
ก้าวข้ามลิทธิกายสู่เนื้อแท้แห่งศาสนา
'อหิงสา'มรรคาสู่สันติ (๖) ก้าวข้ามลิทธิกายสู่เนื้อแท้แห่งศาสนา : คันฉ่องและโคมฉาย โดย ว.วชิรเมธี
ศาสนาทุกศาสนาหากพิจารณาถึงเจตนารมณ์แต่แรกเริ่มก่อตั้งเราจะพบว่า ศาสดาทุกองค์ล้วนประสงค์ให้ศาสนาเป็นต้นธารแห่งสันติภาพ สันติสุข ความรัก ความสมัครสมานสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมนุษยชาติทั่วทั้งโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า โดยแก่นแท้แห่งธรรม ทุกศาสนาล้วนต้องการให้ “โลกทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน” มนุษย์ทุกคนในโลกสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย
แต่จากประวัติศาสตร์ของศาสนาที่ผ่านมาหลายพันปีเราได้พบความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า สาเหตุของสงครามทำลายล้างในโลกนี้ บ่อยครั้งเกิดจากความขัดแย้งทางศาสนา หรือมีสาเหตุมาจากศาสนาไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งเสมอ
ถามว่า ทำไมศาสนาซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสันติสุขของมวลมนุษย์จึงกลายเป็นต้นเหตุแห่งสงครามที่ทำลายล้างสันติสุขอของมวลมนุษย์เสียเอง คำตอบก็คือ เพราะ
๑. เกิดการยึดติดถือมั่นว่า ศาสนาของตนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นดีที่สุด
๒. เกิดความพยายามยัดเยียดศาสนาของตนให้แก่คนอื่น
๓. เกิดการตีความคำสอนของศาสดาผิดๆ
๔. เกิดจากความพยายามจะปกป้องศาสนาของตนจากคนที่ถือศาสนาอื่น
๕. เกิดจากการเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของศาสนาที่ตนนับถือ
๖. เกิดจากความพยายามครอบครองผลประโยชน์ที่เกิดจากศาสนา
๗. เกิดจากการนำเอาสถาบันศาสนาไปรับใช้สถาบันทางการเมือง
๘. เกิดจากความเหลวแหลกของนักบวชในศาสนาอันเป็นที่มาของการแตกนิกายย่อยๆ ระหว่างผู้นับถือศาสนาเดียวกัน
ความแตกต่างหลากหลายของศาสนาในโลกนี้มีขึ้นมาก็เพื่อรองรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์นั่นเอง การพยายามเกณฑ์ให้คนทั้งโลกนับถือศาสนาเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจผิดในธรรมชาติของมนุษย์ ในเมื่อมนุษย์มีหลายประเภท มีระดับภูมิปัญญาแตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นอยู่เอง ที่โลกนี้จะต้องมีศาสนาที่เหมาะสมกับระดับภูมิปัญญาของมนุษย์แต่ละประเภท เรามีเพลงและดนตรีที่หลากหลายเพื่อรองรับกลุ่มผู้เสพสุนทรีย์จากดนตรกวีศิลป์ที่หลากหลายฉันใด ความหลากหลายของศาสนาในโลกนี้ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ถ้าหากเราเข้าใจธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ว่ามีความแตกต่างหลากหลายกันเป็นธรรมดา ความพยายามจะยัดเยียดศาสนาของตนให้แก่คนอื่นก็จะไม่เกิดขึ้น สงครามศาสนาก็จะไม่เป็นสิ่งจำเป็นอีกต่อไปสำหรับโลกนี้
(ติดตามตอนต่อไปวันพระหน้า )'อหิงสา'มรรคาสู่สันติ (๖) ก้าวข้ามลิทธิกายสู่เนื้อแท้แห่งศาสนา : คันฉ่องและโคมฉาย โดย ว.วชิรเมธี
ศาสนาทุกศาสนาหากพิจารณาถึงเจตนารมณ์แต่แรกเริ่มก่อตั้งเราจะพบว่า ศาสดาทุกองค์ล้วนประสงค์ให้ศาสนาเป็นต้นธารแห่งสันติภาพ สันติสุข ความรัก ความสมัครสมานสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมนุษยชาติทั่วทั้งโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า โดยแก่นแท้แห่งธรรม ทุกศาสนาล้วนต้องการให้ “โลกทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน” มนุษย์ทุกคนในโลกสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย
แต่จากประวัติศาสตร์ของศาสนาที่ผ่านมาหลายพันปีเราได้พบความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า สาเหตุของสงครามทำลายล้างในโลกนี้ บ่อยครั้งเกิดจากความขัดแย้งทางศาสนา หรือมีสาเหตุมาจากศาสนาไม่แง่ใดก็แง่หนึ่งเสมอ
ถามว่า ทำไมศาสนาซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสันติสุขของมวลมนุษย์จึงกลายเป็นต้นเหตุแห่งสงครามที่ทำลายล้างสันติสุขอของมวลมนุษย์เสียเอง คำตอบก็คือ เพราะ
๑. เกิดการยึดติดถือมั่นว่า ศาสนาของตนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นดีที่สุด
๒. เกิดความพยายามยัดเยียดศาสนาของตนให้แก่คนอื่น
๓. เกิดการตีความคำสอนของศาสดาผิดๆ
๔. เกิดจากความพยายามจะปกป้องศาสนาของตนจากคนที่ถือศาสนาอื่น
๕. เกิดจากการเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของศาสนาที่ตนนับถือ
๖. เกิดจากความพยายามครอบครองผลประโยชน์ที่เกิดจากศาสนา
๗. เกิดจากการนำเอาสถาบันศาสนาไปรับใช้สถาบันทางการเมือง
๘. เกิดจากความเหลวแหลกของนักบวชในศาสนาอันเป็นที่มาของการแตกนิกายย่อยๆ ระหว่างผู้นับถือศาสนาเดียวกัน
ความแตกต่างหลากหลายของศาสนาในโลกนี้มีขึ้นมาก็เพื่อรองรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์นั่นเอง การพยายามเกณฑ์ให้คนทั้งโลกนับถือศาสนาเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจผิดในธรรมชาติของมนุษย์ ในเมื่อมนุษย์มีหลายประเภท มีระดับภูมิปัญญาแตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นอยู่เอง ที่โลกนี้จะต้องมีศาสนาที่เหมาะสมกับระดับภูมิปัญญาของมนุษย์แต่ละประเภท เรามีเพลงและดนตรีที่หลากหลายเพื่อรองรับกลุ่มผู้เสพสุนทรีย์จากดนตรกวีศิลป์ที่หลากหลายฉันใด ความหลากหลายของศาสนาในโลกนี้ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ถ้าหากเราเข้าใจธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ว่ามีความแตกต่างหลากหลายกันเป็นธรรมดา ความพยายามจะยัดเยียดศาสนาของตนให้แก่คนอื่นก็จะไม่เกิดขึ้น สงครามศาสนาก็จะไม่เป็นสิ่งจำเป็นอีกต่อไปสำหรับโลกนี้
(ติดตามตอนต่อไปวันพระหน้า )



