พระเครื่อง

ศิลปะแห่งชีวิต(๖)เหนือความรัก

ศิลปะแห่งชีวิต(๖)เหนือความรัก

08 ต.ค. 2555

ศิลปะแห่งชีวิต(๖)เหนือความรัก : คันฉ่องและโคมฉาย โดยพระว.วชิรเมธี

              อาตมามีลูกศิษย์คนหนึ่งรักหมามาก เอาหมาเป็นลูก นอนกับหมา กินกับหมา ดูทีวีกับหมา ไปดูหนังกับหมา ขึ้นเครื่องบินกับหมา ไปดูคอนเสิร์ตก็เอาหมาไปด้วย มากราบอาตมาก็เอาหมามาด้วย วันหนึ่งหมาตาย โทรศัพท์มาหาอาตมา
   
              “พระอาจารย์ เขาไปแล้ว โยมเสียใจกินข้าวไม่ลง มันเดินแทบไม่ออกเลย เหมือนลูกเรา พระอาจารย์รู้สึกยังไงบ้าง ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้ พระอาจารย์จะทำอย่างไร”
   
              เขาทุกข์อยู่แล้ว กำลังหาเพื่อนทุกข์ อาตมาก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไร เขาก็ต่อว่า
   
              “เอ้า พระอาจารย์พูดอย่างนี้ได้ไง พูดงี้หมายความว่ายังไง พระอาจารย์ไม่มีหัวใจเหรอ ถ้าพูดอย่างนี้โยมไม่ศรัทธาแล้วนะ”
   
              อาตมาก็บอกว่า “อ้าว ทำไมโยมพูดอย่างนี้ล่ะ”
   
              “ก็โยมทุกข์อยู่เนี่ย แล้วพระอาจารย์ไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลยเหรอ”
   
              คือเขากำลังหาเพื่อนทุกข์ อาตมาบอกว่า
   
              “อาตมาจะไปรู้สึกอะไรล่ะ ก็หมามันของไม่เที่ยงน่ะ รู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้าโยมรักมัน เดี๋ยวโยมก็เสียมัน พระพุทธเจ้าบอกแล้วว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ถ้าไม่อยากมีทุกข์เพราะความรัก ก็อย่ารัก ไม่งั้นก็อยู่เหนือความรัก แต่ถ้ารักแล้วจะไม่ให้ทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้ ที่ใดมีกอด ที่นั่นมีกัด
   
              มีกุหลาบ แล้วโยมจะไม่เอาหนามได้มั้ยล่ะ
   
              มีไฟแล้วโยมจะไม่เอาควันได้มั้ยล่ะ
   
              ออกแดดแล้วโยมจะไม่เอาเงาได้มั้ยล่ะ
   
              ของพวกนี้เขามาด้วยกัน พอได้ลาภแล้วโยมจะไม่ให้เสื่อมลาภได้มั้ยล่ะ แต่มนุษย์ส่วนมากไม่คิดอย่างนี้หรอก โยมไปจับหัวงู แล้วโยมจะปฏิเสธหางงูได้อย่างไร โยมจับหางงู แล้วโยมจะไม่เอาหัวงู บอกว่าหังงูมีพิษ ฉันจะเอาแต่หางมัน ไม่ได้นะ ของอย่างนี้เขามาด้วยกัน ฉะนั้นถ้าเราได้ลาภ คือได้สิ่งดีงามล้ำเลิศไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราได้แล้วจะทำให้เรารู้สึกชื่นชมรมสุขกับมัน อันนั้นเขาเรียกลาภ
   
              ถ้าโยมได้มาขอให้รู้ว่า วันหนึ่งโยมจะเสียไป ถ้าเราไม่เสียมัน มันก็จะพลัดพรากจากเราไป อันนี้เป็นธรรมดา ได้ลาภ จะเสื่อมลาภ รู้ทันไว้ ทันทีที่ความเกิดเกิดขึ้นกับเรา ความแก่เขาก็แถมมาในนั้น อย่างนี้ให้เข้าใจนะ ถ้าเข้าใจเรื่องอย่างนี้แล้วโยมจะเบาลงไปเยอะเลย
   
              บางคนพอเกิดมาแล้ว พอเริ่มแก่ ก็โกรธความแก่ บ่นว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ไม่เห็นเขาแก่เลย แล้วทำไมฉันผมหงอกล่ะ โกรธตัวเอง นี่คือไม่เข้าใจ ว่าได้ลาภแล้ว เสื่อมลาภก็ตามมาตรงนั้นแหละ
   
              โยมหยิบหรือว่าโยมดึงต้นไม้เล็กๆ ขึ้นมาสักต้นหนึ่ง โยมดึงที่ปลายมัน สาวมันขึ้นมา โคนมันขึ้นมามั้ย มีโคนก็มีปลาย มีปลายก็มีโคน
   
              ได้ลาภคู่กับเสื่อมลาภ ฉะนั้นเมื่อท่านได้ลาภ ท่านอย่าไปรังเกียจความเสื่อมลาภ เขามาแน่ มาช้ามาเร็วอีกเรื่องหนึ่ง

    (ติดตามตอนต่อไปวันพระหน้า)    

"}])