบตายก็ว่าหอม สิ่งเหล่านี้ต้องระวัง พลังทางเพศ พลังทางกาม รุนแรงมาก ดูจากประวัติศาสตร์โลกมากมายหลายครั้ง ชนวนแห่งการก่อสงคราม มักเริ่มต้นด้วยการแย่งผู้หญิงแค่คนเดียว แบบศึกชิงนาง นั่นก็เพราะความใหลหลง
ฝรั่งจึงใช้คำว่า Lost in love คนไทยว่า "ตกหลุมรัก" ไม่ว่าจะแปลยังไง มันก็คือการเสียศูนย์ ผิดปกติ จิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอย เผลอๆ ก็ลอยไปหาคนรักอยู่เรื่อย คล้ายกับเพลงวัยรุ่น สมัยหนึ่งของวงกะลา เขาว่า ใจฉันเหมือนนก คอยบินไปนอกหน้าต่างเสมอ อยากบินไปบ้านเธอ ฮือ ...นั่นก็คือ อานุภาพมายาแห่งรัก ซึ่งทำให้ "สติ" เราอ่อนแอ และ จะแพ้พ่ายต่อการรับมือต่อปัญหาอื่นๆ อีกมายมายในชีวิต ทั้งวัยรุ่นและมิใช่วัยรุ่น เพราะเมารักมันสร่างยากกว่าเมาเหล้า ดังกลอน สุนทรภู่ ครูกวีศรีสยาม ท่านกล่าวไว้ ...
ถึง "เมาเหล้า" เช้าสายก็หายไป แต่ "เมาใจ" (เมารัก) นี้ ประจำทุกค่ำคืน
การรบกวนจิตใจของผู้คิดถึงแต่คนรักเช่นนี้ ไม่ละเว้น แม้แต่ผู้เป็นสมณะ ครั้งหนึ่งพระฝรั่ง ลูกศิษย์ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านหลุดถาม เรื่องทำนองเกี่ยวกับการเขียนจดหมายถึงคนรัก เมื่อสมัยเป็นฆราวาส หลวงพ่อชา รับรู้ในวาระจิตของศิษย์ผู้นี้เป็นอย่างดีจึงให้คำแนะนำ (สอนแบบเซน) ไปว่า
หากคุณนึกถึงเธอมาก ก็จะอนุญาตให้เธอส่งของที่ระลึกส่วนตัวใส่ขวดมาได้ชิ้นหนึ่ง ในพัสดุไปรษณีย์นั้นด้วย ...
ศิษย์ฝรั่งผู้นี้ตามไม่ทัน นึกดีใจพูดออกไปว่า "จริงหรือครับท่าน?" แต่ศิษย์ท่านอื่นที่นั่งอยู่ด้วย เขารู้ทันกันแล้วว่า ของส่วนตัว (ที่อยู่ภายใน) ของสตรีนั้น ท่านหมายถึงอะไร (อุจจาระ!) เมื่อศิษย์ฝรั่งผู้คิดถึงแฟนท่านนี้ เมื่อเข้าใจก็เลยเงียบ จ๋อยไป ตั้งสติ พิจารณาธรรม ...
เพราะฉะนั้น จงตั้ง "สติ" ให้ดี ไม่เช่นนั้นจะพลาดพลั้งไป อาจต้อง หลบเลียแผลใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เข็ด ไม่หลาบเสียที
คนรักคือเพื่อนเดินทาง ทางโลกว่า ต่างจูงมือกันไปสู่ประตูวิวาห์ วาดฝันไว้สวยหรูราวกับภาพยนตร์แทบทุกเรื่อง ที่มักจะจบลงด้วยพระเอก-นางเอกได้ลงตัว แต่งงานกัน แต่หากชีวิตจริงนั้น การแต่งงาน ดูเสมือนเพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นเสียมากกว่า ชีวิตสมรสของมนุษย์จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนจนไม่น่าเชื่อ ปมปัญหานานัปการมันก็เกิดขึ้นเพราะเราลงมือทำทุกสิ่งโดยมีเป้าหมายคือ เพื่อกิน-กาม-เกียรติ นั่นแหละ ชีวิตครอบครัวจึงมักวุ่นวาย ไม่ลงตัว มีปัญหาเล็กน้อย ถึงใหญ่โตให้ต้องรับมือแก้ไขอยู่เรื่อยๆ
ครั้งหนึ่งมีคู่สมรสชาวฮอลแลนด์เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ก็มาฮันนีมูนที่เกาะสมุย แล้วแวะเที่ยวสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานีโดยบังเอิญ ฝรั่งคู่รัก ๒ คนนี้ โชคดีมีบุญได้นมัสการ หลวงพ่อพุทธทาส เข้าไปขอพร ท่านพุทธทาสปกติมิได้ให้พรคู่บ่าวสาวที่ไหน ครั้งนี้กลับเมตตาให้พรทั้งสองว่า
“ขอให้เป็นเพื่อนเดินทาง จูงมือกันไปสู่พระนิพพาน”
หากทุกท่านตั้งหลักชีวิตสมรส แบบคำให้พรของอาจารย์พุทธทาสเช่นนี้ ชีวิตสมรสจะต้องราบรื่น โอกาสทะเลาะเบาะแว้งคงจะน้อย หรือไม่มีเลยเพราะต่างก็ยอมรับนับถือกันเป็นกัลยาณมิตร จูงมือกันฝึกจิต ปฏิบัติธรรม กระทั่งสู่กระแสแห่งการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงนั่นเอง
รัก-โลภ-โกรธ-หลง มันก็เป็นไปเช่นนั้นเอง อย่าได้เผลอแบกมันไว้บนบ่า ยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ความทุกข์ก็จะเกิดแก่เรา
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเรายังต้องดำเนินต่อไป (Life goes on) อุปสรรคน้อยใหญ่ รวมทั้งเรื่องความรักของทั้งวัยรุ่น และมิใช่วัยรุ่นนี้ด้วย จะถูกแก้ไขได้ด้วย "สติ" มีหิริ -โอปตัปปะ (ความละอายชั่ว-กลัวบาป) กลัวการพลั้งเผลอที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็จะเป็นรักบริสุทธิ์ มีสันติภาพ กระทั่งถึงจูงมือกันสู่พระนิพพานได้เลยจริงๆ ครับ
ตั้งหลักให้ดีจะมีรักในวัยรุ่น
มันร้อนแรง คุกรุ่น และหุนหัน
พึงสังเกต ธรรมชาติ แรงผลักดัน
ความสัมพันธ์ ที่เชื่อมโยง และก่อการ
อยากเป็นเพื่อนสนิท ชิดมั่นหมาย
ทั้งคาดหวังตั้งไว้สูง จะก่อสาน
เป็นไปได้ทั้ง 'สมหวัง' รักสวยงาม
ทั้ง "ผิดหวัง" รักไม่นาน ล้มทั้งยืน
รักควรให้ "เปิดใจ" เอาไว้ก่อน
ธรรมชาติ มันสอน อย่าไปฝืน
ชีวิตเรามีทางออก มีที่ยืน
จงลุกขึ้นแล้วมองมันผ่านพ้นไปฯ



