พระเครื่อง

ชั่วโมงเซียน-พระเหนียวในอดีต

ชั่วโมงเซียน-พระเหนียวในอดีต

25 พ.ค. 2552

พุทธคุณของพระเครื่อง นั้น เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมากในอดีต แต่เนื่องด้วยปัจจุบันนี้ เรียกกันว่าเป็นยุคดิจิตอล ซึ่งกลุ่มคนสะสมพระเครื่องยุคใหม่ มักมองเรื่องพุทธคุณของพระเครื่องเป็นเรื่องรองจากความงดงาม และ ค่านิยมตามกระแสของพระเครื่อง จนอาจลืมเลือนเสียไ

 จวบจนมีเหตุการณ์ที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกลอบยิงด้วยลูกปืนนานาชนิด ห่ากระสุนนับร้อยนัด แต่ก็ไม่สามารถเอาชีวิตนายสนธิได้

 จึงเกิดคำถามตามมามากมาย จนตอบไม่ทัน และไม่รู้จริงว่า "ในวันนั้นนายสนธิแขวนพระอะไร?"

 หลายต่อหลายท่าน ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “เป็นเรื่องของคุณพระช่วย” ทั้งๆ ที่อาจเป็นเรื่องของความบังเอิญก็ย่อมเป็นไปได้

  แต่ในอดีตนั้น เรื่องราวของปาฏิหาริย์ความคงกระพัน ที่เกิดขึ้นกับผู้อาราธนาพระขึ้นคอนั้น เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน พระเรื่องหลายๆ อย่างถูกกล่าวขานถึงความเป็นสุดยอดทางด้านคงกระพันชาตรี

 พระเครื่องส่วนใหญ่ที่ถูกล่าวถึง มักเป็นพระกรุ  แน่นอนที่สุดว่า นักเลงพระยุคก่อน ย่อมรู้ว่า มีพระอะไรบ้าง แต่นักเล่นพระยุคใหม่ รวมทั้งผู้ที่สนใจศึกษาสะสมพระเครื่องจะมีสักกี่คน ที่จะรู้ว่า “สุดยอดพระเครื่องที่ขึ้นชื่อเรื่องความคงกระพันชาตรี มีอะไรบ้าง?”

 ในฉบับนี้ จึงอยากเขียนถึง สุดยอดพระเครื่องที่มีพุทธคุณโดดเด่นเรื่องความคงกระพันชาตรี หรือ พระเหนียว ซึ่งมีประสบการณ์ที่ชัดเจน

 สุดยอดพระเหนียวองค์แรก ต้องยกให้ พระท่ากระดาน จ.กาญจนบุรี ฺเป็นพระเครื่องประทับนั่งแบบมารวิชัย รูปแบบนูนสูงครึ่งซีก ด้านหลังแบนเรียบ หนา แบน ฐานสำเภา

 สถานที่พบครั้งแรกจากกรุถ้ำลั่นทม ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ประมาณ ๗๐ กิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำแควใหญ่ มิได้อยู่ในเขตตำบลท่ากระดาน

 และต่อมาก็พบพระท่ากระดานเป็นจำนวนมาก ในเมืองท่ากระดาน เมืองศรีสวัสดิ์ และเมืองกาญจนบุรีเก่าในยุคนั้น กระทั่ง พ.ศ.๒๕๓๗ ก็ยังมีการพบที่ตำบลลาดหญ้า ใกล้ๆ กับ ค่ายทหารกองพลที่ ๙

 ทั้งนี้ พระท่ากระดานเป็นหนึ่งในพระเครื่องชั้นนำ ที่ถูกกล่าวขานของนักเลงพระในอดีต และเซียนพระในปัจจุบันว่า แคล้วคลาด คงกระพัน ถึงกระทั่งมีผู้กล่าวขานกันว่า พระท่ากระดาน คือ "ขุนศึกแห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง"

 ส่วนชื่อที่เรียกติดปากกกันว่า "เกศคด ตาแดง" นั้น  เดิมทีในการสร้างพระท่ากระดาน เกศตรงทุกองค์ ก่อนนำลงบรรจุกรุ ด้วยเหตุที่ถูกฝังอยู่ในกรุเป็นเวลานาน ทำให้เกศปิดงอไปมา จึงเรียกกันว่า "เกศคด"

 และที่เรียกว่า "ตาแดง" นั้น บริเวณหน้าตาขององค์พระนั้นเป็นส่วนนูน จึงถูกสัมผัสมากกว่าจุดอื่น ทำให้เกิดผิวสนิมแดงมากกว่าจุดอื่น จึงทำให้เห็นเป็นตาสีแดงเด่นชัด มากกว่าจุดอื่นๆ นั่นเอง

 องค์ถัดมาต้องยกให้ พระมเหศวร เป็นพระที่มีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น และมีความโด่งดังมากของ จ.สุพรรณบุรี ถูกค้นพบร่วมกับ พระผงสุพรรณ ที่ถูกบรรจุไว้ในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นพระเครื่องเนื้อชินเงินผิวสนิมสีดำ เป็นพระสองหน้าประกบกัน และที่สำคัญทั้งสองหน้าที่ประกบกันแบบกลับหัว เป็นเหตุให้นักเลงพระยุคนั้นเรียกว่า "พระสวน" ซึ่งเป็นการเรียกตามพุทธลักษณะของพระ

 จนเมื่อพระสวนนี้ปรากฏพุทธคุณด้านแคล้วคลาดคงกระพันอย่างโดดเด่น ถึงกับทำให้จอมโจรชื่อดังท่านหนึ่งนำชื่อ พระมเหศวร นี้มาใช้เป็นชื่อ "จอมโจรมเหศวร" เพื่อความยิ่งใหญ่คงกระพัน ซึ่งคำว่า "มเหศวร" นี้ปรากฏในชื่อพระเครื่องมาเนิ่นนาน

 องค์ที่ ๓ คือ พระพิจิตร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิจิตร เป็นวัดหลวงของเมืองเก่าพิจิตร อยู่ในบริเวณพระราชวังโบราณ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ พระพิจิตร ที่มีชื่อเสียง และที่โด่งดังมาก คือ พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า และจัดได้ว่า เป็นพระเครื่องที่มีความนิยมสูงสุด

 พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า เป็นพระที่สร้างด้วยเนื้อชินเงิน  ทั้งนี้ในตำนานมีความเชื่อกันว่า พระพิจิตรมีส่วนผสมของ เหล็กน้ำพี้ อยู่ทุกองค์

 สังเกตได้ว่า พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า ที่เป็นพระแท้ทุกองค์ แม้ว่าจะสร้างจากเนื้อผงสีดำทุกองค์ ก็ยังจะใช้แม่เหล็กดูดให้หมุนไปตามแรงแม่เหล็กได้ แสดงให้เห็นว่า ต้องมีส่วนผสมที่เป็นโลหะ หรือ เหล็กผสมอยู่ในพระพิจิตรทุกๆ องค์ อย่างแน่นอน

 พระที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ นอกจากพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า และพระพิจิตรเม็ดน้อยหน่าแล้ว ยังพบอีกหลายพิมพ์ทรง เช่น พระพิจิตรหน้าวัง พระพิจิตรนาคปรก พระพิจิตรผงดำ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นพระที่มีพุทธคุณเด่นด้านคงกระพันชาตรีมาแต่โบราณ

 เพราะในอดีตนั้น เมืองพิจิตรเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ  พระจากเมืองนี้ จึงเน้นมากด้านงกระพันชาตรี แม้กระทั่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ยังทรงนำพระเครื่องของเมือพิจิตรติดพระองค์เวลาออกศึก โดยได้ติดไว้ที่พระมาลา จากหลักฐานที่สมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว ที่ประพันธ์ไว้ใน "ลิลิตตะเลงพ่าย" นั่นเอง

 องค์ที่ ๔ คือ พระโคนสมอ เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผา และเนื้อชิน มีทั้งประทับนั่ง ประทับยืน หรือ ไสยาสน์ รวมทั้งอีกหลายๆ ปาง ประทับอยู่ในซุ้มเรือแก้ว ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ต่อเนื่องรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 เหตุที่ได้ชื่อนี้ เนื่องจากได้มีการพบพระเครื่องส่วนหนึ่ง กองอยู่โคนต้นสมอ ในบริเวณพระราชวังบวร หรือที่เรียกกันว่า “วังหน้า” เป็นจำนวนมาก

 นักเลงพระยุคก่อนกล่าวไว้ว่า พระชุดนี้นำออกมาจากเพดานในวังหน้าจำนวนมากถึง ๑๓ ปี๊บ จึงได้ชื่อว่า “พระโคนสมอ”
 และในกาลต่อมา ยังพบพระโคนสมอที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ อีกหลายวัด

 พระโคนสมอ ไม่ว่าจะเป็นพระเนื้อใด ต่างก็มีประสบการณ์เป็นที่กล่าวขานด้านคงกระพันชาตรี ชนิดที่เรียกว่า “ลองได้”
 ที่สำคัญ คือ เป็นพระดีราคาไม่แพง จึงมีคำกล่าวอีกคำว่า “พระโคนสมอดีเสมอ”

และองค์สุดท้าย ที่จะเขียนถึง คือ พระหลวงพ่อโต จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระประทับนั่งปางมารวิชัย และปางสมาธิ มีซุ้มโค้งอยู่ด้านข้าง พบมากที่กรุวัดบางกระทิง จนเป็นที่ติดปากว่า “หลวงพ่อโต บางกระทิง”   นอกจากนี้ ยังมีพระหลวงพ่อโตจากกรุอื่นๆ และจังหวัดอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งมีการพบทั้งเนื้อดินและเนื้อชิน

ทั้งนี้ เป็นพระที่สร้างในรูปแบบอิทธิพลของศิลปะอยุธยายุคต้น องค์พระล่ำสัน พระพักตร์โต ขนาดองค์พระค่อนข้างเขื่อง จึงเรียกกันติดปากว่า “หลวงพ่อโต”

เนื่องจากพระที่พบ มีปริมาณค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ราคาไม่สูงมาก แต่คุ้มค่าที่สุดในด้านพุทธคุณแน่นอน จนเป็นที่นิยมของนักเลงพระยุคก่อน ที่นิยมพกพระหลวงพ่อโต ไปปะทะกับคู่อริได้อย่างไร้กังวล

จนมีวลีติดปากของคนรุ่นเก่าว่า “หลวงพ่อโต คงกระบอง” ซึ่งหมายความว่า กระบอง คมแฝก ทำอะไรกับผู้ที่มีพระหลวงพ่อโตไม่ได้นั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีพระเครื่องที่มีชื่อเสียงด้านคงกระพันมากมาย เช่น พระหูยาน ลพบุรี พระคง ลำพูน พระวัดตระไกร พระสรรค์ ชัยนาท พระกริ่งคลองตะเคียน พระท่ามะปรางค์ เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้ อาจทำให้ท่านผู้อ่าน ที่หวังพุทธคุณพระไว้คุ้มครองตนเอง เผื่อจะไปเกิด ปะ ฉะ ดะ กับใครเขา จะได้ลองหามาไว้ในครอบครองใช้ดูบ้าง นอกจากจะเป็นเพียงวัตถุโบราณเก่าๆ เพียงอย่างเดียว

เต้ สระบุรี

"}])