พระเครื่อง

ความมหัศจรรย์แห่งจิต

ความมหัศจรรย์แห่งจิต

28 ธ.ค. 2555

ความมหัศจรรย์แห่งจิต : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

               วันพระที่ผ่านมา ผมพาภรรยาไปร่วมทำวัตรเย็นกับหมู่สงฆ์ที่วัดทุ่ง (วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร สุขุมวิท ๑๐๑/๑) โดยมีหลวงพ่อข่าย (พระราชรัตนมุนี) เจ้าอาวาสเป็นองค์ประธาน ที่เราชอบหาโอกาสมาทำวัตรเย็นที่นี่ ก็เนื่องด้วยความคุ้นเคยกับท่านเจ้าอาวาสส่วนหนึ่ง และความสวยงามของการทำวัตรเย็น ในวันพระที่นี่อีกส่วนหนึ่ง คณะสงฆ์ที่วัดนี้ จะออกมารวมตัวทำวัตรกลางแจ้ง รอบเจดีย์พระธาตุ แทนที่จะทำกันในโบสถ์ กอรปกับการสวดพุทธมนต์แบบสำเนียงชาวเหนือ จึงนับว่าเป็นความสวยงามทางวัฒนธรรมที่น่าสัมผัสยิ่ง (Amazing Buddhism)

               เมื่อถึงเวลา พระจะตีระฆังรัวถี่ ตามมาด้วยเสียงหมาวัดที่แสนรู้ทั้งหลาย มันจะเห่าหอนคล้อยตามเสียงระฆัง รับลูกคอต่อกันเป็นทอดๆจนลั่นบริเวณ นั่นเป็นสัญญาณ และแล้วการทำวัตรเย็นจึงเริ่มขึ้น เมื่อการสวดบูชาพระรัตนตรัยชุดใหญ่เสร็จสิ้น พวกเราทั้งพระ, เณรและคน ต่างก็เดินรอบเจดีย์พระธาตุ ๓ รอบ โดยบรรพชิตเดินอยู่วงใน ฆราวาสเดินอยู่วงนอกของพระธาตุ อย่างสงบเย็นโดยแท้ ก่อนจะแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

               ผมมักจะเดินไปส่งท่านเจ้าอาวาสถึงที่กุฏิ ท่านก็เมตตาให้โอกาสสนทนาเสมอ และในวันนี้ท่านยังให้ธรรมะมาเป็นโศลกง่ายๆแต่กินใจบทหนึ่ง ความว่า...

สวดมนต์เป็นยาทา
ภาวนา เป็นยาใจ
ใจร้ายเป็นผี
ใจดีเป็นคน
ใจวกวนเป็นบ้า
ใจกล้าเป็นนักรบ
ใจสงบเป็นพระ
ใจเลิก ละ เป็นพระอรหันต์

               ดั่งพุทธวจนะที่ว่าไว้ ... การจะทำสิ่งใดให้สำเร็จ “ใจ” นั้นเป็นประธาน โศลกข้างต้นนั้น จึงมุ่งเน้นไปที่ใจ เป็นสำคัญ จึงประกอบด้วยคำว่า “ใจ” อยู่มากมายถึง ๗ คำด้วยกัน

               สวดมนต์ เป็นแค่ “ยาทา” ไม่ลึกเท่าการทำจิตภาวนา ท่านว่าเป็น “ยาใจ” แต่หากใครกระทำจนชำนาญแล้ว ก็สามารถทำจิตภาวนาในขณะสวดมนต์ได้ ก็ถือว่า ๒ in ๑ เลย จิตใจจะว่างเย็น เต็มไปด้วย ศีล-สมาธิ-ปัญญา ณ ขณะนั้นทีเดียว

               ปีใหม่นี้หลายคนสวดมนต์ข้ามปี ก่อนที่จะลงมือนั่งสมาธิ เพราะการสวดมนต์ เหมือนการทำสมาธิอ่อน ค่อยๆดับความว้าวุ่นจิตลง จรรโลงใจสู่พระธรรม อันนำความสงบพื้นฐานมาให้ ก่อนเข้าสมาธินั่นเอง จากนั้น ค่อยจัดเวลาของเรา เพื่อหาโอกาสได้ทำจิตภาวนา ไม่ว่าจะเป็นนั่ง-นอน-ยืน-เดิน ให้ได้ทุกวัน วันละ ๑๕-๖๐ นาทีนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อคราวเกิดมรสุมชีวิต ความทุกข์ถาโถมโหมกระหน่ำดั่งคลื่นซึนามิเข้ามา หากเรามิได้ฝึกจิตไว้ ก็เท่ากับ เสี่ยงต่อการพ่ายแพ้ต่อมัน อาจทำให้จิตวิปลาส หรือ จิตตก อ่อนแอ ยอมแพ้ชีวิต ถึงขั้นคิดสั้น ก็มีให้เห็นอยู่เนืองๆ วิปัสสนาจารย์บางท่าน เช่น อาจารย์โกเอนก้า ถึงขนาดกล่าวชัดเจนแบบฟันธงไปเลยว่า ...
“Nothing is more dangerous than an untrained mind.”
ไม่มีสิ่งใดเลวร้าย (หรืออันตราย) มากยิ่งไปกว่า “จิต” ที่ไม่ได้ฝึก!

               หลวงพ่ออนันต์ อกิญฺจโน แห่งวัดมาบจันทร์ (หนองป่าพง ๗๓) เทศน์สอนผมมา ย้ำนักย้ำหนา จิตที่มิได้ฝึก ก็เหมือน “จิตอนาถา” เป็น จิตที่เร่ร่อน ไร้บ้านช่องอาศัย ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ขาดหลักธรรมนำพาชีวิตนั่นเอง คนที่มีจิตอนาถา (คือจิตที่ยังไม่ได้ฝึก) ลำพังแค่ ปัญหาพื้นฐานในวิถีชีวิต ประจำวันบางประการ อาทิเช่น อยู่กับญาติไม่สะดวกใจ ทะเลาะกับพ่อบ้าง ไม่พอใจลูกเต้าบ้าง อึดอัดไม่มีตังค์ใช้บ้าง น้อยใจเรานี้ด้อยกว่าคนอื่นบ้าง ต่างๆเหล่านี้ ก็มิอาจรับมือได้แล้ว ซ้ำอาจทำอันตรายแก่จิตของตนได้ด้วย, นับประสาอะไรกับยามวิกฤติ ที่อาจเกิดขึ้น จากภัยเศรษฐกิจ การเมือง หรือเดือดร้อนจากวิบัติภัยธรรมชาติ หรือต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ฯลฯ มิทำให้คนดีๆเป็นบ้าไปได้หรือ?

               ก็เพราะ จิตที่ไม่ได้ฝึก จึงกลายเป็นจิตอนาถา อาจพัฒนาความเลวร้ายไปได้ถึงขั้น จิตคิดร้ายต่อผู้อื่นหรือแม้แต่ตัวเอง (โศลกจึงว่า...ใจร้ายเป็นผี) หรือ จิตหลงทาง พาให้วกวนจนเป็นบ้า (ดังโศลกว่า ...ใจวกวนเป็นบ้า)

               เมื่อเห็นสัจธรรม เห็นทุกขสัจ แล้วนั้น จึงเข้าใจว่า การฝึกจิตฝึกใจไว้แต่เนิ่นๆนั้น สำคัญปานใด ไม่ต้องฝึกเพียงในช่วงปีใหม่ แต่ควรฝึกทุกวัน ให้เราระลึกถึงความหาญกล้าของพระพุทธเจ้า คือ พุทธานุสติ, ดั่งโศลกว่า... ใจกล้าเป็นนักรบ รบกับกิเลสมารผจญทั้งหลาย รบกับอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น อันทำให้ตัวกูของกู เกิดขึ้นแน่นหนา ว่านั่นพ่อของกู นั่นลูกของกู เผลอไปยึดมั่น คาดคั้น คาดหวัง จะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องให้ได้อย่างนี้ สารพัดสารเพ สุดหยั่งคะเนได้ ฯลฯ

               ต่อเมื่อ เราชนะ ตัณหา หรือ อุปาทานได้แล้วนั้น, จิตใจจึงเข้าสู่ความสงบ โศลกท่านว่า ใจสงบเป็นพระ และความสงบเย็นนี้ ก็เป็นสิ่งซึ่งท่านเท่านั้น สัมผัสมันได้เอง ผู้อื่นมิอาจรู้ เล่าให้ใครฟังมิอาจเข้าถึงได้ เพราะมันเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ

               เมื่อฝึกฝนทำสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอกระทั่งจิตภาวนา มีการพัฒนาขึ้นสู่การละกิเลสได้มากขึ้น ตัดสังโยชน์ได้ตั้งแต่ ๓ ตัวแรกไปจนกระทั่ง ติดสิ้นทั้ง ๑๐ สังโยชน์แล้วไซร้ ท่านจึงว่าในโศลก ใจเลิก (เลิกยึดมั่นถือมั่น/ เลิกตัวกูของกู) ใจละ (ละกิเลสตัณหา ความอยากทั้งปวง) สละคืน เป็นพระอรหันต์
ฉะนั้น สิ่งใดๆ ล้วนมี 'จิตใจ' เป็นประธานนะครับ เมื่อท่านพบกับสภาพ ปวดหัว, เผชิญทุกข์, เศร้าซึม, ตีอกชกตัว ก็เป็นเพราะจิตท่านอาจอ่อนแอ หรือ จิตบางคนอาจจะเข้าข่ายเป็น จิตอนาถา!ก็ขอให้ย้อนระลึกนึกถึง สิ่งประเสริฐสิ่งนี้ในตัวท่านเอง ก็คือ 'จิต' และจิตดวงนี้เอง ที่ท่านจะต้องพัฒนาให้เกิดทักษะ เกิดกำลัง เป็นสัมมาสมาธิ พร้อมใช้งาน สามารถจัดการปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาในข้างต้น ได้ทุกประการจริงๆ

               สิ้นปีแล้ว สละเวลา ๑๕-๖๐ นาที ในแต่ละวันมาฝึกจิตภาวนากันเถิดครับ แล้วตัวท่านเองจะพบความสุข สงบเย็น เป็นนิพพานน้อยๆ เป็นนิพพานชิมลอง ที่สนองท่านได้ทุกที ทันที ทุกที่ทุกเวลาครับ

"}])