พระเครื่อง

สกอ.หวัง'มจร'เน้นศึกษาบูรณาการศาสตร์ใหม่

สกอ.หวัง'มจร'เน้นศึกษาบูรณาการศาสตร์ใหม่

16 ก.ย. 2555

สกอ.ประเมิน "มจร" ผ่านในระดับดี หวังให้มุ่งจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม พร้อมรองรับประชาคมอาเซียน ขณะที่อธิการบดี"มจร" ยันมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลกอย่างยั่งยืน

             ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ ที่ผ่านมา คณะผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน (สกอ.) นำโดยรศ.ดร.วิเชียร ชิวพิมาย รองอธิการฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ประธานกรรมการ รศ.พีระวุฒิ สุวรรณจันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเจ้าฯ ลาดกระบัง ผศ.ดร.ตวงรักษ์ นันทวิสารกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผศ.ดร.โกนิฎฐ์ ศรีทอง หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ และอาจารย์ไฉไลฤดี ยุวนะศิริ อาจารย์ประจำวิทยาเขตเชียงใหม่


              ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและประเมินคุณภาพการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๔  สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต. ลำไทร อ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระธรรมโกศาจารย์, ศ.ดร. อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ให้การต้อนรับ โดยคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาได้ประเมินผลให้มหาจุฬาฯผ่านการตรวจประเมิน โดยการตรวจทุกองค์ประกอบอยู่ใน“ระดับดี” ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย “๓.๗๑”


              ในโอากาสนี้รศ.ดร.วิเชียร ได้แสดงความเห็นว่า  มหาจุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยที่มีบทบาทที่โดดเด่นต่อการเสริมสร้าง และพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมแก่สังคมไทย  เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ใช้แนวทางดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ที่ประสงค์จะเน้นจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม


              รศ.ดร.วิเชียร กล่าวต่อว่า กรรมการทุกท่านเห็นตรงกันว่า แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะเผชิญหน้ากับมหาอุทกภัยอย่างหนักในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่มหาจุฬาฯได้เร่งฟื้นฟูโครงการพื้นฐาน ทั้งการปรับภูมิทัศน์และอาคารต่างๆ ได้อย่างร่มรื่น สวยงาม และเอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างรวดเร็ว ตัวแปรสำคัญประการหนึ่งคือ บารมีของผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย จึงเป็นแรงผลักดันสังคมไทยได้เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง

             
              “ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์เป็นผู้นําที่ดี มีธรรมาภิบาล รับผิดชอบและดูแลบุคลากร ภายในองค์กรเป็นอย่างดี อีกทั้งมีความชัดเจนในการใช้ศาสตร์เชิงพุทธเพื่อการพัฒนาทั้งภายในประเทศและสู่ความเป็นนานาชาติ ถึงกระนั้นในขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นั้น มหาวิทยาลัยควรจัดทำยุทธศาสตร์ตามบริบทของมหาวิทยาลัย และวิทยาเขต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับนิสิตที่เข้ามารับบริการด้านการศึกษาในทุกๆ ด้าน” รศ.ดร.วิเชียรกล่าวเพิ่ม

              นอกจากนี้ ผศ.ดร.ตวงรักษ์ นันทวิสารกุล ได้กล่าวเสริมว่า การก้าวเข้าสู่ประคมอาเซียนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้สถาบันภาษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของนิสิตทุกระดับ รวมไปถึงพัฒนาศักยภาพการใช้ภาษาของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และใช้งานได้จริงในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการยกระดับของมหาวิทยาลัยซึ่งมีความโดดเด่นในแง่ของการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติอยู่แล้ว

              ขณะที่พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้นำผลการประเมินดังกล่าวมาพัฒนามหาวิทยาลัยทั้ง ๔ พันธกิจ คือ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม จะเห็นว่าตั้งแต่มหาวิทยาลัยได้เริ่มพัฒนาในเชิงกายภาพตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ได้นำทุนทางสังคม (Social Capital) เข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นจำนวนมาก
 
              “นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปมหาวิทยาลัยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องก้าวไปสู่การพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้มีความสามารถในการบริหาร และพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลกอย่างยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือคือการประกันคุณภาพเข้ามาช่วยเป็นกระจกเพื่อสะท้อนภาพรวมในการบริหารซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวและว่า

              จึงขออนุโมทนาขอบคุณคณะกรรมการที่ตรวจประเมินคุณภาพทุกคน ที่ได้ช่วยเป็นกัลยาณมิตรชี้ให้เห็นจุดเด่น จุดด้อย และจุดที่ควรพัฒนา ซึ่งมหาวิทยาลัยจะได้นำแนวทางดังกล่าวไปศึกษา วิเคราะห์ และวางแผนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไป ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้สอดรับกับเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

              “อย่างไรก็ตาม จากผลของการประเมินนั้น เห็นได้ชัดว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องปรับแผนพัฒนาเพื่อนำการบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งได้คะแนนผลการประเมินดีมาก มาเป็นกรอบในการบูรณาการในการช่วยสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนานิสิต และการวิจัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น” พระธรรมโกศาจารย์กล่าวย้ำกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย

 

 

 

"}])