พระเครื่อง

ศิลปะแห่งชีวิต(๑๓)ไม่มีสิ่งใดได้ดั่งใจเรา

ศิลปะแห่งชีวิต(๑๓)ไม่มีสิ่งใดได้ดั่งใจเรา

28 พ.ย. 2555

ศิลปะแห่งชีวิต(๑๓)ไม่มีสิ่งใดได้ดั่งใจเรา : คันฉ่องและโคมฉาย โดยว.วชิรเมธี

              มีโยมคนหนึ่งมาหาอาตมา มีลูกคนเดียวกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีใหม่ขับรถไปฉลองกับเพื่อน แล้วเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนเป็นคนขับ ไม่ตาย แต่ลูกโยมคนนั้นตายคาที่ เธอแค้นนักแค้นหนาพลางกล่าวว่า
 
              “ทำไมคนขับมันไม่ตาย ลูกเรามันไม่อยากไป มันมารับไป มัจจุราชทำไมทำอย่างนี้ ถ้าเจอหน้า โยมชกแน่ๆ เลย”
 
              โยมร้องห่มร้องไห้ เมื่อเผาลูกแล้วก็ไม่ยอมจบ ไม่ยอมเผาศพที่อยู่ในใจ คือความยึดติดถือมั่นในลูกซึ่งถือเป็นอีกศพหนึ่ง ศพแรกคือลูกตัวเอง ตายแล้วถูกเผาแล้ว แต่ศพลูกอีกคน ซึ่งหมายถึงกลุ่มก้อนอุปาทานที่เธอยึดติดถือมั่นเอาไว้ เธอกลับไม่ยอมฌาปนกิจศพข้างใน เธอร้องห่มร้องไห้แทบล้มประดาตายแล้วมาหาอาตมา
 
              อาตมาบอกว่า “โยม คนเรานะ ถึงที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับ เขาทำกรรมมาให้เป็นเหตุอายุสั้นก็ต้องปล่อยเขาไป เขาสร้างเหตุสร้างปัจจัยมาแค่นั้น เมื่อสุดมือสอยก็ปล่อยมันไป อย่างมะม่วงลูกนี้ ในยีนของมัน ถูกออกแบบมาให้เป็นมะม่วง โยมเอาปลูกลงไปแล้ว อยากให้มันเป็นพุทรา พอมันไม่เป็น โยมจะร้องไห้มั้ย หรืออยากจะให้มันเป็นขนุน เป็นแตงโมได้มั้ย”
 
              เธอก็คิดไปคิดมา คิดมาคิดไป แล้วตอบว่า  “ไม่ได้”
 
              อาตมากล่าวต่อว่า “ก็เช่นเดียวกันแหละโยม ก็ลูกโยมตายแล้ว เผาแล้ว จะให้ฟื้นน่ะได้มั้ย”
 
              เธอก็ตอบว่า “ไม่ได้”
 
              มนุษย์เรานั้นมีศักยภาพที่จะปลดทุกข์ได้ แต่โดยมากเราไม่ยอมปลดทุกข์ กลับเอาแต่ร้องไห้ เอาแต่กินเหล้า เอาแต่หมกทุกข์ แต่ไม่ยอมแก้ทุกข์ พอมานั่งทำความเข้าใจกันจริงๆ ก็ตาสว่างได้เหมือนกัน ธรรมะก็ดีอย่างนี้
 
              สุดท้ายอาตมาก็บอกว่า “โยม สุดมือสอยก็ปล่อยมันไปเถอะ โยมแม่อาตมา อาตมารักมาก ท่านยังไปก่อนที่อาตมาจะเรียนจบเลย แม่ของในหลวง พระองค์เป็นพ่อของคนทั้งแผ่นดิน หมอที่ดีที่สุดดูแลท่านอยู่ ก็ยังยื้อไม่ได้ เจ้าชายสิทธัตถะประสูติมาเจ็ดวัน เสด็จแม่ก็ทิวงคต ขนาดเสด็จแม่ของพระพุทธเจ้านะ ยังหนีไม่พ้น แล้วลูกโยม แน่มาจากไหนถึงห้ามไม่ให้ตาย”
 
              สุดท้ายเธอก็ยอมรับ สัจธรรมทั้งห้าประการนี้ โยมต้องเข้าใจว่ามันเป็นเหมือนกฎกติกามารยาทของการเป็นคน ถ้าโยมรู้เท่ารู้ทัน เมื่อความทุกข์หนักหนาสาหัสถั่งโถมเข้ามา โยมก็จะสามารถรับมือได้
 
              สรุปสั้นๆ สุดท้ายนี้ว่า ชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีศิลปะ จะต้องตระหนักรู้ถึงสัจธรรมอย่างน้อย คือ

                 หนึ่ง รู้จักไตรลักษณ์
  สอง รู้จักโลกธรรม
  สาม รู้จักธรรมดาของชีวิต
  และสี่ รู้ว่าเราบรรลุนิพพานได้ในชีวิตนี้

             เมื่อโยมรู้จักหลักการใหญ่สี่ประการนี้แล้ว ชีวิตของโยมจะเป็นชีวิตที่กลมกล่อม ละมุนละไม จะเป็นชีวิตที่งดงามล้ำเลิศได้ เพราะหลักประการใหญ่ทั้ง ๔ ประการ คือ กุศโลบายในการพัฒนาชีวิต ก็คือศิลปะในการขัดเกลาชีวิตนี้ให้ดีงามล้ำเลิศ ประเสริฐสูงสุดนั่นเอง ที่สุดของศิลปะก็คือการดำรงชีวิตอย่างไม่มีทุกข์นั่นเอง

                (ติดตามตอนจบวันพระหน้า )

"}])