
วอนอย่าสื่อปัญหา'ยะไข่'ผันสู่ประเด็นศาสนา
อย่าสื่อปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ผันไปสู่ประเด็นทางศาสนา : บทความโดยพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก Hansa Dhammahaso
นั่งฟังสื่อทีวีช่องหนึ่งมาหลายวันต่อการนำเสนอประเด็นความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์สองกลุ่ม คือ "โรฮิงญากับพม่าในรัฐยะไข่" เชื้อของความขัดแย้งและความรุนแรงได้เกิดขึ้นมานานพอสมควร และนำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และไร้ที่อยู่เป็นจำนวนมาก ขณะนี้ ยูเอ็นได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรม กรณีความรุน
แรงที่เกิดจากสองชาติพันธุ์นั้น รัฐบาลพม่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกับยูเอ็นเพื่อแก้ปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะห้ามปรามมิให้หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกเข้าไปร่วมมือป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรงตามข้อประท้วงของนักศึกษาและพระสงฆ์บางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่สื่อมวลชนของทีวีช่องดังกล่าว ได้ย้ำอยู่หลายรอบเกี่ยวกับคู่กรณี (Party) ที่กำลังต่อสู้กันว่าเป็น "ชาวมุสลิมโรฮิงญา และชาวพุทธพม่ารัฐยะไข่" การนำเสนอภาพความขัดแย้ง และความรุนแรงโดยเอาภาพ "ศาสนาเป็นตัวนำข่าว" อาจจะบรรลุผลที่ทำให้ภาพข่าวเป็นที่สดุดหูและหวือหวาชวนติดตาม แต่ในระยะยาวแล้ว อาจจะดูไม่คุ้มค่า และเกิดผลในเชิงลบต่อความรู้สึกของกลุ่มคนทั้งสองศาสนานี้ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งการเผ่าหมู่บ้านและศาสนสถานทั้งในบังคลาเทศ และมาเลเซีย
จะเห็นว่า การต่อสู้ของคนสองกลุ่มในแง่หลักเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของสองเผ่าพันธุ์ ระหว่างเผ่าพันธุ์ที่อ้างตัวว่า "เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั่งเดิมคือชาวพม่า" กับ "เผ่าพันธุ์ที่มาใหม่คือชาวโรฮิงญา" แทนที่สื่อมวลชนจะพยายามนำเสนอประเด็นเรื่องเผ่าพันธุ์ หรือชาติพันธุ์เป็นตัวนำ แต่กลับนำประเด็น "ศาสนานำเผ่าพันธุ์" สถานการณ์จึงจะกลายเป็นว่า เป็นการต่อสู้ หรือสงครามระหว่างคนสองศาสนาระหว่างศาสนาอิสลามกับศานาพุทธ จากสภาพความขัดแย้งทั่วโลก ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์นับว่าแก้ได้ยากยิ่งแล้ว แต่เมื่อปัญหาลุกลามไปสู่พื้นที่ทางศาสนาจะยิ่งทำให้การแก้ปัญหาลึก และซับซ้อนลงไปอีก และนับวันจะแก้ยากมากขึ้น
ฉะนั้น การต่อสู้ในลักษณะนี้จึงมีคนบางกลุ่มพยายามจะยกระดับการต่อสู้ไปสู่ดินแดนของศาสนาให้ได้ดังจะเห็นได้จากปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่สุดท้ายแล้ว แม้จะพยายามเพียงใดก็ไม่บรรลุผล เพราะในความเป็นจริงที่ทุกคนรับทราบร่วมกันระหว่างทั้งชาวมุสลิม และชาวพุทธ คือ "การเมืองเรื่องการแย่งชิงดินแดนเป็นปัญหาหลัก" และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องทั้งชาวมุสลิม และชาวพุทธได้สร้างการรับรู้อย่างแจ่มชัดว่า "ไม่ใช่สงครามหรือการต่อสู้ทางศาสนา" แม้ว่าผู้ก่อการจะฆ่าพระสงฆ์จำนวนมากก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถจุดประเด็นสงครามศาสนาขึ้นมาได้
แต่สิ่งที่ผู้สื่อข่าวของทีวีบางช่องพยายามจะนำเสนอข่างการต่อสู้ระหว่างคนสองชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทั้ง "พม่าและโรฮิงญา" ให้เป็นประเด็นการต่อสู้ระหว่างศาสนานั้น ถือว่าเป็นการบ่มเพาะเชื้อ และขยายวงความขัดแย้งทางความเชื่อให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และอาจจะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขของบุคคลกลุ่มต่างๆ ในอนาคตต่อประเด็นนี้ ดังที่ ศ.ดร.เจตนา นาควัชระ เมธีวิจัยอาวุโสได้แสดงข้อกังวลต่อความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมจะเป็นตัวแปรให้เกิดสงครามทางศาสนาได้ ว่า "สงครามศาสนาไม่เคยมีในดินแดนนี้ แต่ระวังถ้าเกิดขึ้นในยุคใหม่จะรุนแรงมาก" (http://www.komchadluek.net/detail/20121030/143541/เมธีวิจัยอาวุโสหวั่นไทยเกิดสงครามศาสนา.html)
การสื่อสารที่ดีนั้น จะต้องเป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิดสันติภาพ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Communication for Peace) อีกทั้งเป็นไปเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่การหาทางออก และร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่การสื่อสื่อสารที่อาจจะบ่มเพาะเชื้อของความเกลียดชัง (Communication for Hate) จนนำไปสู่ความรุนแรงทางกาย และทางใจ เพื่อมุ่งให้เกิดตื่นตาตื่นใจโดยดึงให้คนหันมาสนใจหัวข้อและประเด็นข่าวดังกล่าว สรุปแล้ว เมื่อคนหมู่มากหันมาสนใจ แต่สิ่งที่จะได้แถมกลับไปอาจจะไม่ใช่แค่การรับรู้ หากแต่เป็นการบ่มเพาะเชื้อของความเกลียดชัง และเฝ้ารอเวลาที่จะ "เอาคืน" ในช่วงจังหวะ และเวลาที่เหมาะสมในโอกาสต่อไป อันเป็นการจองเวรซึ่งกันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
.....................
(หมายเหตุ : อย่าสื่อปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ผันไปสู่ประเด็นทางศาสนา : บทความโดยพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก Hansa Dhammahaso)



