พระเครื่อง

'ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด'

'ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด'

20 มี.ค. 2556

'ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด' : สุทธิชัย หยุ่น

             ใครไม่รู้ส่ง “ธรรมะสั้น ๆ 10 ข้อ” มาให้ผม เพื่อจะได้ส่งต่อให้เพื่อน ๆ ที่ยังใช้ชีวิตแบบที่สร้างทุกข์ให้กับตัวเองอยู่

            ผมเองก็ไม่ได้รู้ซึ้งอะไรเกี่ยวกับธรรมะนัก หากแต่เป็นคนสนใจศึกษาใคร่รู้ว่าท่านผู้รู้ทั้งหลายท่านเข้าใจอะไรเกี่ยวกับวิธีคิดและปฏิบัติประจำวันเพื่อที่จะหลบเลี่ยงสิ่งที่สร้างความทุกข์ให้กับตนเอง

             ผมอ่าน “ธรรมะสั้น ๆ” สิบข้อนี้แล้วก็พอจะเห็นแสงสว่างในบางมุม แต่ความที่ยังเต็มไปด้วยกิเลส และความโง่เขลา ผมจึงไม่อาจจะเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ก็ยินดีที่จะส่งข้อความนี้ต่อมายังท่านผู้อ่าน “ชีวจิต” ที่ผมมั่นใจว่าสามารถเข้าถึงธรรมะได้ลุ่มลึกกว่าผมมากมาย

            “ธรรมะสั้น ๆ” 10 ข้อที่ว่านี้ อ่านได้ความอย่างนี้ครับ

             1. ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด เงินไม่ได้อยู่ที่เศรษฐี แต่ศีลอยู่ที่กายใจของเรา ธรรมะอยู่ที่สติ และเงินอยู่ทุกที่ที่มีความขยัน

             2. โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า เราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกดี ชีวิตจะมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกร้าย ชีวิตจะมีแต่วุ่นวายและทุกข์ระทม

             3. จงดึงเอาความรู้สึกผิดที่เรามี มาเป็นแรงบันดาลใจให้ทำดียิ่งๆ ขึ้น อย่าจมอยู่กับอดีต มีแต่การสร้างตัวเองใหม่เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากความรู้สึกผิด

             4. ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมี แต่อยู่ที่เราค้นพบว่า อะไรคือแก่นแท้ของชีวิต แล้วอยู่กับสิ่งนั้นด้วยความรัก คนนั้นก็คือคนมีความสุข

             5. ยามใดที่ชีวิตพบกับความทุกข์ หากไม่มัวแต่เป็นทุกข์ ทว่าเรียนรู้ที่จะมองดูความทุกข์อย่างมีสติ อย่างแยบคาย อย่างเป็นผู้ดู ไม่ได้เป็นผู้เป็น ความทุกข์ก็จะทอประกายแห่งความสุขออกมาให้เห็น

             6. ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้ทุกสิ่งอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำ มีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอ ขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็น เราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

             7. ในโลกแห่งความเป็นจริง คนทุกคนก็เป็นครูได้ คนเก่ง ไม่เก่ง ฉลาดรู้หนังสือ ไม่รู้หนังสือ ยากดีมีจน สัตว์ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ ดิน ฟ้า อากาศ ความผิดหวัง ความสมหวัง ความรัก ความชัง ฯลฯ เหล่านี้ คือ ครูในมหาวิทยาลัยชีวิต ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ ศึกษากันไปอย่างไม่มีวันจบ

             8. อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเอง เพราะไม่เพียงแต่ มันจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของเราด้วย

             9.  เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องที่ควรทุกข์ แต่พอเราไม่ยอมปล่อยวาง ทุกข์ก็รุกคืบเข้ามา เรื่องบางเรื่องใครต่อใครก็เห็นอยู่ว่า ทุกข์หนักหนาสาหัส แต่สำหรับคนที่ปล่อยวางเป็น ก็เป็นสุข คือ ความสุขหรือความทุกข์ บางครั้งอยู่ที่ “ท่าที” ในการเผชิญของเราเป็นสำคัญ ถ้า “รู้เท่าทัน” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างมีสติ ทุกข์อาจกลายเป็นสุข, ปัญหาอาจกลายเป็นปัญญา, วิกฤติอาจถูกแปรเป็นโอกาส

             10. ความล้มเหลวเป็นส่วนผสมของชีวิตซึ่งขาดไม่ได้ คนที่ไม่เคยล้มเหลวคือคนที่ไม่เคยทำอะไร ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้ คนที่กำลังคิดการใหญ่ทุกคนจึงมองความล้มเหลวด้วยสายตาที่เป็นบวก เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่า ความล้มเหลวเป็นฝาแฝดกับความสำเร็จ

             ข้อแรกที่บอกว่า “ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด” นั้น ผมอ่านแล้วก็โดนใจทันที ไม่ใช่เพราะผมเข้าใจอะไรลึกซึ้งมากมายนักหรอกครับ แต่เป็นเพราะผมไม่ค่อยจะได้เข้าวัด และไม่ค่อยจะได้ไหว้พระ เพราะเป็นคนห่างวัด และไม่ค่อยจะเลื่อมใสศรัทธาคนห่มผ้าเหลืองที่ไม่ทำตัวเป็นพระที่ผมเคยเคารพนับถือ

             ผมก็เลยเชื่อตามธรรมะสั้น ๆ ข้อนี้ด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นว่าคนห่างไกลวัดและธรรมะอย่างผมก็อาจจะมีสิทธิ์ถกเถียงเรื่องวัดกับธรรมะกับเขาได้เหมือนกัน

             และผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าโลกจะเป็นอย่างไรอยู่ที่เราใส่แว่นสีอะไรมอง เพราะคนส่วนใหญ่มักจะตีความสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเองจาก “อคติ” ของตัวเอง มิได้มีการประเมินข้อเท็จจริงรอบด้านก่อนที่จะสรุปว่าอะไรเป็นอะไร

             สังคมไทยวันนี้ยืนยันว่าเป็นอย่างนี้จริง ๆ เพราะใครอยากเชื่ออะไรก็จะเชื่อตามนั้น ชอบใครสนับสนุนใครก็จะเห็นด้วยกับสิ่งนั้นโดยไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงรอบด้านนั้นเป็นอย่างไร ส่วนใครที่เราเห็นว่าอยู่คนละข้างกับเรา ไม่ว่าเขาหรือเธอจะพูดอย่างไร จะแสดงเหตุผลอะไร เราก็จะไม่ฟังและไม่สนใจใคร่รู้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างไรกันแน่

             เพราะในสมองและหัวใจนั้น ได้ “ใส่แว่นสี” นั้น ๆ ไปแล้ว, ไม่ว่าภาพจริงจะเป็นสีอะไร, แต่เมื่อมองผ่านแว่นที่เป็นสีของตนเอง, ก็จะเป็นสีนั้น ๆ ไปอย่างช่วยไม่ได้

             นี่จึงเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมที่ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครสนใจว่าเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างไร และไม่ต้องการจะรับรู้ด้วยซ้ำว่าฝ่ายที่ตนเชียร์อยู่นั้นความจริงมีเรื่องราวที่ไม่สวยไม่งามไม่ถูกไม่ต้องมากมาย

             เพราะ “เราอยากเชื่ออย่างไร เราก็จะเชื่ออย่างนั้น”

             นี่แค่ธรรมะสั้น ๆ เพียงสองข้อที่เพื่อนส่งต่อมา ก็ได้ใจความมากมายสำหรับชีวิตประจำวันของผมและคุณแล้ว
ที่เหลืออีก 8 ข้อถือเป็น “ของแถม” เพื่อจะได้ถกแถลงเมื่อมีโอกาสในวันข้างหน้าก็แล้วกันนะครับ

............

(หมายเหตุ : ศีลไม่ได้อยู่ที่พระ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด : สุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/suthichai/2013/03/20/entry-1)

"}])