พระเครื่อง

'บุญได้มากที่สุดคือ ภาวนา'พระอาจารย์เลี่ยมทอง จารุโภ

'บุญได้มากที่สุดคือ ภาวนา'พระอาจารย์เลี่ยมทอง จารุโภ

25 ส.ค. 2555

'บุญได้มากที่สุดคือ ภาวนา'พระอาจารย์เลี่ยมทอง จารุโภ : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยนิติราษฎร์ บุญโย

             หากกล่าวถึงพุทธศาสนิกชนเต็มขั้น รักษาศีล ปฏิบัติธรรมเป็นประจำนั้น ผู้เขียนเอง คงมิใช่อะไรเทือกนั้นแน่!
 
              แต่ถ้ามี 'โอกาส' บวก 'ความตั้งใจ' เป็นพื้นฐานแล้ว การเข้าวัดฟังธรรม ตามธรรมเนียมประเพณีวิถีพุทธ จึงเป็นเรื่องอะไรน่า 'ใคร่ครวญ' ชวนเปิดมุมองเล่าสู่กันฟัง ในแบบ 'คนไกลวัด' แม้วัดจะใกล้บ้านก็เถอะ
 
              ช่วงวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา มีโอกาสเข้าเขตอภัยทานวัดวาอาราม ไปถวายสังฆทานที่วัดหนองแต้ หมู่ ๕ ตำบลทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
 
              วัดดังกล่าวได้ชื่อว่าเป็นวัดตามระเบียบการบ้านเมืองเมื่อไม่นานมานี้ บนพื้นที่คับแคบ ไม่ใหญ่โตกว้างขวาง ดูเหมือนขัดสน ไม่พร้อมครบสวยงาม เหมาะแก่คนที่ชอบไปทำบุญแบบเลือกที่วัดงามหน้างามตาอะไรมากนัก!
 
              แต่ 'ความขลัง' คือความเรียบง่าย ธรรมดา สามัญ นี่แหละ ที่น่าจะอาจช่วยให้ขัดเกลาภายใน และคิดต่างจากพุทธพาณิชย์ที่เฟื่องฟูถึงขีดสุด
 
              หลังถวายสังฑทานแล้ว ก็เข้าไปนิมนต์ไถ่ถาม พระอาจารย์เลี่ยมทอง จารุโภ เจ้าอาวาสวัด วัย ๕๖ ปี ในฐานะหลวงลุง ที่มักคุ้นกันมานาน
 
              พระอาจารย์ท่านเล่าไปหัวเราะไป ตามสไตล์ไม่มีเคร่งขรึม สงบเงียบอะไร แต่นั่น ถือเป็นตัวตน เป็นตัวจริง ที่คนอยู่ใกล้ท่าน ถ้าไม่ได้ธรรมะกลับบ้านสักกี่มากน้อย ก็คงได้รอยยิ้มสบายใจกลับออกจากวัดแน่นอน
 
              'พระอาจารย์เลี่ยมทอง' หากดูรูปลักษณ์ภายนอกในฉากแรกที่พบเจอแบบผิวเผิน อาจเห็นผิวพรรณดำกร้านและริ้วรอยเต็มใบหน้าของพระรูปนี้ พร้อมจีวรเก่าๆ ดูเหมือนไม่สะอาดสะอ้าน ยิ่งเห็นกิริยาบถบุคลิกพร้อมสรรพแล้ว พุทธศาสนิกชนห่างวัดบางคนก็อาจพาลคิดเชิงกระเดียดว่าเหมือนเป็นพระไม่สำรวม ไม่เรียบร้อย ก็เป็นได้
 
              แต่ถ้าฉายภาพให้เห็นชัดว่า 'ลงมือปฏิบัติ' ในทางโลกอย่างจริงจัง ด้วยทำนุบำรุงสร้างวัดเล็กๆ และในทางธรรมก็พาชาวบ้านแถบนั้น นุ่งขาวห่มขาว ทำวัตรปฏิบัติแบบ 'พระบ้านๆ' แต่ขยันเป็นนิจ
 
              พระรุ่นราวคราววัยใกล้เกษียณรูปนี้ บางวันต้องลงแรงขุดดิน แบกหามสร้างโบสถ์ศาลา จึงสวมผ้าผ่อนลุยงาน ซึ่งดูไม่ใช่ 'เครื่องแบบพระ' มากนัก แต่ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ เพราะวัดเกิดใหม่แห่งนั้น ยังขาดความพร้อมในหลายๆ ด้านด้วยกัน จะให้พึ่งเงินทำบุญของชาวบ้านใกล้วัด ก็มีไม่มาก จึงลงมือลงแรงสร้างเองตามศรัทธาไปเรื่อยๆ
 
              กระนั้น ประการสำคัญที่ได้พูดคุยคือ เรื่องราวที่ผ่านมาของพระอาจารย์เลี่ยมทอง ซึ่งได้เล่าถึงช่วงตลอด ๒๘ พรรษา ในร่มกาสาวพัสตร์ เคยธุดงค์แถวใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา และจำวัดที่สำนักสงฆ์ภูแมน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นาน ๗ ปี เพื่อฝึกสมาธิ ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก่อนจะย้ายอยู่ที่สำนักสงฆ์หนองแต้ และสร้างเป็นวัดในที่สุดก็รวม ๑๐ กว่าปีแล้ว และครั้งหนึ่งเคยธุดงค์รอนแรมชายแดนพม่า-ไทย แถวประจวบคีรีขันธ์ อดฉันข้าว อยู่กลางป่านานหลายวัน เกือบไม่รอด แต่ด้วยความมานะในด้านการฝึกตนเพื่อขัดเกลาจิตใจ จึงรอดมาได้
 
              "การสร้างวัดก็ทำไป ไม่รู้จะได้แค่ไหน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น สิ่งเหล่านี้เราสร้างเอาไว้เป็นอนุสรณ์เฉยๆ ตายก็เอาไปไม่ได้หรอก มีแต่เรื่องบุญกุศลทั้งนั้น บุญคือความดี มีสมาธิภาวนา เมื่อภาวนาแล้ว องค์ภาวนาก็จะสงบ หลังจากนั้น เราก็ไม่มีอะไรแล้ว...
 
              "เรื่องการฝึกสามาธิ ฌาน ๔ หรือเรื่องอะไร ถ้าเราไม่ฝึกจริงๆ ไม่รู้เรื่องหรอก การปฏิบัติฌาน ๑, ๒, ๓ และ๔ นั้น ใครอ่านหนังสือมันก็พูดได้ แต่คำว่า 'สมาธิ' เนี่ย โหย...คนพูดๆ ทำได้ไม่ถึงครึ่ง.."
 
              สำหรับการฝึกสมาธินั้น พระอาจารย์เลี่ยมทองเล่าว่า การฝึกในช่วงร่างกายแข็งแรงก็ดี และยิ่งดีก็ตอนป่วยอาพาธ จะได้กรรมฐานดี ในเรื่องการพิจารณาเรื่องกาย
 
              "ผู้ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิบัติคุยกันเรื่องอัตตา อนัตตา นิพพาน แต่ไม่ปฏิบัติเอาแต่เถียงกัน (ยิ้ม) ถ้าปฏิบัติมันจะเห็น... คำว่าสงบ ที่ทำให้มีความสุข ถ้าเราได้สัมผัสด้วยสมาธิ จะเรียกว่าสุขแท้จริง แต่ถ้าเราไม่ทุกข์เต็มที่ มันก็ไม่รู้จักหรอก เหมือนการไม่เคยอดข้าว ตอนไปพม่าอดข้าว ๔ วัน ทำให้รู้อย่างแรกเลยคือ คุณของข้าว หลังจากอดข้าวมาหลายๆ วัน มันเป็นยังไง การเดินก็ใช้มรณสติอย่างเดียว แต่ถ้าทุกข์มากกรรมฐานก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตอนนั้นจิตก็ลงแล้ว พม่าถือปืนมายิง นึกว่ามายิงคน มายิงใส่ต้นไม้ มายิงทำไม มายิงใส่คน อดข้าวมาตั้งหลายวันแล้ว (หัวเราะ) คืออยากจะไปสบายแล้ว จิตไม่เป็นห่วงกายแล้ว ถ้าตอนนั้นตายก็สบาย แต่มันก็เป็นวิบากกรรม ตายโหงมันก็ไม่ดี"
 
              อย่างไรก็ตาม ในห้วงการเข้าพรรษานั้น ตามพระธรรมวินัยได้บัญญัติหน้าที่สงฆ์ไว้แล้ว ส่วนหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนก็ควรตระหนักไว้ด้วย ยิ่งหมั่นศึกษาธรรม ทำบุญกุศล ซึ่งทำบุญที่ได้ง่าย แต่เราไม่ค่อยนึกถึงกันคือการ 'ตั้งสมาธิภาวนา'
 
              "ทำบุญที่ได้บุญมากที่สุดคือการภาวนา ดูลมหายใจเข้า-ออก ตัวนี้จะได้บุญมากที่สุดเลย แต่คนไม่ค่อยทำ คนมองข้ามตัวนี้ นี่แหละบุญ ที่เอากับข้าวกับน้ำมาถวายให้ฉันนั้น มันเป็นทาน บุญจริงๆ ต้องเอาตัวเรามานั่งภาวนา ที่ไหนก็ได้..." พระอาจารย์เลี่ยมทอง กล่าว
 
              แต่อย่างว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปมากแล้ว การเข้าถึง 'ความอยาก', 'ความโลภ' ในทางโลกมันง่ายมากๆ เพียงปลายนิ้วคลิก แต่การปฏิบัติธรรมง่ายๆ แค่นั่งนิ่งๆ ทำสมาธิดูจะยากเย็นเกินไปเสียด้วยซ้ำ
 
              "ไม่ปฏิบัติแต่ชอบเถียงกัน (หัวเราะ)" พระอาจารย์เลี่ยมทองพูดให้คิดได้หลายแง่มุม สะท้อนสังคมยุค 'แดกด่วน' ปัจจุบันขณะ ยิ่งนัก!!

"}])