
พุทธศาสนาไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรู
'อหิงสา' มรรคาสู่สันติ(๑๓) พุทธศาสนาไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ : คันฉ่องและโคมฉาย โดย ว.วชิรเมธี
การเบียดเบียนบีฑาหรือหิงสกรรมที่กล่าวมาอย่างรวบรัดนี้ เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่รู้กันทั่วไป ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมของมนุษยชาติย่อมทราบเป็นอย่างดี แต่พฤติกรรมเช่นที่ว่านี้ เราพบว่า ไม่มีอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาเลย กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ไม่มีสงครามในนามของพุทธศาสนาก็ได้ (ข้อความตามที่กล่าวมานี้ พึงเปิดใจกว้างยอมรับตามความเป็นจริงว่า เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ผู้เขียนหยิบยกมากล่าวมิได้มีเจตนาในทางยกพุทธศาสนาเพื่อข่มศาสนาอื่น แต่นี่คือ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เป็นสัจธรรมสากล เราต้องเรียนรู้และยอมรับพร้อมทั้งกล้าที่จะเอ่ยถึงความจริงนี้อย่างตรงไปตรงมาด้วยหัวใจที่เปิดกว้างต่อความจริงทางประวัติศาสตร์)
พุทธศาสนาไม่ยอมรับการเบียดเบียนบีฑาแม้แต่ต่อตนเอง (เช่น ไม่เห็นด้วยกับการทรมานตนให้ลำบากอย่างที่เรียกกันว่า การบำเพ็ญตบะ หรืออัตตกิลมถานุโยค การทำร้ายตัวเองด้วยสุรายาเสพติดหรือการติดอบายมุขทุกชนิดที่เป็นเหตุแห่งความเสื่อมโทรมของสุขภาพและสติปัญญา) ต่อผู้อื่น สัตว์อื่น สิ่งอื่น (เช่น ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม) ไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อม
ในศีล ๕ อันถือกันว่าเป็นจริยธรรมพื้นฐานที่สุดของพุทธศาสนาซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "มนุษย์ธรรม" หรือธรรมพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ เริ่มต้นด้วย “การไม่ฆ่า” (ปาณาติบาต) และไม่เพียงแต่ไม่ฆ่า ยังสอนให้มีเมตตา กรุณา ต่อสรรพชีพสรรพสัตว์ซึ่งเป็นด้านบวกของการไม่ฆ่านั้นอีกด้วย
ศีลที่ว่าด้วยการไม่ฆ่า การไม่ใช้ความรุนแรง การไม่ล้างผลาญสังหารชีวิตของผู้อื่นนี้ มีอยู่ในศีลทุกระดับสำหรับชาวพุทธ (ซึ่งที่ถูกคือสำหรับมนุษยชาติ) กล่าวเฉพาะบรรรพชิตในพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว ศีลที่ว่าด้วยการไม่ฆ่านี้นับเป็นศีลสำคัญ หากมีภิกษุรูปใดละเมิดถือว่ามีโทษรุนแรงสูงสุดคือขาดจากความเป็นสมณภาวะเลยทีเดียว (ปาราชิก ๔ ข้อที่ ๓ ภิกษุพรากชีวิตมนุษย์ ถือว่าขาดจากภิกขุภาวะทันที)
นอกจากพุทธศาสนาจะไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย ไม่อนุญาตให้มีการฆ่า การเบียดเบียนบีฑาด้วยศีลหรือวินัยแล้ว ยังส่งเสริมให้ชาวพุทธ (หรือชาวโลกทั้งหมด) รู้จักพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาไมตรีต่อสรรพชีพสรรพสัตว์ทั้งในทางความคิด คือ มองโลกทั้งผองว่าเป็นพี่น้องกัน ในทางการกระทำ คือ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันและกันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางวาจา หรือความรุนแรงที่เกิดจากการลงไม้ลงมือทำร้ายกัน ประหัตประหารกัน ห้ำหั่นกัน หรือก่อสงครามต่อกัน ในระดับปฏิบัติการพระพุทธองค์เองทรงเคยมีส่วนอย่างมีนัยสำคัญในการยุติสงครามระหว่างแคว้นต่างๆ อย่างน้อยถึงสามครั้งด้วยกัน
(ติดตามตอนต่อไปวันพระหน้า)



