
'บารมี๑๐'รากฐานความมั่นคงบนหนทางธรรม
'บารมี ๑๐'รากฐานความมั่นคงบนหนทางธรรม : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง ชมรมใฝ่ธรรมวันพุธ ภาพ
"ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนการทำความดีเป็นการทำความชั่วได้นอกจากตัวเอง"
คำกล่าวของ พระอาจารย์เรวตะ กัมมัฏฐานาจริยะ ธัมมกถิกะ แห่งศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ พะอ็อก ตอยะ เมืองหมอละเหมียง สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ทำให้ต้องกลับมาทบทวนตนเองอยู่เสมอในบางสถานการณ์ที่เราอาจมีข้ออ้างที่จะทำความชั่วเพราะผู้อื่นทำให้เห็น และคิดว่าไม่เป็นไร ใครๆ ก็ทำกัน การคิดเช่นนี้อันตรายมาก เพราะจะนำไปสู่การกระทำชั่วต่อมาโดยไม่รู้ตัว
ปัญหาคือว่า เราจะมีความมั่นคงบนเส้นทางแห่งความดีได้อย่างไร
บารมี ๑๐ นั่นเองที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้เราปลูกฝังเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติบนหนทางแห่งความดีไปจนกว่าจะอยู่เหนือดี และเหนือชั่วได้จริง ซึ่งมีความสำคัญมากที่พระอาจารย์เรวตะ ลูกครึ่งไทย-มอญ ได้นำมาถ่ายทอดให้เราได้นำไปใคร่ครวญและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
บารมี ๑๐ประกอบด้วย ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมี
บารมีหนึ่งข้อในนั้นคือ สัจจะบารมี ปัจจุบันเห็นได้ว่าคนเราขาดสัจจะกันมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
พระอาจารย์เรวตะกล่าวว่า สัจจะบารมีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพราะมีความหมายที่ลึกมาก เช่นว่า ในกรณีที่ใครทำความดีเพื่อผู้อื่นถือเป็นกุศล ขณะเดียวกันหากเราคาดหวังความพึงพอใจจากผู้ที่เราช่วยว่าเขาจะต้องดีกลับมา เป็นวิธีนั้นไม่ถูกต้อง
"หากปฏิกิริยาของผู้ที่เราช่วยไม่ถูกใจเรา แล้วเราก็เปลี่ยนจากการทำความดีไปทำความชั่วเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง การกระทำอกุศลของคนอื่นไม่ควรนำมาเป็นตัวเรา อย่าไปยอมรับสิ่งไม่ดีของคนอื่น เราจะต้องพยายามรักษาความดีหรือกุศลของเราไว้ เพราะสัจจะหรือความจริง จะต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ อย่าไปยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองไปกับสิ่งที่ไม่ถูกใจจากปฏิกิริยาคนอื่นที่ตอบกลับมา ยังไงเราก็ต้องพยายามรักษาความดีของเราไว้ให้ตลอดโดยความเข้าใจในสัจจะนั้นเอง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการรักษาความดีเอาไว้ ถ้ารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นถูกต้องและเป็นความจริงจงทำต่อไป อย่าให้ใครก็ตามมาทำให้เราเปลี่ยนจากการทำความดีไปได้ ไม่มีใครที่ทำให้เราเปลี่ยนจากทำดีเป็นทำชั่วได้นอกจากตัวเราเอง"
ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปนัก พระอาจารย์เรวตะตั้งคำถามว่า เหตุใดพระพุทธองค์จึงตรัสสอนเรื่องสัจจะบารมี และตรัสเรื่องอธิษฐานบารมีต่อมา
"เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระยาวานรแล้วช่วยเหลือพราหมณ์ที่หลงป่า แต่กลับถูกพราหมณ์ทุบหัวท่าน ท่านยังไม่โกรธ แม้เจ็บขนาดไหนท่านยังอาศัยให้เลือดหยดเป็นทางเพื่อหาทางให้พราหมณ์นั้นออกไปจากไปจากป่าได้ นั่นมาจากอธิษฐานบารมีด้วยจิตที่ตั้งมั่น เพราะในการบำเพ็ญบารมี๑๐ ประการ ไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ถ้าไม่มีจิตที่ตั้งมั่นไม่มีทางสำเร็จได้เลย ด้วยเหตุนี้ เราจะต้องประกอบด้วยอธิษฐานบารมี ซึ่งมีความสำคัญมาก เช่นกัน"
เมตตาบารมีคืออะไร
พระอาจารย์เรวตะอธิบายว่า ทุกคนเข้าใจว่า ถ้าเรามีความปรารถนาดีต่อตัวเองและคนอื่น คือความเมตตา ใช่ไหม แต่ไม่พอ
"เมตตา คือการทำสิ่งดีๆ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของตนเองและผู้อื่น บนหนทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์นั้นมีอะไรมากมายที่เราต้องทำ นั่นก็คือ เมตตา พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องการพูดความจริง จะต้องเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของคนอื่น แต่ถ้าความจริงนั้น ไม่อยู่ในกาละที่ถูกต้อง ไม่ถือว่าเป็นการพูดด้วยเมตตา คนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำความดีให้กับตนเองและผู้อื่น มักจะเกิดกรณีขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ เช่นพ่อแม่ที่ปรารถนาดีกับลูก แล้วอยากให้ลูกเป็นแบบนั้นแบบนี้ และบังคับให้ลูกทำโน่นทำนี่ แล้วก็บอกว่า นี่แหละความเมตตา นี่ไม่ใช่ความเมตตาที่พระพุทธเจ้าสอน อาตมารู้ว่า มีปัญหาในระหว่างพ่อแม่กับลูกในสังคมไทย เพราะอะไร เพราะไม่เข้าใจความเมตตาที่แท้จริง"
ความเมตตาที่แท้จริงไม่มีความคาดหวัง เป็นอย่างไร และจะฝึกปฏิบัติได้อย่างไร
ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ใหญ่พะอ๊อก ตอยะ สยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์เรวตะ ในวันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๓๐ น. ณ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก กรุงเทพฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งคณะผู้จัดธรรมบรรยายจะมอบหนังสือ 'อานาปานสติ และจตุธาตุววัฏฐาน' ซึ่งรจนาโดย พระอาจารย์ใหญ่พะอ๊อก ตอยะ สยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ ให้กับผู้ที่มาร่วมฟังบรรยายในครั้งนี้ด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ชมรมใฝ่ธรรมวันพุธ โทร.๐-๒๓๐๘-๐๑๘๙
พระอาจารย์ใหญ่พะอ๊อก ตอยะ สยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ มีฉายาว่า 'อาจิณณะ' แต่ชาวพม่ามักเรียกท่านว่า พะอ๊อก ตอยะ สยาดอ ท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันและพระอาจารย์ใหญ่ที่วัดพะอ๊อก ตอยะ
คำว่าสยาดอนั้นเป็นภาษาพม่า หมายถึงพระอาจารย์ เป็นการเรียกด้วยความเคารพ ท่านกำเนิดในปี ๒๔๗๗ ที่หมู่บ้านเล็กฌอง เมืองฮินตะคะ อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว ๑๖๐ กม. บรรพชาเป็นสามเณรในปี ๒๔๘๗ เมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบ ที่วัดในหมู่บ้านของท่าน ท่านเรียนเก่งผ่านการสอบบาลีตั้งแต่ยังเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี ๒๔๙๗ ขณะที่มีอายุได้ ๒๐ ปี
หลังบวชเรียน พระอาจารย์ใหญ่ได้จาริกไปทั่วประเทศพม่าเพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติมจากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ในปี ๒๕๐๗ พรรษาที่ ๑๐ ท่านเริ่มต้นปฏิบัติธุดงควัตร 'อารัญญิกังคะ' คือ ผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร มุ่งปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจังโดยค้นคว้าทั้งจากพระไตรปิฎกและคำแนะนำจากพระกรรมฐานาจารย์ผู้เป็นที่เคารพหลายท่านในยุคนั้น
ในช่วง ๑๖ ปี ถัดมา ท่านยังคงปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าบริเวณรัฐมอญทางใต้ของประเทศพม่า ในเขตอำเภอมุโด่งเป็นเวลา ๓ ปี และในป่าเขตเมืองเย้ (ราว ๑๖๐ กม. ริมฝั่งทะเลทางตอนใต้) เป็นเวลา ๑๓ ปี ในช่วงเวลา ๑๖ ปีนี้ ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อุทิศเวลาทั้งหมดในการปฏิบัติธรรมประกอบการค้นคว้าจากพระไตรปิฎก
๔ มกราคม ๒๕๔๒ พระอาจารย์ใหญ่ได้รับการยกย่องจากรัฐบาลพม่าให้เป็น 'อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ' หมายถึง พระอาจารย์กัมมัฏฐานผู้ได้รับความเคารพอย่างสูง ท่านสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ชำนาญ และมักจาริกไปแสดงธรรมและสอนกัมมัฏฐานในประเทศต่างๆ อยู่เสมอ



