
ธรรมยาตรา'มจร'ตามรอยธุดงค์ธรรมชัย?
ธรรมยาตรา'มจร'ตามรอยธุดงค์ธรรมชัย? : สำราญ สมพงษ์รายงาน
เสร็จสิ้นลงแล้ว สำหรับโครงการธุดงค์ธรรมชัย เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปีที่ 2 ของวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ระยะทางกว่า 446 กิโลเมตร 26 วัน โดยมีพระธุดงค์ร่วมกิจกรรม 1,128 รูป สร้างความปลาบปลื้มให้กับบรรดาลูกศิษย์ทั้งระดับรัฐมนตรี ส.ส.และประชาชนทั่วไป
อย่างเช่นนายอำนาจ บัวศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เปิดเผยว่า เป็นภาพที่ประทับใจ ที่ทำให้ทุกคนปลาปลื้มปีติ ในฐานะที่เป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ยินดีให้การต้อนรับและสนับสนุนเป็นอย่างมาก และอยากจะเห็นภาพดีๆแบบนี้ ความร่วมไม้ร่วมมือของชาวพุทธ
ถึงกระนั้นก็มีเสียงท้วงติงบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงผ่านพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครทำให้การจราจรติดขัด อย่างเช่นหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เห็นว่า การออกมาเดินธุดงค์นั้นหากพิจารณาตามหลักพุทธศาสนามีหลักคิดอยู่ 2 อย่างคือ 1.เป็นที่พึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดของหลักพุทธศาสนาในสายโพธิ์สัตว์ และ 2.วิธีคิดของหลักพุทธศาสนาในสายหินยานหรือเถรวาท ซึ่งเป็นสายที่มีอยู่ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีวิธีคิดว่าไม่เบียดเบียนตนและไม่ทำให้ผู้อื่นอื่นเดือดร้อน
"การจะทำกิจกรรมอะไรก็ตามหากทำแล้วเบียดเบียนตนทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ถือว่าผิดหลักพุทธศาสนา เมื่อการกระทำผิดหลักพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนต้องต่อต้าน ซึ่งประชาชนทั่วไปทุกศาสนาทำได้คือการบีบแตรรถไล่" หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของธุดงค์ไว้ด คือ องค์คุณเครื่องสลัดหรือกำจัดกิเลส ข้อปฏิบัติประเภทวัตรที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษเป็นต้นมี 13 วิธีด้วยกันคือ 1.การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร 2.การถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร 3.การถือบิณฑบาตเป็นวัตร 4. ถือการบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร 5.ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร 6.ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร 7.ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร 8.ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร 9. ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร 10. ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร 11. ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร 12. ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดไว้ให้เป็นวัตร 13. ถือการนั่งเป็นวัตร
หากพิจารณาตามโครงการธุดงค์ธรรมชัยแล้วก็คงเข้าได้เฉพาะในข้อถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตรเท่านั้น และหากไม่ใช้สติกำหนดการเดินอย่างเช่นการเดินจงกรมก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินแฟชั่น
ขณะเดียวกันในสังคมไทยก็จะจัดกรรมการเดินอีกประเภทหนึ่งนั้น คือ การเดินการกุศลมีเป้าหมายเพื่อเชิดชูสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเดินเพื่อสุขภาพ ตามความหมายนี้คงเป็นกิจกรรมที่ชาวบ้านทั่วไปเดิน แต่ถ้าหากมีพระเข้าไปร่วมด้วยก็จะใช้คำว่า "ธรรมยาตรา" อย่างเช่น ธรรมยาตราเขาพระวิหารเป็นต้น หรือเช่นการจัดธรรมยาตรามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ภายใต้การดำเนินการของดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป และนายกสมาคมสมาคมศิษย์เก่า มจร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาสืบเนื่องปีพุทธชยันตี 2600 ปี และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภายใน มจร ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่เวลา 08.30น.เป็นต้นไปของวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 นี้ โดยตั้งเป้ามีพระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจำนวน 2500 รูป/คนเข้าร่วม
กิจกรรมธรรมยาตรา มจร ดังกล่าวเริ่มจากการเดินภายในพื้นที่ มจร ไปยังโบสถ์กลางน้ำที่สร้างโดยการสนับสนุนของพระธรรมโกศาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทุบรี เจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนา ภวายภัตตาหาเพลแก่พระภิกษุสงฆ์ 1250 รูป และรับฟังปาฐกถาพิเศษเรื่องธรรมยาตราโดยพระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร เป็นเสร็จพิธี
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิชาการสมาคมสมาคมศิษย์เก่า มจร ได้เสนอบทความเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมธรรมยาตราครั้งนี้ความว่า พุทธบูชาแห่งธรรมยาตรามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย "ทุกย่างก้าวในกิจกรรมวันนี้ เราจะเดินด้วยความสงบ มีสติ เพื่อสันติสุขและเพื่อระลึกถึงพุทธานุภาพของพระพุทธศาสนา น้อมถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงออกซึ่งความกตัญญูต่อมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นแหล่งให้ความรู้เกื้อกูลบ่มเพาะชีวิตให้มีความสุข สันติ ด้วยการเจริญบทพุทธคุณ อิติปิโสภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธภะคะวา...สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม...สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ....โลกัสสาติ"
นี้คือส่วนหนึ่งของเสียงการภาวนาของขบวนพุทธบูชาธรรมยาตรามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ส.2556 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรำลึกนึกถึงความต่อเนื่องของการจัดงานเฉลิมฉลองปีพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กอปร์กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ย้ายที่ทำการของมหาวิทยาลัยจากวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร มาตั้งสถานที่แห่งใหม่คือที่บริเวณกิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 5 ปีการศึกษาแล้ว โดยสถานที่ทำการแห่งใหม่นี้ได้มีการจัดซื้อที่ดินและจัดให้มีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตลอดมาและในอนาคตอันใกล้นี้ ความสำคัญของสถานที่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ศึกษา
ในพระไตรปิฎกไม่มีการกล่าวถึงคำว่า "ธรรมยาตรา" คำที่ใกล้เคียงและมีการใช้กันค่อนข้างแพร่หลายในสังคมไทย คือ จาริก หมายถึง เที่ยวไป เดินทางเพื่อศาสนกิจ โดยมีข้อความซึ่งมีความหมายที่ใกล้เคียงที่สุด อาจจะเป็นตอนหนึ่งในปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า คือ
"...ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน 2 รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง..."
หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มีการเดินทางของเหล่าสาวกเพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าไปยังสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ โดยมีข้อความในพระไตรปิฎก มหาปรินิพพานสูตร เกี่ยวกับข้อปฏิบัติหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วว่า ให้ไปเยือนยังสังเวชนียสถาน ๔ แห่งที่พระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน
คำว่า "ธรรมยาตรา" ปรากฏชัดเจนในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงครองราชย์ระหว่าง พุทธศักราช 270-311 ดังปรากฏในศิลาจารึกฉบับที่ 8 ซึ่งพระเจ้าอโศกให้เขียนสลักจารึกไว้ในที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรเพื่อสื่อพระราชกรณียกิจตามพระธรรมวิชัยในช่วงที่ครองราชย์ ความว่า
"...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี ผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ เมื่ออภิเษกได้แล้ว 10 พรรษา ได้เสด็จไปสู่สัมโพธิ(พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า) จากเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงเกิดมีธรรมยาตรา (การท่องเที่ยวโดยทางธรรม) นี้ขึ้น ในการ ธรรมยาตรา นั้นย่อมมีกิจดังต่อไปนี้ คือ การเยี่ยมเยียนสมณะพราหมณ์และการถวายทานแด่ท่านเหล่านั้น การเยี่ยมเยียนท่านผู้เฒ่าผู้สูงอายุ และการพระราชทานเงินทองเพื่อ(ช่วยเหลือ)ท่านเหล่านั้น การเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท การสั่งสอนธรรมและซักถามปัญหาแก่กัน.."
"ธรรมยาตรา" เป็นคำที่มาจากการนำคำว่า "ธรรม" และ "ยาตรา" มาประกอบกัน ในประเทศไทยมีผู้สรุปความหมายของธรรมยาตราที่มีการตีความแตกต่างกันในสังคมไทยว่า มี 6 ประเภท คือ 1) การเดินทางไปยังสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 6) การเดินทางด้วยการนำสิ่งเคารพในพระพุทธศาสนาไปด้วยรูแบบขบวน 3) การเดินทางเพื่อทำบุญต่าง ๆ มีการให้ทาน เป็นต้น 4) การเดินทางที่ต้องเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ โดยเอาแง่มุมทางพระพุทธศาสนากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและวิถีชุมชนด้วยสันติวิธีและปัญญา 5) การเดินโดยมีธรรมะเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน 6) การเดินไปเพื่อประท้วงปัญหาที่เกิดขึ้นแก่สังคมและมนุษย์ โดยมีจุดร่วมกันอยู่ที่เป็นการเดินเป็นขบวนและมีพระสงฆ์หรือสัญลักษณ์ทางศาสนาร่วมอยู่ในขบวน
การใช้คำว่า ธรรมยาตรา ในลักษณะที่เป็นการเดินขบวนด้วยเท้าในระยะทางไกลโดยใช้วิถีปฏิบัติทางศาสนาเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement)เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในประเทศกัมพูชา ในปีพุทธศักราช 2535 ใช้ชื่อว่า Dhammayietraมีความหมายว่า “การจาริกของความจริง (pilgrimage of truth)” โดยการนำของสมเด็จพระมหาโฆษนันทะและการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ มีจุดมุ่งหมายที่จะนำสันติภาพและสมานฉันท์คืนสู่กัมพูชาซึ่งบอบช้ำจากภัยสงครามมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติแบบหนึ่งในพุทธศาสนาที่เรียกว่า "พุทธศาสนาเพื่อสังคม(Engaged Buddhism)" เนื่องจากได้ผสานการปฏิบัติทางศาสนาคือการเจริญสติด้วยการเดินซึ่งเป็นหนึ่งในมหาสติปัฏฐานสูตรเข้ากับปฏิบัติการเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น
ธรรมยาตราในกัมพูชาเป็นการนำเอาความคิดเรื่องพุทธศาสนาเพื่อสังคมมาใช้และนำการปฏิบัติที่ทั้งพระภิกษุและฆราวาสสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องความเป็นกลางและสันติวิธี ธรรมยาตราไม่เพียงแต่การนำวิธีการเดินอย่างมีสติเข้ากับประเด็นทางสังคมเท่านั้น สำหรับชาวกัมพูชาแล้ว การสนับสนุนการเดินขบวนของพระสงฆ์อย่างสงบถือเป็นการทำบุญที่จะช่วยให้สงครามสงบได้โดยเร็ว ส่วนผู้ที่ยังขมขื่น เศร้าโศกจากหายนะที่เกิดขึ้น การให้คำแนะนำของสมเด็จพระมหาโฆษนันทะเรื่องความเมตตากรุณาก็จะช่วยฟื้นฟูจิตใจของพวกเขาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ผ่านการกระทำอย่างมีสติ
การเดินธรรมยาตราครั้งสำคัญที่เป็นปฏิบัติการทางสังคมซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมยาตราในประเทศกัมพูชาเกิดขึ้นครั้งแรกเกิดขึ้นครั้งแรกปีพุทธศักราช 2539 และจัดต่อเนื่องมาทุกปีจนถึงปี 2547 คือ ธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลา ริเริ่มโดยพระนวกะกลุ่มเสขิยธรรมซึ่งได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาของทะเลสาบสงขลาและเห็นว่าควรจะช่วยเหลือ นอกจากนี้ ก็ได้มีขบวนธรรมยาตราเกิดขึ้นในประเทศไทยในหลากหลายพื้นที่และประเด็น เช่น ธรรมยาตราสู่ชุมชนแห่งขุนเขาโดยเสมสิกขาลัย ในปี 2540 ธรรมยาตราเดินเท้าต้านไฟป่าในปี 2540 ณ จังหวัดลพบุรี ธรรมยาตราแม่น้ำมูล ในปี 2542 ธรรมยาตราลุ่มน้ำปะทาวในปี 2543 ธรรมยาตรารักษาแม่น้ำโขงในปี 2546 ธรรมโฆษณ์ธรรมยาตราในวาระ 100 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ ในปี 2549 ฯลฯ
จุดมุ่งหมายสำคัญของการเดินธรรมยาตรา คือ การพยายามที่จะเชื่อมการพัฒนาสังคมและศาสนธรรมเข้าด้วยกัน ดังที่ พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ว่า
"...เป็นการเดินอย่างสงบ เพื่อเป็นสื่อธรรมะไปยังทุกหนแห่งที่เดินผ่าน ขณะเดียวกันก็อาศัยการเดินนั้นเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลาตนเองไปด้วย ความเปลี่ยนแปลงในสังคมนั้นแยกไม่ออกจากความเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง และทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มจากความเปลี่ยนแปลงในใจของผู้เดินเป็นประการแรก.....แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือการเดินเปิดโอกาสให้ทุกคนในคณะธรรมยาตราได้รู้จักตนเองอย่างลุ่มลึก เมื่อเดินอย่างสงบและมีสติ เราย่อมเห็นความรู้สึกนึกคิดของตัวเองแจ่มแจ้งขึ้น รวมทั้งสังเกตเห็นความแปรเปลี่ยนภายในอย่างชัดเจน และเมื่อเผชิญกับความทุกข์ขณะเดิน ไม่ว่า ความร้อน ความเหนื่อย ความเมื่อย สติที่พัฒนาระหว่างเดินจะช่วยรักษาใจไม่ให้ทุกข์ไปกับกายได้....."
พุทธบูชาแห่งธรรมยาตรามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ครั้งที่ 1 นี้ จัดขึ้นเพื่อรำลึกนึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ในวาระการเฉลิมฉลองปีพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ที่ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติ พระพุทธศาสนาและพสกนิกรชาวไทยตลอดมา กอปร์กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ย้ายที่ทำการของมหาวิทยาลัยจากวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร มาตั้งสถานที่แห่งใหม่คือที่บริเวณกิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 5 ปีการศึกษาแล้ว โดยในปี 2554 แม้ว่า จะประสบความเสียหายจากมหาอุทกภัย แต่ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วมสำหรับประชาชนในบริเวณรอบ ๆ มหาวิทยาลัย พุทธบูชาแห่งธรรมยาตรานี้ ยังเป็นการสร้างความรัก ความสมัครสมานสามัคคีในชาว มจร เพื่อร่วมกันอย่างเต็มกำลังความสามารถและสติปัญญาปฏิบัติพันธกิจให้บรรลุผลสำเร็จและเจริญก้าวหน้า ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ให้แก่คนไทยเท่านั้น แต่ยังจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลกอีกด้วย
คงพอจะอนุมานได้ว่าระหว่าง ธรรมยาตรา มจร กับธุดงค์ธรรมชัยวัดธรรมกายแตกต่างกันอย่างไร หากจะให้ชัดเจนต้องไปร่วมกิจกรรมดังกล่าว



