
'สมเด็จพระพุทธชินวงศ์'สานสงฆ์ไทย-พม่า
'สมเด็จพระพุทธชินวงศ์' พระผู้สานสัมพันธ์สงฆ์ไทย-พม่า : สมหมาย สุภาษิต รองผอ.สำนักงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มจร รายงาน
ตามที่รัฐบาลแห่งสหภาพเมียนมาร์ได้มอบถวายตำแหน่งอัครมหาบัณฑิต แด่พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติประเทศไทย เมื่อวันที่ วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ มหาสาสนวิมาน อุปปาตสันติเจดีย์ กรุงเนปิดอร์นั้น
ในพิธีครั้งนี้ ดร.พระภัททันตะ ชฏิละ มหาสีโอวาทาจริยะ ศาสนธชะ สิริปวร ธรรมาจริยะ (วินย ปาลิปารคู) อัคคมหากัมมฐานาจริยะ และท่านประธานอูวินเทน แห่งสำนักมหาสี สาสนยิกต่า พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร อุบาสก อุบาสิกา มีมติให้จัดพิธีมุทิตาสักการะ เพื่อแสดงความชื่นชมยินดีถวายสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ สำนักมหาสีสาสนยิกต่า
กล่าวโดยความสัมพันธ์พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์กับกิจการพระพุทธศาสนาแห่งสหภาพเมียนมาร์นั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ได้มีความสัมพันธ์ทางธรรมโดยเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมอบตนเป็นศิษย์ของพระภัททันตะอาสภะมหาเถระ วิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชาวเมียนมาร์และสอนวิปัสสนากรรมฐานตามแบบสำนักมหาสีสาสนยิกต่าแห่งนี้
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ได้พัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย จัดทำหลักสูตรการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาและได้จัดส่งพระนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย เข้าปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ๗ เดือน โดยได้รับความเมตตาจากท่าน ดร.พระภัททันตะ ชฏิละ มหาสี โอวาทาจริยะ และได้รับความอุปถัมภ์ที่พักและภัตตาหารจากท่านประธานอูวินเทนและอุบาสกอุบาสิกาสำนักมหาสีเป็นอย่างดี
นอกจากนั้นยังได้รับความมือทางวิชาการจากสำนักวิปัสสนามหาสี โดยได้ส่งคณะพระวิปัสสนาจารย์เป็นอาจารย์สอนและสอบอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน นิสิตหลักสูตรปริญญาโท วิปัสสนาภาวนา ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมโมลี ประเทศไทย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ เป็นต้นมา
เมื่อคณะรัฐบาลแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้ถวายตำแหน่งอัครมหาบัณฑิตแด่พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ครั้งนี้ ท่านดร.พระภัททันตะ ชฏิละ มหาสี โอวาทาจริยะ และคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ยังได้จัดพิธีแสดงมุทิตาสักการะถวายอย่างสมเกียรติ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ดังกล่าว
วิปัสสนาฯเมียนมาร์-ไทยเชื่อมใจชาวพุทธสู่อาเซียน
พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร กล่าวว่า มจร ได้เดินทางไปถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิปัสสนา แด่พระภัททันตะ ชฏิละ ประธานพระวิปัสสนาจารย์ ศูนย์วิปัสสนามหาสี ก่อนหน้านี้ นับเป็นการสานสัมพันธ์ที่ดีด้านพระพุทธศาสนากับพุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาร์ และจากนี้ไปคณะสงฆ์ไทยและ มจร จะส่งเสริมความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์และหน่วยงานด้านพระพุทธศาสนาในประเทศกลุ่ม อาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในพ.ศ. ๒๕๕๘
"ที่ผ่านมา มจร รวมทั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ได้มีการทำงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับนานาชาติไว้แล้ว ในกรณีของเมียนมาร์ ทาง มจร ได้เชื่อมสัมพันธ์กันในด้านวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันไม่ว่าจะเป็นพระวิปัสสนาจารย์ และนิสิต รวมทั้งมีการประชุมวิชาการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ในเมียนมาร์ด้วย" พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ กล่าว
รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ยังบอกอีกว่า ในปีงบประมาณ 2556 ในช่วงระหว่างประมาณเดือนเม.ย. ถึง พ.ค. ๒๕๕๖ มจร จะมีการจัดประชุมผู้นำชาวพุทธอาเซียนขึ้น เพื่อประชุมร่วมกันหาความต้องการในการพัฒนาบุคลากรด้านศาสนทายาทว่าจะมีอะไร ทำร่วมกันได้บ้าง เราจะมีการวางแผนร่วมกันก่อนที่จะเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งเราพบปัญหาว่าในแต่ละประเทศยังมีการฝึกบุคลากรให้เป็นผู้ที่ทำงาน ระหว่างประเทศได้น้อยอยู่ มจร จึงอาศัยการประชุมนี้หรือกลุ่มเล็กทำงานร่วมกันแล้วค่อยขยายการพัฒนาบุคลากร ระหว่างประเทศไปยังกลุ่มใหญ่ เช่น มหายานกับเถรวาท มีแนวปฏิบัติต่างกัน แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะเข้าใจในความต่าง เพราะใช้หลักธรรมและนับถือพระพุทธองค์องค์เดียวกัน เป็นต้น
ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าว จะหารือใน ๒ ประเด็นหลัก คือ ๑. แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่าควรมีทิศทางอย่างไร และ ๒. แนวทางการส่งเสริมพระพุทธศาสนาในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหลังจากหารือแล้ว มจร.จะจัดทำแผนออกมาเพื่อใช้เป็นแนวทางสู่การปฏิบัติร่วมกันในการสร้างความ เข้มแข็งด้านการศึกษาพระพุทธศาสนาของประชาคมอาเซียนต่อไป
ขณะที่พระภัททันตะ ชฏิละ ประธานวิปัสสนาศูนย์วิปัสสนามหาสี กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทาง มจร. และคณะสงฆ์ไทย เห็นความสำคัญของวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคณะสงฆ์เมียนมาร์และคณะสงฆ์ไทย รวมถึงพุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาร์และชาวไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และนับจากนี้ไปก็เชื่อว่า ทาง มจร และศูนย์วิปัสสนามหาสี จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวิชาการและบุคลากรด้านวิปัสสนากรรมฐานกัน เพิ่มมากขึ้น
นั่นเป็นความรู้สึกของพระอาจารย์ภัททันตะ ชฏิละ ประธานวิปัสสนาศูนย์วิปัสสนามหาสี ซึ่งการตั้งศูนย์วิปัสสนากรรมฐานในเมียนมาร์นั้น ส่วนใหญ่แล้วฆราวาสจะเป็นผู้จัดตั้ง ไม่เหมือนกับประเทศไทยที่มีพระสงฆ์เป็นผู้จัดตั้ง ส่วนพระของเมียนมาร์ก็จะทำหน้าที่เป็นพระวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารศูนย์แต่อย่างใด โดยการบริหารศูนย์จะมีฆราวาสเป็นประธาน และมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาบริหาร
นาย อู วิน เทียน ประธานองค์กรพุทธศาสนานุกกะ กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์วิปัสสนามหาสีว่า กลุ่มพุทธศาสนานุกกะก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ผู้ก่อตั้งคือประธานาธิบดีเจ้าส่วยไต้ มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาพุทธศาสนาตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารุ่งเรืองไปทั่วโลก โดยวิธีการสอนมหาสติปัฏฐานของศูนย์วิปัสสนามหาสีสามารถเข้าใจได้ง่ายสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม จึงมีชื่อเสียงไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย
โดยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ ทาง มจร ได้ส่งนิสิตมหาบัณฑิตสาขาวิปัสสนาภาวนา เป็นพระสงฆ์ ๑๘ รูป และฆราวาส ๓ คน มาศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐานเป็นเวลา ๗ เดือน เพราะเห็นว่าเป็นสถานที่ต้นกำเนิดวิปัสสนาที่เข้าไปเผยแผ่ในประเทศไทย
นาย อู วิน เทียน กล่าวต่อไปว่า ต่อมา พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้มีการทำความร่วมมือขอพระวิปัสสนาจารย์ไปสอนยัง มจร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหมด ทาง มจร จึงมีมติถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิปัสสนา แด่พระภัททันตะ ชฏิละ ประธานวิปัสสนาศูนย์วิปัสสนามหาสี ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น กับพระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมาร์ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกด้วย ไม่เพียงจะได้ไปร่วมงานบุญครั้งนี้แล้ว เรายังได้เห็นว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา คนที่นี่ตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา ต่างเวียนเข้ามาฝึกจิตฝึกใจกันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ชาวต่างชาติก็มีให้เห็น
นางปภัสรา เตชะไพบูลย์ ดารานักแสดง ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอก มจร บอกว่า ได้มาเรียนรู้การฝึกวิปัสสนากรรมฐานที่นี่ ๓ วันได้เห็นถึงการฝึกที่มีความเข้มข้น ที่สำคัญหากเรารู้ภาษาพม่าและภาษาอังกฤษจะช่วยได้มากในการฝึก ซึ่งแนวทางก็คล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก ถึงแม้เครื่องอำนวยความสะดวกจะไม่มากเหมือนบ้านเรา แต่ก็จะทำให้เราได้ฝึกความอดทน ฝึกความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้เชื่อว่าการฝึกวิปัสสนากรรมฐานจะช่วยพัฒนาจิตใจของเราได้มากขึ้น และอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษากันให้มาก ๆ นี่เป็นเพียงเสียงสะท้อนหนึ่งของผู้ได้มีโอกาสฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หากใครอยากรู้สึกถึงความพิเศษของหลักปฏิบัติของพระพุทธองค์ต้องมาลองด้วยตนเอง การใช้หลักธรรมในการเชื่อมใจชาวพุทธในกลุ่มอาเชียนก็ถือเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะชาวพุทธยึดหลักธรรมเดียวกันไม่แบ่งด้วยเชื้อชาติ และเส้นเขตประเทศมาขวางกั้น ก็จะไม่เกิดความแปลกแยก อย่างไรก็ตามหากคนไทยและรัฐบาลไทย ใช้ยุทธศาสตร์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมเชื่อมใจถึงใจ เชื่อว่า ความเข้มแข็งในหมู่ประชาคมอาเซียนคงจะเกิดได้จริง



