
นำธรรมเข้าโรงงาน-ชุมชนของ'ซีพีเอฟ'
นำธรรมเข้าโรงงานและชุมชนโครงการส่งเสริมจริยธรรมองค์การของ'ซีพีเอฟ' : เยือนถิ่นเรือนธรรมโดยพาบุญมา
โครงการ “ส่งเสริมจริยธรรมองค์การ” เป็นโครงการของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา 3 ประโยชน์ที่ว่า กิจการของบริษัทต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน และต่อบริษัท โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังพนักงานและชาวชุมชนรอบข้างโรงงานให้เป็นคนดีมีจริยธรรม ด้วยการนิมนต์พระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมาบรรยายธรรมะ ทั้งนี้ จะให้โรงงานแต่ละแห่งกำหนดวันที่จะฟังธรรม พร้อมกำหนดว่าอยากจะได้พระนักเทศน์ชื่อดังรูปใดไปเทศน์ โดยประสานงานมายังสำนักงานกลาง โดยให้การฟังธรรมเป็นเวลาทำงาน และบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าจ่ายทั้งหมด
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาซีพีเอฟได้เดินสายธรรมะบรรยายไปยังโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ลำพูน โรงงานผลิตอาหารสัตว์พิษณุโลก โรงงานผลิตอาหารสัตว์บางนา กม.๒๑ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บีพี โรงงานสัตว์น้ำหนองแค จ.สระบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านบึง จ.ชลบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำบ้านพรุ โรงงานอาหารสัตว์น้ำและโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์น้ำมหาชัย โรงงานอาหารแปรรูปมีนบุรี โรงงานแปรรูปเนื้อไก่สระบุรี และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่นครราชสีมา เป็นต้น โดยมีเป้าหมายที่จะจัดกิจกรรมให้ครบทุกโรงานปีละ ๓-๔ ครั้ง
กิจกรรมนี้เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้รับฟังธรรมะที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องใกล้ตัว ในรูปแบบของการบรรยายธรรมะ การสนทนาธรรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งในแต่ละครั้งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากไม่เพียงแต่ผู้บริหารและพนักงานของซีพีเอฟเท่านั้น บริษัทยังได้เชิญชวนชาวชุมชนบริเวณรอบโรงงานมาร่วมกิจกรรมด้วยทุกครั้ง ทั้งส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล คณะครูอาจารย์ นักเรียน โดยหน่วยงานต่างๆ สนใจนำคณะเข้าฟังธรรมะ
“คุ้มเกินคุ้ม คุ้มทั้งเงินคุ้มทั้งเวลา” นี่เป็นคำยืนยันของนายชินทัต เวียร์สุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักส่งเสริมจริยธรรมองค์การ พร้อมกับให้เหตุผลด้วยว่า หากเปรียบเทียบระหว่างเชิญวิทยากรมาบรรยาย กับเชิญพระมาเทศน์ ถ้าเป็นวิทยากรเราจะได้ความรู้ด้านเดียว ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งเวลาตั้งเป็นไปตามที่กำหนดเท่านั้น แต่การนิมนต์พระ นอกจากได้ธรรมะแล้ว ท่านยังสอดแทรกการบริหางานเข้าไปด้วย ส่วนเวลาและค่าใช้จ่ายนั้นท่านไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์อะไร ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามศรัทธา เพราะท่านคิดเสมอว่าเป็นหน้าที่”
ทั้งนี้ นายชินทัต ได้ฝากธรรมะไว้อย่างน่าคิดว่า เราคงเคยได้เห็นได้รู้การทุจริตมาหลายรูปแบบ ที่มองเห็นชัดๆ เลย เช่น โกงด้วยวิธีต่างๆนาๆ การโกงการหลอกลวง การประพฤติสำส่อนนอกใจสามีหรือภรรยา การฆ่าทำลายชีวิตทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะเห็นผลสาธารณชนก็จะรับรู้ได้ง่าย การลักขโมยปล้นทรัพย์แม้ทางอินเทอร์เน็ตก็เกิดขึ้นแล้ว คนก็จะรับรู้และระมัดระวังกายทุจริตแบบนี้ ทุจริตทางวาจาอันนี้ยิ่งเห็นผลทันที เช่น ด่าว่าเขา พูดกระแนะกระแหน พูดหยาบคาย พวกเราก็คงมีกันบ้างและได้รับผลจากวจีทุจริตนั้น
แต่ก็ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นและน่ากลัวกว่า นั่นก็คือ ทุจริตทางใจหรือมโนทุจริต ไม่มีใครมองเห็นหรือรู้ได้เพราะเกิดอยู่ในใจคน อันนี้น่ากลัวเพราะวันนี้ยังไม่ทำชั่วเนื่องจากโอกาสไม่อำนวยแต่ในใจคิดชั่วอยากได้ของเขา อยากได้อำนาจของเขา อยากเอาชนะเขา พยาบาทปองร้ายเขายังไม่สบโอกาสก็ดูเรียบๆ เฉยๆ เห็นว่าการทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมเป็นเรื่องธรรมดา อันนี้น่ากลัวมากเพราะไม่รู้ว่าคนใกล้ตัวหรือคนที่เรารู้จักมีมโนทุจริตหรือไม่เห็นว่าการเนรคุณเป็นเรื่องธรรมดา แม้มีมิตรแท้และศัตรูถาวร (เพราะไม่เคยจริงใจกับใคร) เมื่อรู้จักสิ่งที่น่ากลัวทั้ง ๓ นี้แล้วก็พึงระมัดระวังควบคุมตัวเองไม่ให้ทำทุจริตทั้ง ๓ ประการนี้
“ให้ธรรมะชำระกรรม”
สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ สำนักพิมพ์คุณภาพในเครือบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดตัวหนังสือ “ให้ธรรมะชำระกรรม” ผลงานธรรมะของแม่ชีณัฐญาวรรณ เปรมสกุล ที่ตรงกับความปรารถนาให้ผู้คนสนใจธรรมะกันมากขึ้น เพื่อจะได้มีอริยทรัพย์ติดตัวไปในภายหน้า แล้วส่งผลให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงในชาตินี้ หากเราปฏิบัติจริง ไม่ทิ้งธรรมะ ธรรมะจะช่วยเราได้ อีกทั้งเป็นการแนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรมซึ่งเหมาะแก่ผู้เริ่มต้นสนใจปฏิบัติธรรมแต่ยังลังเลใจ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกที่ไหนดี ซึ่งศูนย์วิปัสสนา มูลนิธิโพธิวัณณาที่ก่อตั้งโดยแม่ชีณัฐญาวรรณนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อให้กายและใจที่มีความพร้อมเต็มร้อย ส่งผลให้การปฏิบัติย่อมได้ผลอย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ที่เคยไปปฏิบัติก็จะกลับไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะได้พบหนทางที่ควรกระทำแล้ว
สำหรับจุดเริ่มต้นของชีวิตแม่ชีณัฐญาวรรณมีเหตุให้ต้องดับจิตไปสวรรค์-นรก ๒ ครั้ง เมื่อพบเห็นด้วยตนเองว่านรก สวรรค์ ภพชาติ และ เวรกรรมมีจริง จึงต้องเร่งทำความดี สละทางโลก หันมาทางธรรมด้วยการบวชชี ฝึกปฏิบัติจากครูบาอาจารย์หลายแนว จนในที่สุดก็เลือกแนวสติปัฏฐาน ๔ ทางสายเอกที่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และนำหลักสูตรพัฒนาจิตของคุณแม่สิริ กรินชัย ซึ่งเหมาะสำหรับคนทั่วไปที่เริ่มปฏิบัติมาเปิดอบรม ณ ศูนย์วิปัสสนาโพธิวัณณา ซึ่งแม่ชีเป็นผู้ก่อตั้ง
ด้วยความที่เรื่องราวความเป็นมาของแม่ชีได้ถูกนำมาถ่ายทอดในละครชีวิตจริง ชุด ๘๔๐๐ จึงทำให้เป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น จนกระทั่งได้มาตอบปัญหาและสนทนาธรรมในรายการพลังใจ ที่สถานีโทรทัศน์เฮลท์ พลัส แชนแนล เนื่องจากเห็นถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ผู้ชมเขาหลั่งไหลกันมาปฏิบัติธรรมมากขึ้น และเมื่อแต่ละท่านอยากรู้กรรมของตนเอง ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เห็นเองและแก้ไขด้วยตัวเอง แม่ชีเพียงแต่ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติให้เท่านั้น
“เชื่อไหมว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากมาก เมื่อมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์แล้วกลับทำความชั่วมากกว่าความดี ก็ยิ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย และน่าเสียดายมากขึ้นไปอีกหากเกิดเป็นมนุษย์ได้พบกับพระพุทธศาสนา มีโอกาสทำความดีเพื่อยกตัวเองให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีขึ้น สูงขึ้น แต่กลับไม่ได้ทำอะไร ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามกระแสของกิเลส คนที่ปฏิบัติธรรมจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่ากรรมมีจริงหรือไม่ และควรทำอย่างไรกับกรรมที่เคยก่อไว้ในอดีต เพราะการฝึกวิปัสสนากรรมฐานทำให้รู้จักทุกข์ รู้เท่าทันทุกข์ และมีโอกาสที่จะพ้นทุกข์ได้ การที่จะไปเกิดในภพภูมิใดนั้น มีเหตุมาจากกิเลสตัณหานั่นเองเป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมแล้วจึงเกิดผลและต้องรับวิบากกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ทั้ง 31 ภพภูมิรอเราอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสเลือกได้ เราจะไม่เลือกเชียวหรือ” แม่ชีณัฐญาวรรณกล่าว



