
หนทางของเราคือ'ทางสายกลาง'เท่านั้น
หนทางของเราคือ'ทางสายกลาง' เท่านั้น...ทางอื่นไม่มี : มองนอกดูใน โดยแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
เป็นเวลาเกือบ ๑ เดือน คือ ระหว่างวันที่ ๓-๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ของการอัญเชิญ พระพุทธชยันตีองค์ดำ นาลันทา เคลื่อนไปทางภาคกลางและภาคเหนือ จำนวน ๒๓ จังหวัด...ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตเยี่ยงผู้หญิงข้างถนน กิน นอน และแสดงธรรมอยู่บนถนน เพื่อตามหาหัวใจโพธิสัตว์ริมทาง และพิสูจน์ให้เห็นว่า...“ธรรมะศักดิ์สิทธิ์จริง และให้ผลจริง”, “เมื่อเราอยู่บนหนทางสายกลาง...ก้าวย่างนั้นก็จะเป็นก้าวย่างแห่งสติปัญญา”, “งานศักดิ์สิทธิ์เพราะจิตไม่ขุ่นมัว” และ “งานคือฐานแห่งการภาวนา”
การทำงานรับใช้มวลมนุษยชาติ ถือเป็นโอกาสที่ได้สะสมบารมี สะสมความดีเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีฉันทะ อันที่จะเข้าใจบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าเราในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ ทำให้เราร่าเริงในการรับใช้ผู้คนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ และการต้องเดินทางแบบค่ำไหนนอนนั่นอยู่บนหนทางอันประเสริฐ ก็เพราะเราเลือกแล้วว่า หนทางของเรา คือ ทางสายกลางเท่านั้น
ทางอื่นไม่มี !
ขบวนธรรมยาตราที่เคลื่อนไปเพื่อเปิดดวงตาเห็นธรรมก่อนวันอาสาฬหบูชาที่ผ่านมา จึงทำให้เรายืนยันได้ว่า เกิดขึ้นเพื่อ...เฉลิมฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า, เฉลิมฉลองท่านอัญญาโกณฑัญญะที่มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรเคลื่อน ทำให้พระสังฆรัตนะก็ครบองค์ และเฉลิมฉลองยสกุลบุตร บุรุษผู้พรั่งพร้อม
ทว่า ในคืนหนึ่งยสกุลบุตรตื่นขึ้นมาในยามดึก แล้วมองเห็นอาการวิปริตต่างๆ นานาของหญิงบำเรอรอบกาย จึงรำพึงขึ้นในคืนหนึ่งว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” จากนั้นก็เดินอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งไปถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ครั้นองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ฟัง จึงตรัสแก่ยสกุลบุตรว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวายและไม่ขัดข้อง” พร้อมกับทรงแสดงพระธรรมเทศนา ‘อนุปุพพิกถา’ และทรงแสดง ‘สามุกกังสิกาเทศนา (อริยสัจ ๔)’ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ยสกุลบุตร ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันในพระพุทธศาสนา
วัตถุประสงค์ของการเคลื่อน ก็เพื่อจะทำงานตามพุทธประสงค์ที่มอบหมายพุทธกิจที่ว่า “เธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน” และการบูชาที่สมควรบูชา ที่ทรงยกย่องที่สุดคือ การทำให้คนบรรลุธรรม การทำให้คนอยู่บนหนทาง และไปปลุกหัวใจของมวลมนุษยชาติทั้งหลายให้มีดวงตาเห็นธรรม
ในพรรษานี้จึงเป็นพรรษาที่ตั้งสัจจอธิษฐานพรรษาว่า มีดวงตาเห็นธรรม เดินทางอยู่บนมรรคาแห่งการตื่น โดยเราเชื่อว่า ต้องนำธรรมะกลับมาสู่หัวใจของผู้คน เราจึงไปปลุกหัวใจของมนุษยชาติให้มีหัวใจที่ปลอดภัยอยู่ด้วยธรรม
และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของการเคลื่อนไปในครั้งนี้ คือการที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปเยียวยาผู้ป่วยในโรงพยาบาล ๑๓ แห่ง และมีโอกาสได้พบผู้ป่วย ๕๑ ราย ซึ่งผู้ป่วยทุกคนเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า ที่จะทำให้เรารู้ว่า การเยียวยานั้นคือความงดงามของโลกใบนี้ เป็นความงดงามระหว่างคนสองกลุ่ม คือกลุ่มคนที่เข้าไปเยียวยา และกลุ่มที่ได้รับการเยียวยา ในความเป็นจริง พลังของการเยียวยาเกิดขึ้นในหัวใจของคน โดยทั้งสองกลุ่มนี้ ด้วยศรัทธาที่แรงกล้าในกันและกัน
เราในฐานะที่เข้าไปเรียนรู้กับผู้ป่วย เคารพหัวใจของผู้ป่วย และปรารถนาที่จะเข้าไปถ่ายถอนความทุกข์ของเพื่อน ที่อยู่ข้างหน้าเราในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ ทำให้เราได้เห็นพลังของพระธรรมที่เข้าไปด้วยความปรารถนาที่จะถ่ายถอนความทุกข์นั้นออกมา แม้แต่การเอาความทุกข์นั้นออกมาเป็นของเรา มันจึงทำให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของการทำงานด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัวเช่นนี้
๕๑ กรณีศึกษา ที่ผ่านมา เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรา ขอขอบพระคุณครูผู้ป่วยทุกคน
และการมีโอกาสได้เป็นครูที่สอนให้บุคลากรในโรงพยาบาล ตั้งแต่ผู้อำนวยการ หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน ตลอดจนญาติผู้ป่วยที่จะอยู่ในสถานการณ์ที่เราจะทำให้คนที่กำลังทุกข์กายแต่ไม่ทุกข์ใจด้วยหัวใจของการเป็นผู้รับใช้ของคนทุกคน เราจึงไม่ใช่ผู้เฝ้าไข้ หรือเฝ้าเตียง แต่เราคือผู้ที่กำลังได้รับโอกาสอย่างยิ่งที่จะเข้าไปพัฒนาการเป็นผู้รับใช้ด้วยจิตวิญญาณของคนที่ทำงานตามพุทธประสงค์ ดังคำกล่าวที่ว่า “การดูแลผู้ป่วย คือ การดูแลเราตถาคต”
ข้าพเจ้าจึงรู้สึกขอบพระคุณทุกโอกาสที่ได้รับใช้ และการออกไปตามหาหัวใจแม่ หัวใจโพธิสัตว์ ก็เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องรู้เท่าทันโลก และอยู่กับโลกอย่างเข้าใจโลก ชวนกันออกมาทำงานด้วยจิตวิญญาณของการเป็นผู้ให้ที่มีความสุข ที่จะให้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ
และให้...ได้มากกว่าที่เคยให้
ธรรมสวัสดี



