
'การรู้แจ้ง คือการรู้สึกตัว'พระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ
'การรู้แจ้ง คือการรู้สึกตัว'พระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ: วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่องและภาพ
"พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้ว ให้มีสติ รู้การทำ การพูด การคิด การยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว นี่คือเคล็ดลับวิธีการปฏิบัติ ทำให้เกิดปัญญา ภาษาบ้านเราเรียกว่า ให้รู้ตัว รู้กาย รู้ใจ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้ รู้ใจนี้มันไม่ใช่ความคิด มันเป็นปัญญา ปัญญานี่ไม่ต้องไปสร้างขึ้น อย่างสมมุติว่า นิพพานนี่ก็เหมือนกัน นิพพานไม่ต้องสร้างขึ้น ที่เราไปสร้างขึ้น ไม่ใช่ของจริง มันเป็นของใหม่ เรียกว่ามันเป็นทุกข์ ถ้าหากคนใดมีทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าพูดตรงๆ เทวดายังมีทุกข์ ก็สู้หมาขี้เรื้อนไม่ได้"
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ฝากเคล็ดลับของการปฏิบัติไว้ในหนังสือ 'ปกติ' ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของท่านที่ลูกศิษย์ได้รวบรวมไว้พร้อมหลักการปฏิบัติเจริญสติแบบเคลื่อนไหวเพื่อให้คนรุ่นหลังมีหนทางการปฏิบัติที่ลัดสั้น สามารถพ้นทุกข์ได้ในชาตินี้ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าที่ได้วางไว้
๕ กันยายน ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบ ๑๐๑ ปีหลวงพ่อเทียน ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้นิมนต์พระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ ประธานสงฆ์วัดป่าโสมพนัส จ.สกลนคร มาเป็นผู้นำปฏิบัติบูชาในแนวหลวงพ่อเทียนวันเสาร์-อาทิตย์ที่ ๘-๙ กันยายนนี้ โดยมีชื่องานว่า "รู้แบบซื่อๆ แล้วลองเก็บอารมณ์" จะเป็นอย่างไรก็ต้องไปเรียนกันดู
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น วันพระนี้จึงขอนำธรรมะและหลักการสอนของหลวงตาสุริยามาฝากกันเล็กน้อย หลังจากที่ "นุ่น" ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ผู้ดำเนินรายการ "พื้นที่ชีวิต" ทางช่องไทยพีบีเอส ไปวิจัยชีวิตที่วัดป่าโสมพนัส จนร้องห่มร้องไห้มาแล้ว เพราะความดุ แต่แฝงไว้ด้วยความเมตตา ประกอบกับการเอาจริงของหลวงตาที่สามารถกะเทาะกิเลสของดาราสาวท่านนี้ออกมาได้จนพบความเบาสบายใจ ไม่ต้องแบกอัตตาตัวตนไว้ให้หนักเปล่า
นี่คือผลของแบบฝึกหัดแรกในฝึกฝน "ความรู้สึกตัว" ให้เกิดขึ้น ซึ่งมีอานิสงส์คือสามารถกะเทาะกิเลสจากหยาบๆ ไปจนถึงกิเลสละเอียดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยด่านแรกที่ทุกคนต้องเจอและต้องผ่านให้ได้ เมื่อไปเรียนกับหลวงตาก็คือ 'ความง่วง'
หลวงตาสุริยาในวัย ๔๘ ปี ๓๓ พรรษา มีเทคนิคมากมายที่จะให้เราเท่าทันความง่วง อาทิ ขณะที่ให้ฝึกสร้างจังหวะโดยการเคลื่อนไหวมือ ๑๔ จังหวะอย่างต่อเนื่อง หลวงตาก็จะบรรยายธรรมไปเรื่อยๆ คนไหนเริ่มสัปหงก หลวงตาจะเรียกคนนั้นดังๆ เพื่อให้ตื่น และอาย แล้วให้ลุกจากที่นั่งไปเดินจงกรมแทน นี่แหละคือสิ่งที่นุ่นและใครหลายๆ คนเจอมาแล้ว จนสามารถก้าวข้ามความง่วงไปได้
"ที่เราต้องก้าวข้ามความง่วงก็เพราะว่า การรู้แจ้ง ไม่ใช่รู้แบบสลึมสลือ ไม่ใช่การรู้เรื่อง แต่เป็นการรู้สึกตัว ใครสงสัย กลับไปแล้วมาใหม่ มาเอาจริงเอาจัง จนกว่าดวงตาจะเห็นธรรม" หลวงตาบอกกับนักรบกิเลสมือใหม่ที่เดินทางไปให้ท่านสอนถึงวัด ท่านยังเน้นย้ำว่า เมื่อไหร่ที่เราไหลเข้าไปสู่ความคิด นั่นคือการไหลไปสู่อวิชชาทั้งหมด
"เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อมาเรียนรู้นิสัย ฝึกนิสัย พระสงฆ์ตื่นแต่เช้า ขยันขันแข็ง อยู่กับความเพียร ผู้ปฏิบัติมาวัดก็มาเอานิสัยอย่างพระไปใช้ ฝึกตื่นดึก ลุกเช้า ฝึกทำความเพียร เพื่อไปสู่การสิ้นภพสิ้นชาติให้ได้ เราติดความง่วง เพราะเราติดในกาม ภพ แปลว่า ที่อยู่ของใจ เคยรักใครชอบใครมันไปอยู่ตรงนั้น เคยสร้างนิสัยอะไรไว้ มันไปอยู่ตรงนั้น เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อทำลายภพชาติ ไม่งั้นเราจะอยู่ในภพในชาติไม่มีวันจบ"
ท่านยังกล่าวอีกว่า มรรค จะบริสุทธิ์ได้เพราะการขับไล่ความขี้เกียจ ความมัวเมาในอาหาร สารพัดเรื่องที่ต้องทวนกระแสกิเลสในตัวเรา
"สมมุติว่าเรามีทุกอย่าง แต่ไม่มากำหนดสติให้รู้ต่อเนื่อง มันก็ไม่เกิดเป็นปัญญา เหมือนเราเอาไม้ขึ้นไปค้างไว้จะทำบ้านทำหลังคา ถ้าไม่เอานอตขันไว้ มันหล่นลงมาทับหัวเอา ปฏิบัติธรรมก็เป็นเหมือนกัน ถ้าเราพอมีใจดีอยู่บ้าง แต่ไม่เจริญสติเพิ่มพูนขึ้นไปจนกระทั่งจิตมันพ้น มันก็จะยาก เหมือนเราดันก้อนหินขึ้นภูเขา ถ้าไม่ดันให้มันกลิ้งข้ามเขาไปทางนั้นได้ มันจะกลิ้งลงมาทางเดิม ล้มทับเราเอง "
ท่านเปรียบเทียบจากพุทธพจน์ให้เห็นภาพว่า เหมือนหญ้าคา อันบุคคลจับไม่ดี จะบาดมือตนเองฉันใด การปฏิบัติธรรมที่คนไม่ตั้งใจที่จะทำ มันจะฉุดไปนรก ฉันนั้น
"คือทำไม่จริงไม่จัง มันเสียเวลา เสียนิสัย เสียจริต เสียเงินเสียทอง เสียงบประมาณ มันเสียหายไปหมด เป็นการคอรัปชั่นประเทศชาติด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น มันต้องทำจริง ได้ผลจริง เกิดประโยชน์จริงๆ อาตมา จัดปฏิบัติธรรมที่นี่ ถ้างวดไหนไม่มีคนดวงตาเห็นธรรม ถือว่าขาดทุน ถ้าไม่มีคนรู้แจ้ง จิตไม่ขยับไป ถือว่าขาดทุน
หลวงตาสุริยา เขียนหนังสือออกมาหลายเล่มแล้วเกี่ยวกับการเจริญสติ โดยใช้นามปากกาว่า ส.มหาปัญโญภิกขุ ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท วัดป่าพุทธยานันทาราม ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนอีกต่อหนึ่ง วิธีการสอนของท่านจึงเป็นการสืบทอดวิถีการปฏิบัติที่ต่อเนื่องจากครูบาอาจารย์มาถึงลูกศิษย์จากรุ่นต่อรุ่นไม่ขาดสาย
"เพราะเราไม่มีเวลาพาทำเล่น มันต้องเอาจริงกับกิเลสตัณหา ลองไปไล่ดูว่ากลไกทั้งหมด ตัวไหนใช้อย่างไร สติปัฏฐานสี่หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เข้าใจตัวไหนก็เริ่มจากตัวนั้น ปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เช่นว่า ทุกข์ เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ตอนนี้รู้ไหมว่าทุกข์มันคือตัวไหน ใจเป็นทุกข์เป็นอย่างไร ดูมันสิ สมุทัย อะไรทำให้ใจเป็นทุกข์ เป้าหมายเราคือ นิโรธ คือ นิพพาน เรามาดูกันว่า จริงๆ แล้วใจว่างๆ ของเรามันมีอยู่ เพียงแต่ว่า มันยังไม่ใช่นิพพาน
"มาดูว่าเวลาใจไม่ว่างเป็นอย่างไร ทำไมมันไม่ว่าง ใจส่วนมากถูกดึง เหมือนมันแช่น้ำเชื่อมกิเลสเอาไว้แล้วตั้งแต่เกิดมา มีแต่ความคิดติดอารมณ์ แล้วทำไมมันไม่ไปไหน เราก็มาเฝ้าดู ก็อ๋อ เพราะสติมันน้อย เลยไม่ค่อยรู้สึกตัว ก็เติมสติเข้าไป เหมือนชีวิตเรามันหวานเกิน ทีแรกไม่ได้หวาน พอกินหวานเยอะ มันก็หวาน เรามาเพิ่มฟ้าทะลายโจร ใส่ความขมลงไปจนกระทั่งมันไม่หวาน จนความสมดุลกลับคืนมา ตรงที่ไม่หวานไม่ขมนี่แหละที่เขาเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง"
หลวงตากระตุกให้เห็นความสำคัญของการเจริญสติว่า เรามาปฏิบัติธรรม ก็เพื่อเจริญสติ ดึงเอาบ้านเมืองคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กลับคืนมาให้อยู่กับใจเรา ไม่ให้มันแส่ส่ายไปสร้างทุกข์
"ต้องเอาจริงเอาจังกับมัน ถ้าเจริญสติทำตัวรู้สึกตัวต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เราจะเห็นรูป เห็นนามดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไว้ไหม ก็ต้องทำดู แล้จะรู้เองว่า... เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ย่อมเหนื่ยหน่ายในสิ่งที่ตนทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด... "
ล้อมกรอบ
สอบถามรายละเอียดงานภาวนา "รู้แบบซื่อๆ แล้วลองเก็บอารมณ์" ได้ที่ สวนโมกข์ กรุงเทพ โทร. ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐



