
'เมธีวิจัยอาวุโส'หวั่นไทยเกิดสงครามศาสนา
เมธีวิจัยอาวุโส สกว. แนะศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยสำนึกในวัฒนธรรมแห่งการวิจัย ระวังกลายเป็น“นักประวัติศาสตร์กำมะลอ” หวั่นเกิดสงครามศาสนาในถิ่นไทย
ศ. ดร.เจตนา นาควัชระ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมมสัมมนาวิชาการ ๑๐๐ เอกสารสำคัญ: สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย ครั้งที่ ๘ เรื่อง “๗๕๐ ปี ชังรายปุระ ศรีโยนรัฐราชธานี” ซึ่งจัดโดยโครงการวิจัย ๑๐๐ เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ ณ โรงแรมวังคำจังหวัดเชียงราย
โครงการวิจัยดังกล่าวซึ่งมี ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เป็นหัวหน้าโครงการ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ทบทวนความรู้เก่า รวมทั้งเสนอข้อมูลใหม่และผลจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เพื่อความก้าวหน้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เชียงรายโดยเฉพาะ และประวัติศาสตร์ล้านนาในภาพรวม จึงได้จัดการประชุมขึ้นในครั้งสุดท้าย
พร้อมทั้งการทัศนศึกษาแหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่สำคัญในอำเภอเมือง และอำเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญ อีกทั้งเป็นจุดกระจายของกองคาราวานสินค้า มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ และมีแนวโน้มว่าชาวจีนจะอพยพมาตั้งถิ่นฐานแถบนี้ โดยสถานที่ทัศนศึกษาประกอบด้วย วัดพระสิงห์ วัดพระแก้ว เจดีย์วัดป่าสัก พิพิธภัณฑ์อำเภอเชียงแสน วัดป่าสัก วัดเจดีย์หลวง สามเหลี่ยมทองคำ รวมทั้งการเที่ยวชมบริเวณชายแดนไทย-พม่า
ศ. ดร.เจตนา กล่าวว่า การทำวิจัยไม่สามารถทำลายอัตลักษณ์ของบุคคลได้หากแต่ต้องใช้ความสามารถส่วนบุคคลในการทำให้เกิดผลงานที่เป็นแก่นสารร่วมกัน ซึ่ง อ.วินัยได้เรียนรู้จากการทำงานเป็นทีมร่วมกับบุคคลจากหลายสถาบัน และเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่ สกว.พยายามให้เกิดทิศทางการวิจัยเช่นนี้ เพื่อบุกเบิกสิ่งใหม่ ๆ ทั้งเนื้อหาทางวิชาการ และวิธีการทำวิจัย ซึ่งในภายภาคหน้าจะเห็นว่ากลุ่มที่ทำวิจัยเช่นนี้จะมีการบุกเบิกวิธีการทำวิจัยมากเท่ากับเนื้อหา
แต่เดิมเน้นงานวิจัยพื้นฐานเมื่อมีการขยายพรมแดนความรู้และจัดการประชุมต่อเนื่องก็ทำให้เห็นการค้นพบครั้งแรกว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยมีใครใช้มาก่อนหรือนำมาตีความให้เกิดประโยชน์เหมือนกับคณะวิจัยของ อ.วินัย ดังนั้นหากไม่มีการวิจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การวิจัยประยุกต์ก็จะไม่ได้ประสิทธิผล จึงอยากให้ สกว.ทำต่อไป อีกสิ่งที่น่าดีใจคือการได้ร่วมมือกับอาจารย์ระดับมัธยมศึกษา เพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากฐานข้อมูลที่ค้นพบและเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ได้เข้าใกล้ความจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากงานวิจัยนี้
เมธีวิจัยอาวุโส สกว. กล่าวเสริมว่า สาขาหลักดั้งเดิมนั้นมี 3 สาขา คือ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ซึ่งงานที่ อ.วินัยทำจัดเป็นประวัติศาสตร์ แต่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงกับสาขาอื่นได้เพื่อนำไปสู่การศึกษาโบราณคดีไทยทั้งเดิมและของประเทศเพื่อนบ้าน จึงชี้ให้เห็นว่ามีงานที่ต้องทำใหม่อีกมาก และมีทิศทางใหม่ในการทำวิจัย ขณะเดียวกันต้องวิเคราะห์ปรัชญาในเชิงลึก ซึ่งเน้นเรื่องพุทธศึกษา แต่ยังไม่ได้เจาะลึกการค้นพบใหม่เรื่องแนวความคิดของศาสนาอื่นในประเทศไทย
สำหรับบทเรียนที่ทำให้ต้องขบคิดต่อไป คือ “ความแตกแยก” ที่ไม่น่าเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างในทางความคิด นัยสำคัญที่สกัดจากงานวิจัย คือ ลายลักษณ์วัฒนธรรมของไทยแข็งแกร่งมากกว่ามุขปาฐะ แค่เพียงหลักฐานที่มีอยู่ก็ทำให้รู้ว่ายังมีอะไรอีกมากให้ศึกษา เรื่องนี้เป็นความแข็งแกร่งที่เราอาจมองข้าม เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากและต้องตอกย้ำให้มาก อีกเรื่องคือการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ เพราะปัจจุบันเรียนรู้เพื่อธุรกิจและการสื่อสารในชีวิต ไม่ได้เรียนเพื่อให้สามารถพัฒนาตนเพื่ออ่านเอกสารย้อนหลังได้ การเรียนภาษาของประเทศอาเซียนเป็นเรื่องความฝัน เราต้องมองจากรากฐานความเป็นจริง ดังนั้นการเรียนภาษาต่างประเทศเพื่อทำวิจัยไม่ใช่เรื่องง่าย
“เรากำลังตีความข้อมูลประวัติศาสตร์จากข้อมูลปัจจุบัน ไม่พยายามเข้าใจว่าคนเขียนประวัติศาสตร์นั้นคิดอย่างไร ทำให้ไม่สามารถตีความได้ ถ้าไม่เข้าใจทั้งสองโลกจะเป็น “นักประวัติศาสตร์กำมะลอ” สิ่งที่กำลังชวนให้หลงทางคือการยึดทฤษฎีรัฐศาสตร์และการเมืองตะวันตก โดยไม่ดูว่าสามารถอธิบายปรากฏการณ์ของไทยได้หรือไม่ จึงจำเป็นต้องผนวกความเข้าใจจากจุดเริ่มต้นถึงปลายทางให้ได้”
ทั้งนี้มีหนทางอื่นที่พูดกันรู้เรื่องโดยไม่ต้องทำสงคราม ชนชั้นนำพยายามพูดจากัน อะไรเป็นตัวกำกับ ความสำนึกในเรื่องความยุติธรรม หรือธรรมต้องเป็นตัวกำกับ ความเชื่อเรื่องบารมีขณะนี้มีสิ่งใหม่เข้ามาทดแทนเป็นอำนาจเงินตราที่ทำให้เกิดอำนาจทางการเมืองได้ การติดต่อสื่อสารด้วยสื่อสมัยใหม่ในระบบทุนนิยมสามารถเปลี่ยนโลกได้ โลกอันตรายถ้าคิดว่า “เงิน” คือสิ่งที่ซื้อได้แม้แต่ประเทศ
ความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมมีมานานแล้ว เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่ง อ.วินัยพยายามชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ อีกสิ่งที่สำคัญคือ กิจการต่างประเทศ ที่กล่าวว่า “ประตูบ้านเราเปิดเสมอแต่บ้านยังเป็นของเรา” แต่ขณะนี้ไม่แน่แล้ว
อีกเรื่องคือสงครามศาสนาไม่เคยมีในดินแดนนี้ แต่ระวังถ้าเกิดขึ้นในยุคใหม่จะรุนแรงมาก
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเองในกระแสของประวัติศาสตร์ไทย ส่วนหนึ่งมาจากผู้นำซึ่งมีปัญญาและมีธรรมะ เช่น จารึกวัดโพธิ์ในรัชกาลที่ ๓ แสดงให้เห็นความหวงวิชาของคนสมัยก่อนที่นำมาวางไว้ตรงกลางเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนที่อ่านออกเขียนได้นำไปใช้ได้ เป็นการศึกษาที่ชี้ชวนให้คนเรียนรู้ ทำอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์มาจากประชาชนที่รวมตัวกันไม่ใช่แต่เพียงผู้นำ ต้องนำประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์ผนวกกับความต้องการของปัจจุบัน
ในตอนท้าย ศ. ดร.เจตนาสรุปว่า กลไกที่ทำให้ความรู้ใหม่ซึ่งได้มานั้นเกิดมรรคผลกับประชาชนและสังคม มีปัจจัยสองประการที่นำความรู้นั้นมาทำให้เกิดภูมิปัญญาได้ คือ “การศึกษา” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด รวมทั้ง “ความสำนึกในวัฒนธรรมแห่งการวิจัย” ไม่เชื่อทั้งหมดว่าเป็นความจริง ต้องตรวจสอบกับหลักฐานอื่น ๆ และใช้เหตุผลในการพิจารณาไตร่ตรอง เราจึงต้องเพิ่มสองมิตินี้ในระบบการศึกษาไทย สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าไปเหมาตามคนตะวันตก ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตามอย่างนักวิชาการมหาวิทยาลัยคอร์แนล แต่คนในภูมิภาคนี้มีการติดต่อสื่อสารเรียนรู้กันมานานแล้ว ถ้าจะทำให้การศึกษามีรากที่ลึกลงไปจะต้องเติมด้วยมิติของประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมการศึกษาที่มีอยู่แล้ว และมองไปข้างหน้าด้วยความหวังเพราะ “เราอยู่ในยุคที่สังคโลกไม่แตกแล้ว”
..................
(หมายเหตุ : ที่มาเฟซบุ๊ก สกว.)



