พระเครื่อง

'ณรงค์พร ณ พัทลุง'แขวนพ่อทวดดวลโจรใต้

'ณรงค์พร ณ พัทลุง'แขวนพ่อทวดดวลโจรใต้

08 ก.ย. 2555

'ณรงค์พร ณ พัทลุง'แขวนหลวงพ่อทวดไปดวลปืนโจรใต้ : สรณะคนดังเรื่อง/ภาพ โดยสุพิชฌาย์ รัตนะ ศูนย์ข่าวภาคใต้

              ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากพื้นที่ใดปรากฏเหตุรุนแรง เป็นข่าวบนหน้าสื่อจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ณ จุดนั้นมักจะถูกประทับตราให้เป็น “พื้นที่สีแดง” ในความรู้สึกของหน่วยความมั่นคง หรือชาวบ้านไปโดยปริยาย และหนึ่งในผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง ที่ผ่านประสบการณ์ทำงานในพื้นที่สีแดงอันร้อยระอุ ด้วยอุณหภูมิความรุนแรง และยังเผชิญหน้าเหตุการณ์เสี่ยง ชนิดต้องเปิดฉากสู้ตายกับคนร้ายที่บุกราดยิงสถานที่ราชการในดินแดนปลายด้ามขวานมาแล้ว คือ นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
 
              เมื่อ ๒๘ ตุลาตม ๒๕๔๖ นายณรงค์พร ก้าวขึ้นเป็นนายอำเภอคนแรกของ อำเภอกรงปินัง ในเวลาต่อมา ด้วยวัย ๔๖ ปี ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถูกฝ่ายความมั่นคงขีดเส้นใต้ด้วยสีแดง ตั้งปัญหาความไม่สงบเริ่มต้นที่สำคัญยังมี “อุซตาสโซ๊ะ” แกนนำขบวนการคนสำคัญเคลื่อนไหวอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสามารถสกัดกั้นเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือ การแจ้งข่าว และป้องกันเหตุกลุ่มคนร้ายบุกเข้าปล้นปืนกว่า ๒๐๐ กระบอก ณ ที่ว่าการอำเภอกรงปินัง เพื่อจะนำไปก่อเหตุใหญ่ในเหตุการณ์นองเลือด เมื่อ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ได้อย่างน่าชมเชย 
 
              นายณรงค์พร เล่าว่า ทุกวินาทีที่รับราชการในพื้นที่กรงปินัง เรียกได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวสถานการณ์ในพื้นที่ร้อนแรงมาก โดยเฉพาะคนร้ายอุกอาจถึงขนาดลอบยิงบ้านพักข้าราชการ โจมตี สภ.อ กรงปินัง และฐานปฏิบัติการทหาร ซึ่งยังจำได้ติดตาว่า กลุ่มผู้หลงผิด ล้อมและกราดยิงใส่สถานที่ราชการเป็นระยะๆ โดยเจ้าหน้าที่พยายามเปิดฉากตอบโต้ แต่ด้วยกำลังพลของฝ่ายราชการที่น้อยกว่า ถูกฝ่ายตรงข้ามกระหน่ำกระสุนมาอย่างต่อเนื่อง
 
              กำลังพลเวลานั้นมีอยู่ชนิดนับนิ้วได้ แต่ฝ่ายตรงข้ามที่จู่โจมเข้ามามีประมาณ ๒๐-๓๐ ชีวิต เจ้าหน้าที่ทุกคนพยายามสู้ เพื่อไม่ให้คนร้ายบุกเข้ามายังสถานที่ราชการได้ ซึ่งในที่สุดก็สำเร็จ เมื่อคนร้ายเห็นกำลังเสริมเข้ามาช่วย ผู้ก่อเหตุจึงล่าถอยปล่อยทิ้งไว้แต่ความเสียหาย
 
              “เราพยายามยันสถานการณ์เอาไว้ โดยการใช้กลยุทธต่างๆ เท่าที่ทำได้ เพื่อประวิงเวลาให้หน่วยเหนือเข้ามาช่วย ซึ่งยอมรับว่า นาทีนั้นสู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย เพราะกระสุนมาเหมือนห่าฝน จึงตัดสินดวลปืนกันสนั่น ซึ่งพยายามยื้อสถานการณ์สุดชีวิต เพื่อรอกำลังเสริม โดยในใจคิดเพียงว่า หากยังไม่ถึงฆาตขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง อย่าให้ลูกแพ้ภัยคนคิดร้ายต่อแผ่นดิน” นายณรงค์พร เล่าอย่างตื่นเต้นราวกับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่งผ่านพ้น
 
              อย่างไรก็ตาม การเป็นนายอำเภอกรงปินัง นายณรงค์พร ถือว่า เป็นหนึ่งในข้าราชการไม่กี่คนในพื้นที่ขณะนั้น ที่เป็นชาวพุทธ เพราะอำเภอกรงปินังถือว่า เป็นชุมชนมุสลิมร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งเดียวที่นายณรงค์พรยึดถือคือ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ซึ่งขณะต่อสู้จะระลึกถึงท่าน และขอบารมีให้คุ้มครองตลอดเวลา
 
              ตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติราชการในพื้นที่ อำเภอกรงปินัง ๔ ปีเต็ม มีพระเครื่อง ๔ องค์ ที่จะพกติดตัวเสมอ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ คือ ๑. หลวงพ่อทวด รุ่นกริ่งบัวรอบ ๒. หลวงพ่อทวด หลังเตารีด ๓. หลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่ไหล่จุด ปี ๒๔๙๗ และ ๔. พระเม็ดกระดุมศรีวิชัย
 
              “พระหลวงพ่อทวด คือ เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่คนใต้รู้จักและเชื่อมั่นในพุทธคุณและบารมีในเรื่องของความปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตรายมากที่สุด ดังนั้นจึงอาราธานาติดตัวชนิดไม่เคยห่างกายแม้แต่วินาทีเดียว เพราะในสนาม ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หากประมาทอาจพลาดท่าถึงชีวิตได้ภายในเสี้ยวอึดใจเดียว" นี่เป็นเหตุผลของนายณรงค์พร
 
              นอกจากนี้ พระหลวงพ่อทวดชุดนี้ ยังช่วยให้แคล้วคลาดจากการเหตุการณ์คนร้ายลอบซุ่มโจมตีอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ได้นั่นคือ “สิ่งดลใจ” ให้เปลี่ยนแผน เปลี่ยนเส้นทาง เปลี่ยนกำหนดการในการเข้าพื้นที่เป้าหมาย จนรอดพ้นจากกระสุนปืน และแรงระเบิดมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
  
              “พระชุดนี้มีประสบการณ์กับผมมาอย่างโชกโชน เพราะความรุนแรงในพื้นที่ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ แต่มันมีก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะ ๒ ปีก่อน วันเสียงปืนแตกในเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็ง ซึ่งผมเผชิญกับคนร้ายมาหลายครั้งหลายคราว กระทั่งสถานการณ์ปะทุหนักยิ่งขึ้น แม้ผมจะย้ายออกมาจากกรงปินังแล้ว แต่วันนี้ชีวิตก็ยังเกี่ยวพันกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ เพราะอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา  คือหนึ่งในสี่อำเภอที่มีรอยต่อกับชายแดนภาคใต้ และเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ดังนั้น ผมจึงยังแขวนพระชุดนี้ไม่เคยห่างกาย” นายณรงค์พร กล่าว
 
              โดยที่มาของพระเครื่องทั้ง ๓ องค์นี้ นายณรงค์พร บอกว่า หลวงพ่อทวด รุ่นกริ่งบัวรอบ ได้มาจาก นายสมศักดิ์ วาณิชสุวรรณ หรือ "โกหมิ่น หาดใหญ่" หลวงพ่อทวด เนื้อว่าน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ พิมพ์ใหญ่ไหล่จุด ได้มาจาก ดร.ไมตรี บุญสูง ส่วนหลวงพ่อทวด หลังเตารีด และพระกระดุมศรีวิชัย เป็นมรดกของพ่อ ที่มอบให้ตั้งแต่รับราชการ
 
              นอกจากจะยึดหลวงพ่อทวดเป็นสรณะแล้ว นายอำเภอณรงค์พรยังถือว่า เป็นนักสะสมพระหลวงพ่อทวดตัวยงอีกด้วย เนื่องจากมีบ้านติดกับสนามพระ และมักจะเดินเข้าไปขอส่องพระตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งมีโอกาสได้เห็นพระแท้ และได้ศึกษาเรียนรู้จากเซียนรุ่นเก่าของภาคใต้ในยุคอดีต ดังนั้นจึงทำให้มีความเชี่ยวชาญพอตัว ในเรื่องการดูพระเครื่องต่างๆ โดยเฉพาะพระหลวงพ่อทวด
 


'หลวงพ่อแก้ว' ที่พึ่งคนจะนะ 
 
              นายณรงค์พร บอกว่า  สิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญ สำหรับชาวพุทธในพื้นที่ปลายด้ามขวานคือ “พระ”และ “วัด” เพื่อเป็นที่พึ่งพิงทางใจ เฉกเช่นเดียวกันกับพื้นที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นอีกหนึ่งแห่งในปลายด้ามขวานที่ชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธจำเป็นต้องยึดเหนี่ยว สองสิ่งดังกล่าวเป็นเป็นหลักในการดำรงชีวิต และดำเนินลมหายใจให้อยู่รอดปลอดภัยในแต่ละวัน
 
              สำหรับ ชาวพุทธเมืองจะนะ สิ่งที่เป็นเสาหลักให้กับชาวบ้านคือ "พ่อท่านแก้ว ธัมมาราโม" วัดสะพานไม้แก่น อายุ ๑๐๑ ปี ท่านเป็นพระอาจารย์ที่ร่วมอยู่ในพิธีปลุกเสกพระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นแรก เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ นอกจากพ่อท่านแก้วจะเป็นที่พึ่งพิงของผู้คนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่าพุทธบริษัทในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอีกด้วย
 
              นอกจากนี้แล้ว พ่อท่านแก้วยังเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวมาเลเซียและสิงคโปร์อีกไม่น้อย ด้วยเพราะเป็นพระที่ชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากผลพวงความไม่สงบ ทั้งนี้ท่านมักจะมอบวัตถุมงคลให้กับเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ จนเกิดประสบการณ์มากมายกลายเป็นที่กล่าวขาน กระทั่งนำมาซึ่งการเป็นที่พึงพา และพึ่งพิงจากอุณหภูมิร้อนจากสถานการณ์ความไม่สงบในเวลานี้
 
              พ่อท่านแก้ว ธัมมาราโม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตั้งสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรในราชทินนาม "พระครูอุปถัมภ์สารคุณ" คณะสงฆ์ ชาวบ้าน และศิษยานุศิษย์ จึงได้จัดพิธีฉลองสัญญาบัตรพัดยศ และฉลองอายุวัฒนมงคล ๑๐๑ ปีถวาย ตลอดทั้งปีถือเป็นช่วงเวลาสิริมงคลที่พุทธบริษัทชาวจะนะและพื้นที่ใกล้เคียง จะได้รวมใจกันสร้างบุญให้เกิดกับพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้สืบไป

"}])