
ความไม่รุ่นแรงคือศาสนา
'อหิงสา'มรรคาสู่สันติ (๗) ความไม่รุ่นแรงคือศาสนา : คันฉ่องและโคมฉาย โดนว.วชิรเมธี
สงครามศาสนานอกจากจะเกิดจากความพยายามยัดเยียดศาสนาของตนให้แก่คนอื่นแล้ว ยังมีสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ การที่ศาสนิกชนของแต่ละศาสนาเข้าไม่ถึงเนื้อหาที่เป็นแก่นแท้แห่งศาสนาของตนเอง พวกเขาเหล่านั้นพากันมาเกยตื้นอยู่เพียงชายหาดของศาสนาที่ทำให้คนเราแยกขาดออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ เพียงเพราะพวกเขายึดติดกับการเป็น 'ชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม พรามหณ์ ซิกส์' เป็นต้น โดยหลงลืมไปว่าแท้ที่จริงเราเป็นมนุษย์ก่อนเป็นศาสนิกชนของศาสนาต่างๆ พอศาสนิกชนส่วนใหญ่หลงลืมสัจธรรมพื้นฐานข้อนี้เสียแล้ว พวกเขาจึงหันมาก่อความขัดแย้งระหว่างศาสนา และนั่นเองคือที่มาของสงครามในนามศาสนา
ศาสนิกชกของทุกศาสนาจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อมองให้ทะลุสมมุติสัจจะว่า ความเป็นศาสนิกชนของตนนั้นเป็นเพียง "เปลือกผิว" ของความเป็นมนุษย์เท่านั้น แก่นแท้ของเราทุกคน คือ เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราต่างก็มีความต้องการพื้นฐานของชีวิตที่เหมือนกัน กล่าวคือ ต่างก็รักสุข เกลียดทุกข์ กลัวความตาย หวั่นไหวต่ออาชญา (อำนาจและการกดขี่) เหมือนกัน น้ำตาของทุกคนมีรสเค็ม เลือดของทุกคนมีสีแดง เสียงร้องไห้ของคนทั้งโลกมิได้ต่างกัน และเสียงหัวเราะก็เปี่ยมด้วยความหฤหรรษ์ปานๆ กัน
ในเมื่อเรามีรากร่วมทางวัฒนธรรมของมนุษย์ที่เหมือนกันถึงเพียงนี้มาแต่เดิม เราจึงไม่ควรให้ความเป็นชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม ฯลฯ อันเป็นเพียงสมมุติบัญญัติทางศาสนา มาแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ของเราออกจากกัน หากศาสนิกชนของทุกศาสนาตระหนักรู้ว่า เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต่างมีกิเลสเหมือนกัน แต่เราพบกันได้ที่ความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาคกัน สงครามระหว่างคนที่ถือศาสนาต่างกัน ก็คงจะปลาสนาการไปจากโลกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
พระพุทธองค์ทรงมีพระนามอย่างหนึ่งว่า "ขันติวาที" แปลว่า "ผู้สอนเรื่องขันติ" หรือ "ผู้สอนเรื่องความอดทนอดกลั้น" ความอดทนอดกลั้น การไม่นิยมใช้ความรุนแรง เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา ในหลักธรรมที่ชื่อ "โอวาทปาฏิโมกข์" ที่ทรงแสดงไว้ในยุคต้นของพระพุทธศาสนา ระบุลงไปว่า ความอดทนอดกลั้นต่อกิเลสที่มากระตุ้นเร้าในรูปแบบต่างๆ เป็นตบะอย่างยิ่ง และระบุต่อไปว่า สมณะในพระพุทธศาสนาต้องไม่ทำร้ายใคร ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ว่าร้ายใคร ไม่ทำอันตรายใคร ในคัมภีร์พระธรรมบท ทรงสอนให้พุทธสาวกรู้จักเอาชนะความรุนแรงด้วยสันติวิธี ดังกวีนิพนธ์ที่ว่า
“จงเอาชนะโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
จงเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี
จงเอาชนะความตระหนี่ ด้วยการให้
จงเอาชนะความเท็จ ด้วยความสัตย์”
(ติดตามตอนต่อไปวันพระหน้า )



