
ชู'ซูจี'ต้นแบบแห่งสันติวิธีแนวพุทธ
ม.มหิดลจัดถก'สันติวิธีสายธารตะวันออก' ชู'ซูจี'ต้นแบบแห่งสันติวิธีแนวพุทธ : สำราญ สมพงษ์รายงาน
วันที่ 14มี.ค.2556 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสต์ มหาวิทยาลัยมหิดล (วิทยาเขตพญาไท) สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีนายโคทม อารียาเป็นที่ปรึกษา จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "สันติวิธีสายธารตะวันออก" ภายใต้โครงการปริทรรศน์องค์ความรู้สันติวิธีจากสายธารภูมิปัญญาตะวันออก
เป็นการเสนอผลการศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้และตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับสันติวิธีจาก 5 แหล่งภูมิปัญญา ได้แก่ พุทธ, ฮินดู, ซิกซ์, อิสลาม และจีน เป็นเวลา 1 ปี อย่างเช่น การสร้างอหิงสธรรมนในระบบการเมืองตามแนวคิดพระพุทธทาสภิกขุ สันติวิธีในมุมมองของพระพุทธศาสนาเถรวาท สันติวิธีในประวัติศาสตร์การเมืองชาวซิกข์ สันติวิธีในวิถีอิสลาม แนวทางแห่งสันติวิธีในปรัชญามั่วจื่อ และสันติวิธีในกระแสธารมภูมิปัญญาอินเดีย
ทั้งนี้ในหัวข้อสันติวิธีในมุมมองของพุทธศาสนาเถรวาทนั้นเป็นการนำเสนอโดยนายเดโชพลเหมนาไลย อาจารย์ภาคปรัชญาและศาสนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยกบุคคลต้นแบบแห่งสันติวิธีแนวพุทธคือนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาประเทศพม่าดังนี้
1) สันติวิธีแนวพุทธยึดมั่นในสัจจะ
คำว่า “สัจจะ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสัจธรรมสูงสุดในเชิงโลกุตตระ หากแต่หมายถึงสัจจะหรือความจริงในเชิงโลกียะ หรือที่เรียกว่า “สมมติบัญญัติ” เหตุที่กล่าวว่าสันติวิธีแนวพุทธยึดมั่นในสัจจะก็เพราะว่าการใช้แนวทางสันติวิธีจำเป็นจะต้องใช้สติปัญญามองเห็นถึงความจริงทางสังคม โดยเฉพาะ “ทุกข์ทางสังคม” อันรวมไปถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าว ดังนั้นการที่นางออง ซาน ซูจีเรียกร้องประชาธิปไตย จึงสามารถกล่าวได้ว่าผลมาจากเป็นการตระหนักถึงความอยุติธรรมทางสังคมอันเป็นผลพวงของโครงสร้างทางการเมืองที่กดขี่ผู้คนในสังคม ซึ่งในที่นี้ก็คือระบอบเผด็จการทหารนั่นเอง นอกจากนั้นนางออง ซาน ซูจี ยังได้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำสอนในพุทธศาสนาเพื่อทำลายมายาคติที่ครอบคลุมสังคมพม่าเอาไว้ เช่น ความเชื่อเรื่องกรรมที่ชาวพม่าส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดจนทำให้ยอมจำนนต่อสภาวะที่ถูกครอบงำกดขี่
2) สันติวิธีแนวพุทธมีความหมายโดยนัยบวก (positive) หรือเชิงรุก (active)
เมื่อลองพิจารณาแนวทางสันติวิธีของนางออง ซาน ซูจีก็พบว่ามีความสอดคล้องกัน มีผู้สรุปว่าแนวทางที่ซูจีใช้คือพุทธศาสนาเพื่อสังคม (socially engaged Buddhism) หรือ “ความเมตตาเชิงรุก” (activeMetta) หรือ “การเมืองแห่งความเมตตา” (the politics of Metta) มีการบันทึกไว้ว่า นางออง ซาน ซูจีเดินทางไปปราศรัยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย เกือบ 1,000 ครั้ง ทั่วทั้งประเทศพม่าในช่วงปี ค.ศ1988-1989 ก่อนที่เธอจะถูกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ากักบริเวณ เห็นได้ว่าปฏิบัติการสันติวิธีของเธอข้อนี้สามารถเชื่อมโยงได้กับหลักการในข้อแรก กล่าวคือ นางออง ซาน ซูจีปฏิเสธความรุนแรงเชิงโครงสร้างของฝ่ายรัฐบาลด้วยการประกาศ “ความจริง” ซึ่งเธอได้ย้ำชัดว่าคำพูดของเธอไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คำพูดที่เป็นจริง ไม่เป็นความเท็จเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงว่าเป็นคำพูดที่เป็นประโยชน์และไพเราะรื่นหูผู้ฟังอีกด้วย เห็นได้ว่าหลักการพูดของซูจีตรงกับหลัก “วจีสุจริต” 4 ประการ คือ สัจจวาจา (พูดจริง) อปิสุณาวาจา (พูดไม่ส่อเสียด) สัณหวาจา (พูดอ่อนหวาน) และมันตภาสา (พูดด้วยปัญญา)
3) สันติวิธีแนวพุทธเป็นวิถีชีวิต
สิ่งที่นางออง ซาน ซูจีเน้นย้ำอยู่เสมอเวลาที่เธอได้แสดงความเห็นทางการเมืองว่า สำหรับเธอนั้นการต่อสู้กับระบอบที่อยุติธรรมกับการเอาชนะกิเลสตัณหาเป็นเรื่องเดียวกัน เธอเคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่าเหตุผลที่เธอมักจะเน้นย้ำประเด็นที่เกี่ยวศาสนา(พุทธ) อยู่เสมอเวลาที่ปราศรัยเรื่องการเมืองก็คือ “การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คนและคุณไม่อาจแยกผู้คนออกจากคุณค่าทางจิตวิญญาณของพวกเขาได้” เธอจึงมองว่าการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของเธอคือการเข้าไปมีร่วมกับสังคมในเชิงจิตวิญญาณ หรืออาจเรียกว่า“การปฏิวัติของจิตวิญญาณ” (revolution of spirit) จึงไม่น่าแปลกใจนักที่นางออง ซาน ซูจีเห็นด้วยว่าพระภิกษุพม่าควรออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการ เมื่อถูกถามถึงเหตุผล เธอตอบว่า “พระสงฆ์ก็ไม่ต่างกับคนทุกคนที่ต้องมีหน้าที่สนับสนุนสิ่งที่ดีและพึงปรารถนา”
แนวคิดดังกล่าวของซูจี เป็นไปในทิศทางเดียวกับพุทธศาสนาเพื่อสังคมซึ่งให้ความสำคัญกับ “การบังเกิดร่วมกันของปฏิบัติการทางจิตวิญญาณและทางการเมือง” (the conjunction of spiritual andpolitical practice) หรือที่มักจะได้ยินเป็นคติพจน์ว่า “inner peace and world peace” (สันติสุขภายในและสันติภาพโลก) พระไพศาล วิสาโล อธิบายว่า การไม่แยกการปฏิบัติธรรมกับกิจกรรมทางสังคมออกจากกันคือการมองแบบอทวิภาวะ (non-dualism) ซึ่งเป็นผลมาจากการหยั่งเห็นความจริงที่ว่าสรรพสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน นั่นเอง
จากการศึกษาทั้งในคัมภีร์และกรณีตัวอย่างบุคคลต้นแบบ คงพอสรุปได้ว่าสันติวิธีในมุมมองของพุทธศาสนาเถรวาทเป็นทั้งแนวคิดและวิธีการทางสายกลางที่ปฏิเสธทางสุดโต่ง (extreme) 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือความรุนแรงในทุกระดับและรูปแบบ ได้แก่ ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม อีกด้านหนึ่งคือการยอมจำนน
ทั้งนี้แนวคิดและวิธีการดังกล่าวอิงอาศัยความบรรสานสอดคล้องกันระหว่างธรรมและวินัย โดยมีหลักการสำคัญคือยึดมั่นในความจริง เป็นพลังทางบวก และเป็นวิถีชีวิตที่ผู้ปฏิบัติสันติวิธีใช้ขัดเกลาตนเองไปพร้อมกัน กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วแนวคิดสันติวิธีในพุทธศาสนาเถรวาทน่าจะมีศักยภาพมากพอที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์สำหรับสังคมไทยได้ไม่มากก็น้อย ดังที่ นางออง ซาน ซูจี ได้ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นจริงแล้วระดับหนึ่งในประเทศพม่า



